HoonSmart.com>>”ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ” (TU) ผลงานโต ไตรมาส 3/68 กำไรสุทธิ 1,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนสะท้อนความสามารถในการทำกำไรต่อเนื่อง แม้ภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงมีความท้าทาย ยอดขายรวม 34,501 ล้านบาท ได้แรงหนุนจากกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง ขณะที่กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.34 บาท เพิ่มขึ้น 12.1%จากปีก่อน รวม 9 เดือนมีกระแสเงินสดแข็งแกร่งต่อเนื่องที่ 4,127 ล้านบาท

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป(TU) เปิดเผยผลการดำเนินงานงวดไตรมาสที่ 3/2568 มีกำไรสุทธิ1,304 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 0.34 บาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนกำไรสุทธิ 1,400 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 0.30 บาท กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากการลดทุนจากการตัดหุ้นที่ซื้อคืนและจำหน่ายไม่ได้ ส่วนกำไรสุทธิตามที่ปรับปรุง (ไม่รวม transformation costs) อยู่ที่ 1,516 ล้านบาท ลดลง 7.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
รวม 9 เดือนปีนี้ บริษัทฯมีกำไรทั้งสิ้น 3,596 ล้านบาท คิดเป็นกำไรหุ้นละ 0.90 บาท ขณะที่ช่วงเดียวกันปีก่อนมีกำไรสุทธิ 3,772 ล้านบาทหรือ 0.81 บาทต่อหุ้น
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป กล่าวว่า ผลประกอบการงวดไตรมาส 3/2568 แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความสามารถในการปรับตัวของไทยยูเนี่ยน ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ยังคงเห็นสัญญาณการเติบโต ปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น มีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 6,549 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาส 3/2567 ที่มีกำไรขั้นต้นอยู่ในระดับสูงเป็นพิเศษ โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็งมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการบริหารพอร์ตผลิตภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพและต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์น้ำที่ลดลง
ขณะที่มีอัตรากำไรขั้นต้นที่แข็งแกร่งในระดับ 19% อยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 18.5–19.5% สะท้อนว่ากำลังดำเนินกลยุทธ์ไปในทิศทางที่ถูกต้อง ทั้งการเพิ่มความคล่องตัวของการดำเนินงาน การเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลัก และการต่อยอดศักยภาพการแข่งขันของแบรนด์ในพอร์ตทั้งหมดของบริษัท
“กำไรสุทธิปรับปรุง (ไม่รวมค่าใช้จ่ายด้าน Transformation) อยู่ที่ 1,516 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิ 1,304 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากต้นทุนทางการเงินและภาษีที่ลดลง ซึ่งช่วยบรรเทาแรงกดดันต่ออัตรากำไรและสะท้อนความสามารถของบริษัทในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก”นายธีรพงศ์กล่าว
โครงการด้าน Transformation ซึ่งได้แก่ โปรเจกต์ Sonar และ โปรเจกต์ Tailwind ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ปี 2573 โดยค่าใช้จ่ายจากโครงการดังกล่าวยังส่งผลต่อกำไรในระยะสั้น แต่ไทยยูเนี่ยนคาดว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะทยอยลดลงตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป นอกจากนี้ ไทยยูเนี่ยนยังเดินหน้าปรับโครงสร้างการบริหารงานเพื่อเพิ่มความคล่องตัวและประสิทธิภาพการบริหารจัดการต้นทุนในกระบวนการผลิต การจัดซื้อ และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร โดยตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายสุทธิ 118 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2570
ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจหลักของไทยยูเนี่ยนยังคงแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัว แม้ต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป ยอดขายลดลง 3.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ปริมาณการขายยังทรงตัว ในส่วนของกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง ยอดขายเติบโต 5.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงสุดในรอบ 7 ไตรมาสที่ 13.8% ด้วยแรงหนุนจากยอดขายที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในหลายด้าน โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารสัตว์น้ำที่ทั้งยอดขายและปริมาณการขายนั้นเติบโต สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง ยอดขายเติบโต 6.2% ในสกุลเงินบาท และเติบโต 14.2% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับปีก่อน ด้วยแรงหนุนจากยอดขายในสหรัฐฯ และยุโรปที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
TU ยังคงสถานะทางการเงินแข็งแกร่งสะท้อนความเชื่อมั่นต่อเนื่อง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Interest-Bearing Debt to Equity) อยู่ที่ 1.1 เท่า ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1.0 – 1.1 เท่าและมีอัตราหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ในระดับที่ 4.7 เท่า สะท้อนความแข็งแกร่งทางการเงินและความสามารถในการปรับตัว ในการขับเคลื่อนการเติบโตสู่อนาคต ทั้งนี้ บริษัทได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากทริสเรทติ้งที่ระดับ “A+” ด้วยแนวโน้ม “คงที่”
ในปี 2568 ไทยยูเนี่ยนยังสามารถระดมทุนด้าน Blue Finance หรือการบริหารจัดการการเงินเพื่อการทำงานด้านการอนุรักษ์ท้องทะเล มูลค่ารวมกว่า 24,000 ล้านบาท โดยนับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีการออกหุ้นกู้แบบผสมผสานระหว่าง Blue Bond และ Sustainability-Linked Bond ภายในธุรกรรมเดียวกัน ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างล้นหลาม ด้วยยอดจองซื้อทะลุเป้าถึง 3.68 เท่า ส่งผลให้ไทยยูเนี่ยนสามารถระดมทุนจากแหล่งเงินทุนที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืนได้เกินเป้าหมายปี 2568 ซึ่งกำหนดไว้ที่ 75% ของเงินกู้ยืมระยะยาว และพร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมาย 100% ภายในปี 2573
“เราเดินหน้าสู่การปิดปี 2568 ด้วยความแข็งแกร่ง พร้อมวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับความสำเร็จในปี 2569 ไทยยูเนี่ยนมุ่งลดความซับซ้อนของกระบวนการต่างๆ เพิ่มความคล่องตัวและความรวดเร็วในการทำงาน เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำของโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและโภชนาการเพื่อสุขภาพจากท้องทะเล (Marine Health and Nutrition)”นายธีรพงศ์กล่าวในที่สุด
———————————————————————————————————————————————————–

3 พย
