ดาวโจนส์ปิดบวก 423 จุด จับตาผลประกอบการไตรมาส 3 สัปดาห์หน้า

HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งสามดัชนีหลักปิดบวก ดาวโจนส์ปรับตัวขึ้น 423 จุด แรงหนุนจากราคาน้ำมันลดลง หลังพุ่งสู่ระดับสูงสุดของวัน หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีฟื้นตัวขึ้น นักลงทุนจับตาเริ่มรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ในสัปดาห์หน้าและการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อ บ่งชี้แนวทางการตัดสินใจด้านนโยบายครั้งต่อไปของเฟด ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดบวก

ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 9 ตุลาคม 2569 ปิดบวก โดยได้รับแรงหนุนจากการที่ราคาน้ำมันลดลงและหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีฟื้นตัวขึ้น ขณะที่นักลงทุนจับตาการเริ่มรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ในสัปดาห์หน้าและการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อซึ่งอาจช่วยบ่งชี้ถึงแนวทางการตัดสินใจด้านนโยบายครั้งต่อไปของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 51,654.95 จุด เพิ่มขึ้น 423.31 จุด หรือ +0.83%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,811.54 จุด เพิ่มขึ้น 46.18 จุด, +0.59%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 27,366.17 จุด เพิ่มขึ้น 172.83 จุด, +0.64%

ราคาหุ้นพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดของวันหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ตกลงที่จะจัดหาน้ำมันดีเซลให้กับทั้งตลาดสหรัฐฯ และตลาดโลก ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเล็กน้อยหลังปิดตลาดหลังจากการประกาศ

ราคาหุ้นของ SpaceX บริษัทด้านอวกาศและดาวเทียมของอีลอนน มัสก์ปรับขึ้น 1% หลังจากประกาศข้อตกลงเข้าซื้อสิทธิ์การใช้งานคลื่นความถี่ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ในทางกลับกัน ราคาหุ้นของ AT&T, Verizon และ T-Mobile ต่างปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลว่าข้อตกลงดังกล่าวอาจส่งผลให้การแข่งขันในตลาดรุนแรงขึ้น

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอื่นๆ ต่างปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์เป็นกลุ่มที่นำตลาด นำโดย Palo Alto Networks ที่ปรับตัวขึ้น 5% รวมถึง CrowdStrike และ Palantir Technologies ที่ปรับตัวขึ้น 4% และ 5% ตามลำดับ ทางด้าน Microsoft ปรับตัวขึ้น 2% ขณะที่ Amazon ซึ่งเป็นหนึ่งในหุ้นกลุ่ม “Magnificent Seven” ก็ปรับตัวขึ้น 3% เช่นกัน

หุ้น Apple ลดลง 1.1% หลังจากมีรายงานข่าวระบุว่า ผู้ผลิต iPhone ได้แจ้งให้ซัพพลายเออร์บางรายลดการผลิตชิ้นส่วนสำหรับ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max รุ่นใหม่ เนื่องจากต้นทุนชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้นและการปรับขึ้นราคาได้ส่งผลกระทบให้ความต้องการของผู้บริโภคลดลง

นอกเหนือจากกลุ่มเทคโนโลยีแล้ว กลุ่มธุรกิจเฮลท์แคร์ ก็เป็นอีกกลุ่มที่โดดเด่น โดยหุ้น Merck และ Gilead Sciences ต่างปรับตัวขึ้นมากกว่า 2% นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มผู้ผลิตวัคซีนอย่าง Moderna ยังพุ่งสูงขึ้นจากความเชื่อมั่นในข่าวความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนรักษามะเร็งของสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (NIH)

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับสูงสุดในรอบ 24 ปีที่ทำไว้เมื่อวันพุธ

แม้มีความผันผวนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวที่พุ่งแตะระดับสูงสุดใหม่ในรอบ 24 ปีในสัปดาห์นี้ แต่ดัชนีหลักทั้งสามต่างก็ปิดสัปดาห์ด้วยการปรับตัวขึ้น โดยดัชนี Nasdaq ปรับตัวขึ้น 0.6% ขณะที่ดัชนี Dow ปรับตัวขึ้น 0.9% และดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นราว 1.2%

ในสัปดาห์หน้า ฤดูกาลรายงานผลประกอบการจะเข้าสู่ช่วงคึกคักเต็มที่ โดยกลุ่มธนาคารและบริษัทชั้นนำอื่นๆ เช่น Johnson & Johnson และ UnitedHealth ต่างมีกำหนดจะเปิดเผยผลประกอบการ บริษัททั้งสองแห่งนี้มีกำหนดรายงานผลในวันอังคาร เช่นเดียวกับ Wells Fargo และ Citigroup

ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์การเติบโตของกำไรรายปีของดัชนี S&P 500 ในภาพรวมอยู่ที่ 30.6% สำหรับช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน โดยกลุ่มพลังงานและกลุ่มเทคโนโลยีมีการเติบโตของกำไรเมื่อเทียบปีต่อปีสูงที่สุดที่ระดับ 123% และ 66.5% ตามลำดับ

ไมเคิล โมนาแกน จาก Founder ETFs มีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นในช่วงที่เหลือของปี โดยคาดการณ์ว่าจะเห็นการเติบโตครั้งใหญ่จากผลประกอบการของบริษัทต่างๆ แต่ก็ยังมองว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางและผลกระทบที่มีต่อราคาน้ำมันอาจเป็นปัจจัยกดดันตลาดได้ สถานการณ์ดังกล่าวยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตา แม้ในสัปดาห์นี้ประธานาธิบดี ทรัมป์ จะกล่าวว่าสหรัฐฯ จะไม่โจมตีอิหร่านก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะมีขึ้นในช่วงต้นเดือนหน้าก็ตาม

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ในเดือนนี้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งเป็นกำลังขับเคลื่อนหลักที่คิดเป็นสัดส่วนราว 70% ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้ปรับตัวแย่ลง โดยดัชนีคาดการณ์แนวโน้มในระยะสั้นได้ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกอย่างแข็งแกร่ง และทำผลงานได้ดีที่สุดในรอบกว่าสามเดือน เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรภาครัฐทรงตัวได้หนุนให้เกิดการซื้อขายในวงกว้างทั่วทั้งตลาดยุโรป

ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 631.55 จุด เพิ่มขึ้น 6.04 จุด, +0.97%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,552.05 จุด เพิ่มขึ้น 110.45 จุด ,+1.06%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 7,803.33 จุด เพิ่มขึ้น 73.64 จุด, +0.95%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,087.27 จุด เพิ่มขึ้น 280.30 จุด, +1.13%

ดัชนี Stoxx Europe 600 ปรับขึ้นและหักล้างการลดลงในช่วงก่อนหน้า ส่งผลให้ทั้งสัปดาห์ปรับขึ้น 0.2%

ดัชนี DAX ของเยอรมนีนำการปรับตัวขึ้นในกลุ่มตลาดหุ้นหลักด้านดัชนี CAC 40 ของฝรั่งเศสฟื้นตัวกลับมาได้หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเริ่มชะลอตัวลงจากระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ ส่วนดัชนี IBEX 35 ของสเปน ดัชนี FTSE MIB ของอิตาลีและดัชนี FTSE 100 ของลอนดอนต่างปรับขึ้น

ปัจจัยสำคัญที่หนุนให้ตลาดพลิกกลลับมาบวก คือ การฟื้นตัวของตลาดตราสารหนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสอายุ 10 ปี ลดลงจากระดับสูงสุดในปี 2002 ที่ใกล้ 4.90% ช่วยลดส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมัน (Bunds) ที่ไม่มีความเสี่ยง และลดแรงกดดันด้านการประเมินมูลค่าในตลาดหุ้นยุโรป

การลดลงของอัตราผลตอบแทนช่วยหนุนกลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักตลอดทั้งสัปดาห์จากความกังวลว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่พุ่งสูงขึ้นจะกระทบเงินทุนสำรองในประเทศและทำให้ต้นทุนการระดมทุนในตลาดค้าส่งสูงขึ้น หุ้นของ BNP Paribas, Crédit Agricole และ Société Générale ต่างฟื้นตัว โดยซื้อขายเพิ่มขึ้นระหว่าง 0.5% ถึง 1% ในช่วงการซื้อขาย

หุ้นกลุ่มโทรคมนาคมรายใหญ่ของยุโรปปรับตัวลดลงอย่างหนัก หลังจากมีข่าวว่า SpaceX ตกลงเข้าซื้อพอร์ตโฟลิโอคลื่นความถี่ต่ำ (low-band spectrum) ทั่วประเทศจากบริษัทลงทุนเอกชน Grain Management ด้วยมูลค่า 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้กระตุ้นให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการแข่งขันที่ดุเดือดในระยะยาวจากบริการดาวเทียมที่เชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือโดยตรง (direct-to-cellular)

หุ้น Deutsche Telekom ร่วงลง 8% โดยได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากการถือหุ้นใหญ่ใน T-Mobile US ในขณะที่หุ้น Vodafone ของอังกฤษลดลง 4.5%, Orange ของฝรั่งเศสลดลง 3.4% และ Telefónica ของสเปนปรับตัวลง 3.3%

ความผันผวนของตลาดตราสารหนี้รายสัปดาห์ที่เริ่มลดลง ความสนใจของนักลงทุนสถาบันในตลาดหลักทรัพย์ยุโรปจึงเริ่มเปลี่ยนไปสู่ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาสที่สามของบริษัทต่างๆ ที่จะเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า

จากข้อมูลของรอยเตอร์ คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิรวมของบริษัทในดัชนี STOXX 600 จะเพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แม้การเติบโตโดยรวมจะยังคงได้รับอิทธิพลอย่างมากจากผู้ผลิตพลังงานที่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นและการหยุดชะงักของการขนส่งทางทะเลในตะวันออกกลาง แต่ฐานะทางการเงินของบริษัทโดยรวมดูแข็งแกร่ง โดยคาดการณ์การเติบโตของกำไร (ไม่รวมพลังงาน) อยู่ที่ 9.7% จากรายได้ที่เพิ่มขึ้น 10.6%

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 36 เซนต์ หรือ 0.39% ปิดที่ 91.85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้น 44 เซนต์ หรือ 0.42% ปิดที่ 104.72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–