IND เทรดสนั่นกว่า 10 เท่าขาย IPO ราคาแรง 171% ปลุก KEX -SA ร้อนเป็นไฟ

HoonSmart.com>> “อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป” ร้อนแรงเหนือคาด คนจองซื้อหุ้น IPO รวยทุกคน ขาย 1.10 บาท ปิด 2.98 บาท แจกกำไร 170.91% มูลค่ากิจการกระโดดจาก 385 ล้านบาท ทะลุ 1,043 ล้านบาท ไม่เสียชื่อ ที่ปรึกษา ” APM” ลีดอันเดอร์ไรท์-บล.ฟินันเซียไซรัส บริษัทคาดปี 64 โกยรายได้ 700-900 ล้านบาท โต 15-25% IND เป็นแรงส่งหุ้น” เคอรี่ เอ็กซ์เพรส” เทรด 24 ธ.ค. -“ไซมิส แอสเสท” 25 ธ.ค.ลุกเป็นไฟ  SA ปิดการขายหุ้นยอดจองล้นทะลัก

หุ้นบริษัทอินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (IND) ชนะเลิศ นำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) วันแรก 22 ธ.ค. 2563 ราคาเปิดที่ 1.55 บาท และกระโดดไปไกลถึง 3.10 บาท เฉียดซิลลิ่ง ก่อนปิดที่ระดับ 2.98 บาท +1.88 บาท +170.91% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 2,808.99 ล้านบาท เอาชนะสถานการณ์โควิดระบาดรอบสองได้สำเร็จ และยังเป็นหุ้นใหม่ยอดนิยม เห็นได้จากบริษัทเสนอขายไอพีโอจำนวน 90 ล้านหุ้น แต่วันแรกกลับมีการซื้อขายกันมากถึง 1,136 ล้านหุ้น คิดเป็นการเปลี่ยนมือสูงถึงประมาณ 12 เท่า  โดยมีบริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

IND เป็น ผู้นำด้านวิศวกรรมที่ปรึกษาก่อสร้าง โดยนายชัยณรงค์ ณ ลำพูน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า บริษัทฯเตรียมเข้าประมูลงานเพิ่มเติมหลายโครงการ ทั้งโครงการในงบประมาณปี 2564 และพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เช่น สนามบินอู่ตะเภา รวมถึงการทยอยรับรู้รายได้ของยอด Backlog 567 ล้านบาท คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 700-900 ล้านบาท เติบโต 15-25% จากปีนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 คาดอยู่ที่รายได้ประมาณ 600 ล้านบาท แนวโน้มยังมีโอกาสเติบโตที่ดีขึ้นต่อเนื่อง

ด้านนายสมภพ กีระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ในฐานะผู้จัดการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นเพิ่มทุนของ IND เปิดเผยว่า ราคาเปิดที่ 1.55 บาท เพิ่มขึ้น 40.91% จากราคาขายที่ 1.10 บาท สะท้อนให้เห็นถึงนักลงทุนมีความเชื่อมั่นในตัวธุรกิจของ IND เป็นอย่างดี และเข้าใจการเติบโตจากงานที่จะมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

“IND เป็นบริษัทอันดับต้นๆของประเทศ มีโครงการที่ดำเนินการแล้วกว่า 300 โครงการ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความชำนาญในสายงานที่ทำอยู่ และการขาย IPO จำนวน 90 ล้านหุ้น ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน 5,600 คน สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจและเชื่อมั่นในตัวธุรกิจของ IND อย่างแท้จริง” นายสมภพ กล่าว

ความร้อนแรงของหุ้น IND จะส่งต่อเนื่องถึงหุ้นน้องใหม่ อีก 2 บริษัทที่เตรียมพร้อมจะเข้ามาซื้อขายในปี 2563 โดยบริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย)หรือ KEX เสนอขาย 300 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 28 บาท จากพาร์ 0.50 บาท มูลค่า 8,400 ล้านบาท พร้อมเทรดในตลาดหลักทรัพย์ (SET) 24 ธ.ค. 2563 และบริษัท ไซมิส แอสเสท (SA) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร ขาย 150 ล้านหุ้นในราคาหุ้นละ 5.50 บาท จากพาร์หุ้นละ 1 บาท

นายขจรศิษฐ์ สิ่งสรรเสริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไซมิส แอสเสท (SA)  กล่าวว่า การขายหุ้น  IPO จำนวน 150 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 5.50 บาท เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. ที่ผ่านมา  ได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างมาก สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในธุรกิจ และมั่นใจว่าบริษัทฯ จะสร้างการเติบโตที่ดีในอนาคต จากจุดเด่นด้านการเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร การพัฒนาโมเดลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่แตกต่าง และความสามารถในการควบคุมต้นทุนที่ดี

บริษัทฯ วางแผนขยายการลงทุนเพื่อก้าวเป็นผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรชั้นนำของประเทศ ที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยกระจายการลงทุนไปยังธุรกิจที่หลากหลาย เช่น Food & Beverage, ศูนย์สุขภาพ Wellness Center เป็นต้น พร้อมกันนี้ ได้ขยายขอบเขตบริการใหม่ โดยทำพื้นที่ครัวกลางให้เช่าหรือ Cloud Kitchen สำหรับผู้ประกอบธุรกิจอาหารแบบเดลิเวอรี่ ภายใต้ชื่อ Bizzie Dish ตั้งอยู่ภายในโครงการ Blossom Condo @ Sathorn-Charoenrat เป็นที่แรก ปัจจุบันมีผู้ประกอบการร้านอาหารเข้าเช่าพื้นที่แล้วกว่า 10 ราย และมีแผนจะขยายให้ครอบคลุมโครงการอื่นๆ ในอนาคต

ส่วนเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ ส่วนหนึ่งจะนำไปใช้ชำระคืนเงินกู้เพื่อลดภาระดอกเบี้ย และส่วนที่เหลือจะนำไปพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ เช่น  โครงการ Blossom Condo @ Fashion 3 ย่านรามอินทรา ใกล้โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู มูลค่าโครงการประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งมีแผนพัฒนาเป็น Mixed-use Real Estate ประกอบด้วย โรงแรม ห้องชุดพักอาศัย ห้องชุดแบบมีบริการให้เช่า พื้นที่เชิงพาณิชย์และห้องประชุม  โครงการ Above 39 มูลค่าโครงการประมาณ 1,900 ล้านบาท  นอกจากนี้จะแสวงหาที่ดินในทำเลที่มีศักยภาพเพื่อมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคงโดยเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำและสม่ำเสมอ

นายเล็ก สิขรวิทย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ที่ปรึกษา เอเซีย พลัส   ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน เปิดเผยว่า SA มีจุดเด่น กระจายการลงทุนในธุรกิจที่หลากหลาย เพื่อเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ที่ไม่ได้มาจากอสังหาริมทรัพย์เพียงธุรกิจเดียว ซึ่งในทุกโครงการของ SA จะแบ่งพื้นที่ให้เช่าเชิงพาณิชย์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้อยู่อาศัยให้ได้มากที่สุด ทั้งร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ Wellness Center และ Cloud Kitchen

นอกจากนี้ SA ได้ใช้กลยุทธ์พัฒนาโครงการแบบ Branded Residence เพื่อยกระดับการให้บริการที่พักอาศัยตามมาตรฐานโรงแรมชั้นนำระดับโลก   โดยจะใช้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของผู้บริหารและทีมงานในธุรกิจก่อสร้างกว่า 30 ปี เพื่อไปสู่เป้าหมายการเป็น 1 ใน 5 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้บริโภคนึกถึง (Customer Choice)