QUICK ย้ำผู้ก่อตั้ง-ผู้บริหาร “ถือหุ้นยาว” สมัครใจ Lock-up  เต็ม 100%

HoonSmart.com>>”ควิก ทรานส์ฟอร์เมชั่น” (QUICK) พร้อมเปิดจองซื้อหุ้น IPO วันที่ 9, 12,14  ต.ค.นี้ กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม ผู้ก่อตั้ง-ผู้บริหาร ทำ Voluntary IPO Lock Up หุ้นเพิ่มเติมจากเกณฑ์ Silent Period ของตลาดหลักทรัพย์ฯ  จำกัดการขายรวม 70 ล้านหุ้น คิดเป็น 100% ของหุ้นเดิมหลัง IPO หรือ 68.63%  สะท้อนความตั้งใจร่วมสร้างการเติบโตระยะยาวหลังระดมทุน 164 ล้านบาท ต่อยอดการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ พัฒนาบุคลากร ลงทุนเชิงกลยุทธ์ เป็นเงินทุนหมุนเวียน

นายไพศาล แซ่ลี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ควิก ทรานส์ฟอร์เมชั่น  หรือ QUICK กล่าวว่า การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ(mai) ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับ QUICK สู่การเติบโตและสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล หลังจากดำเนินธุรกิจและพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับลูกค้ามายาวนานกว่า 20 ปี

“เราสร้าง QUICK ด้วยความมุ่งมั่นในการเป็นบริษัทเทคโนโลยีของคนไทยและสนับสนุนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมต่างๆ และยังเชื่อมั่นในอนาคต เหมือนวันแรกที่เริ่มต้นบริษัท การเข้าตลาดหุ้นครั้งนี้ เป็นโอกาสครั้งยิ่งใหญ่ของบริษัทที่จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้สร้างการเติบโตตามแผนการเติบโต ผู้ก่อตั้งและทีมบริหารยังคงมุ่งมั่นทำงานอย่างเต็มที่ และพร้อมเดินไปกับบริษัทและผู้ถือหุ้นใหม่ในระยะยาว” นายไพศาล กล่าว

นางยอดฤดี สันตติกุล กรรมการบริหารและผู้บริหารสูงสุดสายงานตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ในฐานะผู้จัดการ การจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพและแนวโน้มการเติบโต  คือ ความมุ่งมั่นของกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมซึ่งเป็นผู้บริหารของบริษัท ที่สมัครใจนำหุ้นเดิมส่วนที่เหลือจากเกณฑ์ Silent Period ตามข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งหมด จำนวน 13.90 ล้านหุ้น หรือ 13.63% เข้าร่วมมาตรการห้ามขาย (Lock-up) เป็นระยะเวลา 6 เดือน ส่งผลให้สัดส่วนหุ้นที่ถูกจำกัดการขายรวมเพิ่มขึ้นเป็น 68.63% สะท้อนถึงความตั้งใจในการดำเนินธุรกิจและความพร้อมที่จะเติบโตไปพร้อมกับบริษัทในระยะยาว

นักลงทุนสามารถพิจารณาปัจจัยดังกล่าวประกอบกับปัจจัยพื้นฐาน ผลประกอบการ และแผนการใช้เงินระดมทุนของบริษัท เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน

ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ หุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมในสัดส่วน 55% ของทุนชำระแล้วภายหลัง IPO จะอยู่ภายใต้มาตรการห้ามขายหุ้น (Silent Period) เป็นเวลา 1 ปี โดยสามารถทยอยขายได้ 25% เมื่อครบ 6 เดือน และส่วนที่เหลือเมื่อครบ 1 ปี

QUICK เตรียมเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 32 ล้านหุ้น หรือ 31.37% ในราคาหุ้นละ 5.65 บาท เปิดจองซื้อวันที่ 9, 12 และ 14 ต.ค. 2569 โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส  เป็นผู้จัดการ การจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย)   และบริษัทหลักทรัพย์ บีวายดีเอช  และคาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี วันที่ 21 ต.ค. 2569

ด้าน นางสาวจิรยง อนุมานราชธน ประธานกรรมการ บริษัท เจย์ แคปปิตอล แอดไวเซอรี   ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า จากการทำงานร่วมกับ QUICK มาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เห็นชัดคือความมุ่งมั่นของผู้ก่อตั้งและทีมบริหารในการสร้างธุรกิจให้เติบโตในระยะยาว ทั้งด้านผลประกอบการ การพัฒนาระบบภายใน ความรู้และความเชี่ยวชาญของบุคลากร การควบคุมภายใน และการกำกับดูแลกิจการให้มีความพร้อมสำหรับการเป็นบริษัทจดทะเบียน

ในเชิงธุรกิจ QUICK มีรากฐานที่แข็งแกร่ง จากความเชี่ยวชาญด้าน ERP และฐานลูกค้าองค์กรที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมและโรงงาน ซึ่งสอดรับกับทิศทาง Digital Transformation และแนวโน้มตลาด ERP ที่ยังมีโอกาสเติบโตในอนาคต ขณะเดียวกัน บริษัทได้รับการแต่งตั้งเป็น Microsoft Partner อย่างเป็นทางการ และได้รับการยอมรับในฐานะ Specialist Partner ด้าน Finance และ Supply Chain ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญในการเข้าถึงและให้บริการลูกค้าองค์กร

อีกจุดแข็งที่สำคัญ คือ QUICK ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการวางระบบ ERP แต่กำลังต่อยอดจากฐาน ERP ไปสู่ AI Ecosystem โดยเชื่อม ERP–IoT–AI เข้าด้วยกัน ตั้งแต่ข้อมูลในระบบบริหารองค์กรไปจนถึงข้อมูลจากเครื่องจักรและกระบวนการทำงาน พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเอง อาทิ Quick MES, Quick PM, Quick Carbon R, Quick CRM และ Qoot AI ทำให้บริษัทมีโอกาสต่อยอดรายได้จากฐานลูกค้าเดิม เพิ่มรายได้ต่อรายลูกค้า และขยายฐานลูกค้าใหม่ได้ในอนาคต

ขณะที่ผลการดำเนินงานยังสะท้อนทิศทางการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งแรกปี 2569 QUICK มีรายได้ 166.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 34.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 105.10%  อัตรากำไรสุทธิ 20.51% สะท้อนการเติบโตที่มาพร้อมกับประสิทธิภาพในการทำกำไรที่ดีขึ้น และเป็นอีกหนึ่งพื้นฐานสำคัญรองรับแผนการขยายธุรกิจหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ