GULF โชว์กำไร Q3 โต 28% แตะ 9,289 ลบ. ธุรกิจพลังงาน-ส่วนแบ่งกำไร AIS หนุน

HoonSmart.com>> “กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์” (GULF) โชว์ฟอร์มแกร่ง ไตรมาส 3/69 กำไรสุทธิ 9,289 ล้านบาท เติบโต 28% กวาดรายได้รวม 52,809 ล้านบาท พุ่ง 75% แรงหนุนการเติบโตของธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้า และรับรู้ส่วนแบ่งกำไร AIS เพิ่มขึ้น 16% คาดไตรมาส 4/69 โตต่อเนื่อง จ่อ COD โรงไฟฟ้า 4 โครงการ 373 เมกะวัตต์ และปี 70 มากกว่า 600 เมกะวัตต์

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 โดยมีรายได้รวม (total revenue) อยู่ที่ 52,809 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75% จาก 30,177 ล้านบาท ในไตรมาส 3/2568 และมีกำไรจากการดำเนินงาน (core profit) อยู่ที่ 9,045 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จาก 7,280 ล้านบาท

ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของกลุ่มบริษัทฯ มีสาเหตุหลักมาจากการเติบโตของธุรกิจพลังงาน ทั้งกลุ่มโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โดยในส่วนของธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ปลวกแดง (GPD) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP ภายใต้กลุ่ม IPD มีกำไรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปริมาณการขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่เพิ่มขึ้น โดยมี load factor เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 45% ในไตรมาส 3/2568 เป็น 72% ในไตรมาส3/2569 ขณะเดียวกัน บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากโครงการโรงไฟฟ้าหินกอง (HKP) จำนวน 350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61% จาก 218 ล้านบาทในไตรมาส 3/2568 เนื่องจากในไตรมาส 3/2568 มีการหยุดซ่อมบำรุงตามแผน A-Inspection ของหน่วยผลิตที่ 1

นอกจากนี้ บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากกลุ่ม GJP จำนวน 562 ล้านบาท ในไตรมาส 3/2569 เพิ่มขึ้น 2% จาก 550 ล้านบาท ในไตรมาส 3/2568 เนื่องจากโครงการ IPP ทั้ง 2 โครงการภายใต้กลุ่ม GJP ได้แก่ โรงไฟฟ้ากัลฟ์ อุทัย (GUT) และโรงไฟฟ้ากัลฟ์ หนองแซง (GNS) มีปริมาณการขายไฟฟ้าให้ กฟผ. เพิ่มขึ้น โดยในไตรมาส 3/2569 GUT และ GNS มี load factor เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 18% และ 37% ตามลำดับ แม้ว่าโรงไฟฟ้า SPP ทั้ง 7 โครงการภายใต้กลุ่ม GJP จะมีกำไรลดลงเล็กน้อย เนื่องจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ค่า Ft ปรับลดลง

ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในสหรัฐอเมริกา บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จำนวน 932 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% จาก 557 ล้านบาท ในไตรมาส 3/2568 โดยมีสาเหตุหลักมาจากค่า Capacity Payment ที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการใช้ไฟฟ้าของธุรกิจศูนย์ข้อมูลที่เพิ่มขึ้นในตลาด PJM โดยค่า Capacity Payment เฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นจาก 270 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในไตรมาส 3/2568 เป็นเฉลี่ย 329 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวันในไตรมาส 3/2569 ประกอบกับส่วนต่างระหว่างราคาขายไฟฟ้ากับต้นทุนเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาไฟฟ้า จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่มีคลื่นความร้อนสูงในเดือนกรกฎาคม 2569

ในส่วนของธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ในไตรมาส 3/2569 บริษัทฯ รับรู้ผลกำไรที่เพิ่มขึ้นจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (solar farms) และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (solar farms with battery energy storage systems: solar BESS) ในประเทศ ซึ่งได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเติม โดยในปัจจุบันมีโครงการที่เปิดดำเนินการแล้วรวม 14 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,379 เมกะวัตต์ เทียบกับในไตรมาส 3/2568 ที่มีโครงการที่เปิดดำเนินการแล้วเพียง 5 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 532 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมภายใต้กลุ่ม Gulf Gunkul จำนวน 319 ล้านบาท ในไตรมาส 3/2569 เพิ่มขึ้น 38% จาก 230 ล้านบาท ในไตรมาส 3/2568 จากความเร็วลมเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นจาก 5.7 เมตร/วินาที ในไตรมาส 3/2568 เป็น 6.5 เมตร/วินาที ในไตรมาส 3/2569 ในขณะที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม MKW ในประเทศเวียดนาม มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น ภายหลังจากที่ได้ข้อสรุปอัตราค่าไฟฟ้าใหม่กับการไฟฟ้าเวียดนาม โดยราคาขายไฟฟ้าปรับเพิ่มขึ้นจาก 3.9 เซนต์สหรัฐฯ ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ในไตรมาส 3/2568 มาอยู่ที่ 7.2 เซนต์สหรัฐฯ ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ในไตรมาส 3/2569 ประกอบกับสัดส่วนการถูกจำกัดการจ่ายไฟฟ้า (Curtailment) ที่ลดลงจาก 5% ในไตรมาส 3/2568 เหลือ 1% ในไตรมาส 3/2569

ในส่วนของธุรกิจทรัพยากรมีผลประกอบการโดยรวมดีขึ้นในไตรมาส 3/2569 โดยหลักมาจากธุรกิจนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ภายใต้ GLNG และ HKH ซึ่งมีปริมาณนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการดำเนินกลยุทธ์ LNG optimization โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทฯ ได้นำเข้า LNG รวมทั้งสิ้น 56 ลำ คิดเป็นปริมาณประมาณ 3.7 ล้านตัน ขณะที่ส่วนแบ่งกำไร core profit จากโครงการ PTT NGD ลดลง 7% จาก 199 ล้านบาท ในไตรมาส 3/2568 เป็น 184 ล้านบาท ในไตรมาส 3/2569 จากผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ แม้ว่ากำไรขั้นต้นจะเพิ่มขึ้น

ธุรกิจดิจิทัลภายใต้กลุ่ม Gulf Edge พลิกกลับมาทำกำไรในไตรมาส 3/2569 จากผลขาดทุนในช่วงเดียวกันของปีก่อน ภายหลังศูนย์ข้อมูล GSA01 เปิดให้บริการเต็มรูปแบบในเดือนมิถุนายน 2569 และมีลูกค้าทยอยเข้ามาใช้บริการเต็มพื้นที่ให้เช่า

ในไตรมาส 3/2569 บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จาก AIS จำนวน 4,443 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จาก 3,829 ล้านบาท ในไตรมาส 3/2568 โดยมีสาเหตุหลักมาจากผลประกอบการที่ดีขึ้นของ AIS จากการเพิ่มขึ้นของ ARPU ทั้งจากธุรกิจโทรศัพท์มือถือและธุรกิจ Fixed Broadband และยอดการขายโทรศัพท์มือถือที่เติบโตขึ้น ประกอบกับต้นทุนโครงข่ายและคลื่นความถี่ที่ลดลง สำหรับเงินปันผลรับจากการลงทุนรวมของบริษัทฯ อยู่ที่ 474 ล้านบาทในไตรมาส 3/2569 เพิ่มขึ้นจาก 276 ล้านบาทในไตรมาส 3/2568 โดยมีสาเหตุหลักจากเงินปันผลรับจาก KBANK ที่สูงขึ้นตามสัดส่วนการลงทุนที่เพิ่มขึ้น

ในไตรมาส 3/2569 บริษัทฯ มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 15,265 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับ 13,641 ล้านบาท ในไตรมาส 3/2568 ในขณะที่กำไรสุทธิ (net profit) ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ (รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน) ในไตรมาส 3/2569 เท่ากับ 9,289 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับ 7,274 ล้านบาท ในไตรมาส 3/2568

ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 841,610 ล้านบาท หนี้สินรวม 478,774 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 362,836 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (net interest-bearing debt to equity) อยู่ที่ 1.02 เท่า ลดลงจาก 1.06 เท่า ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 โดยเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของส่วนของผู้ถือหุ้นจากผลประกอบการที่ดีขึ้นของกลุ่มบริษัทฯ

สมิทธ์ พนมยงค์

นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยังคงประมาณการการเติบโตของรายได้รวมและ EBITDA ในปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 12-15% โดยในไตรมาส 4/2569 บริษัทฯ คาดว่าผลการดำเนินงานจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ซึ่งโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (solar farms) และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (solar farms with battery energy storage systems) ภายในประเทศ จำนวน 4 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 373 เมกะวัตต์ จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2569 ประกอบกับโครงการ solar rooftop ภายใต้ GULF1 คาดว่าจะดำเนินการจ่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าเพิ่มอีกประมาณ 30 เมกะวัตต์ ในไตรมาส 4/2569

นอกจากนี้ ในไตรมาส 4 ยังเป็นช่วง high season ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม ส่งผลให้โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม 3 โครงการภายใต้กลุ่ม Gulf Gunkul ในประเทศไทย และโครงการ BKR2 ในประเทศเยอรมนี คาดว่าจะมีผลประกอบการที่ดีขึ้น

นายสมิทธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2570 บริษัทฯ มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการโรงไฟฟ้าใหม่หลายโครงการ ซึ่งมีกำลังการผลิตติดตั้งรวมมากกว่า 600 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศ 2 โครงการ กำลังการผลิตรวม 133 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศ 5 โครงการ กำลังการผลิตรวม 376 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม 12 โครงการ กำลังการผลิตรวม 118 เมกะวัตต์ และ โรงงานผลิตเชื้อเพลิงจากขยะอุตสาหกรรม (SRF) 3 โครงการ

สำหรับธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางปะอิน–นครราชสีมา (M6) มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 2/2570 ขณะที่ธุรกิจศูนย์ข้อมูล โครงการ GSA02 ซึ่งตั้งอยู่ในเขต EEC จังหวัดชลบุรี ขนาดกำลังการให้บริการสูงสุด 38.1 เมกะวัตต์ มีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาส 2/2570 ส่วนโครงการ GEDC01 ซึ่งตั้งอยู่ในเขต EEC จังหวัดระยอง กำลังการให้บริการสูงสุด 100 เมกะวัตต์ มีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาส 4/2570

ในระยะยาว GULF มองเห็นโอกาสขยายธุรกิจจากร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้บริษัทฯ เข้าร่วมพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซและพลังงานหมุนเวียน ขณะเดียวกัน โครงการ Direct PPA ที่เปิดให้ซื้อขายไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานได้หลากหลายขึ้น โดยไม่จำกัดเฉพาะพลังงานหมุนเวียน และโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชนที่ช่วยรองรับความต้องการใช้พลังงานสะอาดที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จะสร้างโอกาสให้บริษัทฯ พัฒนาโครงการและขยายธุรกิจได้เพิ่มเติม นอกเหนือจากธุรกิจพลังงาน บริษัทฯ ยังเดินหน้าต่อยอดธุรกิจดิจิทัล ซึ่งมีศักยภาพเติบโตตามการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะธุรกิจศูนย์ข้อมูล (data center) คลาวด์ (cloud) และปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีแผนขยายธุรกิจศูนย์ข้อมูล ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับความต้องการใช้บริการด้านดิจิทัลและ AI ที่เพิ่มขึ้น พร้อมต่อยอดโอกาสทางธุรกิจและสนับสนุนการเติบโตของ GULF ในระยะยาว