HoonSmart.com>>โลกของการลงทุนกลับสู่ความเป็นจริง บล.เอเซียพลัส-โนมูระ พัฒนสินคาดไตรมาส 3/63 ถึงเวลาพักตัว แนะลดพอร์ตหุ้นไทย รอจุดรับแถว 1,250-1,280 จุด ASP เชียร์ซื้อ BGRIM-CPF-CPALL-INTUCH-INSET-SEAFCO ขายออก AOT- KCE บล.ทิสโก้แนะนำ BEM,CBG,DCC,PTG,SCC,TVO ตลท.เปิดตัวเลขเดือน มิ.ย.ดูดี มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 77,359 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 30 เดือน เป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ ล่าสุดดัชนีร่วง -10.76 จุด หุ้นเก็งกำไรหมดแรง โรงกลั่นถูกเท ผวามาร์จิ้นต่ำ หลังซาอุดีอาระเบียประกาศขึ้นราคาขายน้ำมันดิบเดือนส.ค.

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ และหัวหน้าสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASP) วิเคราะห์ว่า ไตรมาส 3/63 ตลาดหุ้นเข้าสู่ช่วงพักฐาน เผชิญกับปัจจัยเสี่ยง ทั้งภายนอกและภายใน คาดเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปีนี้ GDP หดตัวถึง -15% เงินไหลออก ทั้งจากนักลงทุนต่างชาติ และสถาบันในประเทศไม่มีเงินกองทุน SSFX รวมถึงสงครามทางการค้า ไวรัสโควิด-19 ที่ยังไม่แน่นอน ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อหากมีการปิดเมืองรอบสอง
สำหรับการจัดพอร์ตในไตรมาส 3 แนะถือหุ้นไทย 30% ,หุ้นต่างประเทศ 15% ,ตราสารหนี้ 40% และตราสารทางเลือก หรืออื่นๆ 15% กลยุทธ์เน้นหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว และหุ้นที่อิงกระแสการประมูลโครงการภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นการบริโภค แนะหุ้น BGRIM ,CPF ,CPALL ,INTUCH ,INSET ,SEAFCO ส่วนหุนที่เกินมูลค่าพื้นฐาน อย่าง AOT และ KCE ควรซื้อขายด้วยความระมัดระวัง ประเมินกรอบเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นที่ 1,250-1,420 จุด
“Valuation หุ้นไทยเริ่มตึง และมี P/E สูงสุดในภูมิภาค บวกกับความไม่แน่นอนจากประเด็นสงครามทางการค้า ทำให้เห็น Downside ตลาดชัดขึ้น “บล.เอเซียพลัสระบุ
แนวโน้มในไตรมาส 4/63 ตลาดจะเริ่มฟื้นตัว จากทั้งกำไรของบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ที่เริ่มกลับมาดีขึ้น การลงทุนต่างๆของภาครัฐ และเม็ดเงินจากต่างชาติที่เริ่มกลับมา เนื่องจากเริ่มมองไปในอนาคตข้างหน้า รวมถึงวัคซีนจะเห็นภาพชัดเจน คาดเคลื่อนไหวในกรอบ1,350-1,440 จุด สิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,440 จุด ส่วนเศรษฐกิจในปีนี้คาดหดตัว -8.4%
สำหรับกำไรสุทธิของบจ.ในปี 2563 ประมาณการไว้ที่ 688,000 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้นเท่ากับ 64 บาท ) จากไตรมาส 1 มีกำไรประมาณ 106,000 ล้านบาท คาดในไตรมาส 2 ใกล้เคียงกับไตรมาส 1 แต่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ทำให้ครึ่งแรกของปีนี้ ทำกำไรได้เพียง 30-40% ของประมาณการทั้งปี ส่งผลให้ช่วงครึ่งปีหลัง ต้องทำกำไรเกินกว่า 60-70% ซึ่งท้าทายมาก จึงอาจจะมีปรับลดประมาณการกำไรบจ.ปีนี้อีกครั้ง
บล.ทิสโก้แนะนำหุ้น BEM,CBG,DCC,PTG,SCC,TVO
บล.โนมูระ พัฒนสิน มองภาพการลงทุนในไตรมาส 3 มีความเสี่ยง 3 ด้าน ที่ตลาดจะต้องรอตรวจสอบ คือ 1.ความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดรอบสอง 2.สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน และ 3.ลักษณะของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและกำไรตลาด ซึ่งน่าจะทำให้ตลาดอยู่ในช่วงพักตัว 1-3 เดือน ในกรอบแนวรับ 1286/1210 จุด (กรณีแย่ 1100 จุด) และแนวต้าน 1400/1420จุด คงคำแนะนำถือหุ้นน้อยราว 20-25% ของพอร์ตลงทุน หลังแนะนำให้ลดมาช่วงดัชนีแตะ 1420-1450 จุด และถือสินทรัพย์ปลอดภัยราว 80 -75%
ด้านตลาดหุ้นวันที่ 8 ก.ค. ดัชนีปิดที่ระดับ 1,362.46 จุด -10.76 จุด หรือ -0.78% มูลค่าการซื้อขาย 66,274.72 ล้านบาท จากสถาบันไทยขาย 2,284 ล้านบาท และต่างชาติขาย 1,211 ล้านบาท ด้านรายย่อยซื้อ 3,215 ล้านบาท และบัญชีหลักทรัพย์ซื้อ 279 ล้านบาท
มาร์เก็ตติงกล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงแรงตามตลาดต่างประเทศ เช่น ยุโรป หลังจากกลับมากังวลการพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ระบาดรอบสอง รวมถึงแรงขายหุ้นเก็งกำไร และแรงขายหุ้นน้ำมัน โดยเฉพาะหุ้นโรงกลั่น หลังจากซาอุดีอาระเบียประกาศปรับขึ้นราคาขายน้ำมันดิบ ประจำเดือนส.ค. และมีการคาดการณ์ว่าอุปสงค์จะเพิ่มขึ้น ยิ่งกดดันมาร์จิ้นที่ต่ำอยู่แล้ว
สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นเดือนมิ.ย. 63 นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ดัชนีปิดที่ 1,339.03 จุด ลดลง 0.3% จากเดือนก่อน และลดลง 15.2% จากสิ้นปีก่อน แต่เมื่อพิจารณามูลค่าซื้อขายเฉลี่ยรายวัน รวมของ SET และ mai อยู่ที่ 77,359 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นเดือนที่มีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่สูงที่สุดในรอบ 30 เดือน และสูงสุดเป็นอันดับสองในประวัติการณ์ ส่งผลให้ 6 เดือนแรก มีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ย 68,617 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนเพิ่มมาจากผู้ลงทุนในประเทศเป็นหลัก ทั้งนักลงทุนรายใหม่ และนักลงทุนที่ซื้อขายในปัจจุบันอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีสัดส่วนการซื้อขายสูงกว่าผู้ลงทุนประเภทอื่นๆ ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 อยู่ที่ 48.76% ของมูลค่าการซื้อขายรวม
” บัญชีเปิดใหม่มากกว่า 1 แสน นักลงทุนหน้าใหม่ มีอายุน้อย และเน้นลงทุนในหุ้นพื้นฐาน ตลาดในเดือนมิ.ย.เริ่มเห็นสัญญาณความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิลดลงและกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ และในเดือนก.ค.ต่างชาติเริ่มกลับมามีการซื้อสุทธิในหุ้น นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการระดมทุนในตลาดแรกและเริ่มทยอยนำหุ้น IPO เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่เดือนก.ค.เป็นต้นไป ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี ตลาดหลักทรัพย์ไทยยังคงเป็นผู้นำของภูมิภาคในด้านมูลค่าการระดมทุนในตลาดแรก (IPO) ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563″ นายศรพลกล่าว
นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า นักลงทุนรายย่อยที่เข้ามาลงทุนในตลาดมากขึ้น มาจาก 2 ปัจจัย คือราคาลงมา 30% ก็สามารถลงทุนระยะยาวได้ และดอกเบี้ยในระบบธนาคาร พันธบัตรรัฐบาลต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราผลตอบแทนปันผล 3.5-4% ต่อปี ซึ่งในปีนี้คนเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นโลกมากขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม อัตราผลตอบแทนเงินปันผลในปีนี้ ยังจะต้องติดตาม ว่าบริษัทแต่ละแห่งจะมีกำไรเท่าไร และนโยบายการจ่ายเงินปันผลต่อกำไรด้วย คาดว่าอัตราส่วนน่าจะปรับลดลง แต่ไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น เช่นเดียวกับ นโยบายของธปท.ในการให้แบงก์งดปันผลระหว่างกาล ก็เหมือนกับธนาคารกลางต่างประเทศหลายแห่ง เป็นการมองการณ์ไกล
ส่วนแนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน New Normal เกิดประโยชน์ กับบริษัทบางแห่ง เช่นเกี่ยวกับสาธารณสุข สุขอนามัย ขณะที่บริษัทที่ดียังมีอยู่ เช่น เกษตร ผลิตภัณฑ์กระดาษ กลุ่มบริษัทที่เริ่มหันมาดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ด้วยการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) มากขึ้น ช่วยหนุนให้นักลงทุนมีความมั่นใจต่อการลงทุนในหุ้น และ IPO มากขึ้นด้วย
สำหรับกองทุนรวมเพื่อการออมพิเศษ (SSFX) ที่สิ้นสุดการขายเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา ทางสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ได้เสนอขอขยายระยะเวลาในการซื้อขายออกไปนั้น ตลาดหลักทรัพย์ ก็เห็นด้วย เพื่อส่งเสริมให้มีการออมระยะยาวในระยะยาว 10 ปี แต่จะต่อหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลที่จะพิจารณาถึงความเหมาะสม

