HoonSmart.com>>“ดร.สมคิด” กล่าวปาฐกถาพิเศษในวาระ 100 ปีชาตกาล “ศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย” ชูคุณสมบัติพิเศษ “เห็นอะไรก่อนล่วงหน้า ไม่รอช้า ทำทันที ” บนหลักการ”สิ่งที่ถูกต้องคือถูกต้อง แม้ไม่มีใครทํา สิ่งที่ผิดคือผิด แม้ทุกคนทําสิ่งนั้น” มีคุณูปการต่อการสร้างคนวงการบัญชี การศึกษาด้านบริหารธุรกิจ เพื่ออนาคต เป็นเสาหลักตลาดทุนวางรากฐานธรรมาภิบาล สร้างตลาดไม่ใช่เพื่อการเทรดหรือแสวงหากำไร ต้องการเป็นสถาบัน ระบบนิเวศระดมทุน มุ่งพัฒนาประเทศในระยะยาว
วันที่ 7 ต.ค. 2569 ในโอกาสวาระครบรอบ 100 ปีชาตกาล ศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย อดีตประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯได้จัดงานเพื่อรำลึกถึงคุณูปการที่มีต่อตลาดทุนไทย โดยมี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษ ” อาจารย์สังเวียนเป็นบุคคลที่ควรได้รับการยอมรับและกล่าวถึง เนื่องจากผลงานจำนวนมากเกิดขึ้นในลักษณะของการทำงานอยู่เบื้องหลัง เพื่อระลึกถึงท่าน ในฐานะที่เป็นอาจารย์และลูกศิษย์กัน ผมเห็นว่าไม่มีสิ่งใดจะดีไปกว่าการยกเอาสิ่งที่ท่านเคยเชื่อมั่น และสิ่งที่ท่านประพฤติปฏิบัติมาเป็นบทเรียน เพื่อให้พวกเราและลูกหลานได้นำไปสร้างสังคมที่ดีต่อไปในอนาคต”
ดร.สมคิด ถ่ายทอดบทเรียนสำคัญจากชีวประวัติและการทำงานของอาจารย์สังเวียน โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก
“สิ่งที่อาจารย์สังเวียนมอบให้เราคือแนวคิดเรื่อง บ้านเมืองและสังคมจะเดินไปข้างหน้าได้ ต้องอยู่ที่คน อยู่ที่การสร้างคน การสร้างทักษะที่เหมาะสมกับกาลเวลา”
ในสมัยที่อาจารย์สังเวียนจบการศึกษาใหม่ ๆ ทางด้านเศรษฐศาสตร์ และได้ประกาศนียบัตรทางด้านบัญชี ยุคนั้นเศรษฐกิจเพิ่งเริ่มเติบโต มาตรฐานธุรกิจยังไม่มี วิชาชีพบัญชีก็ยังไม่เกิดขึ้น อาจารย์เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของการสร้างวิชาชีพบัญชีขึ้นมา และการเป็นอาจารย์ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน ลูกศิษย์จำนวนมากที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในเวลานั้นเป็น ลูกชาวบ้าน ที่ต้องช่วยครอบครัวทำงาน มาเรียนบ้างไม่มาเรียนบ้าง อาจารย์ใส่ใจชีวิตความเป็นอยู่ของลูกศิษย์ทุกคน
“ผมจำได้ว่าลูกศิษย์เรียกท่านว่าบรมครู เป็น ครูบังเกิดเกล้า ท่านสนใจแม้กระทั่งว่าลูกศิษย์มีเงินกินข้าวหรือไม่ มีงานทำหรือเปล่า เรียนรู้เข้าใจไหม มีเวลาหรือเปล่า ท่านดูแลทุกรุ่น”
สิ่งที่ ดร.สมคิดเห็นว่าเป็นคุณสมบัติพิเศษของอาจารย์ คือ “เห็นอะไรก่อนล่วงหน้า เห็นแล้วไม่รอช้า ทำทันที”
ตัวอย่างที่อาจารย์สังเวียนเป็นกำลังหลักสำคัญที่ช่วยกันสร้างคณะบัญชีที่ธรรมศาสตร์ขึ้นมา แต่เมื่อเห็นว่าบัญชีอย่างเดียวไม่พอ ประเทศกำลังพัฒนา กำลังก้าวไปสู่ยุคของการบริหาร แต่สังคมไทยยังขาดแคลนผู้บริหารอย่างมาก จึงร่วมกับคณะบัญชี สร้างโครงการปริญญาโทขึ้นมา เปิดสอนในภาคค่ำ ให้คนที่ทำงานตอนกลางวัน ได้มาเรียนเพิ่มเติมความรู้ในตอนเย็น และสิ่งที่น่าอัศจรรย์คือ อาจารย์เป็นผู้ริเริ่มโครงการ Mini MBA หลักสูตรระยะสั้น สำหรับทุกคนที่ต้องการเรียนรู้เพื่อเป็นผู้บริหาร และยังต่อยอดไปสู่โครงการ Executive MBA ซึ่งเป็นหนึ่งในแห่งแรก ๆ ของประเทศไทย
“อาจารย์ลงมือทำทันที ทั้งที่รู้ว่าบุคลากรในคณะบัญชีมีไม่เพียงพอ สมัยนั้นมีคนจบด้านบริหารธุรกิจอยู่ไม่กี่คน แต่ท่านรู้จักดึงลูกศิษย์ลูกหาและผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกเข้ามาร่วมสอน นอกจากอาจารย์ในคณะ นอกจากนี้ยังตั้งศูนย์ศึกษารัฐวิสาหกิจขึ้น นำทีมอาจารย์ รวมถึงตัวผมเอง ออกตระเวนไปตามรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ เพื่อให้ความรู้และยกระดับรัฐวิสาหกิจขึ้นมา เพราะรู้ว่าองค์กรที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทยคือรัฐวิสาหกิจ แต่คุณภาพของการบริหารยังไม่ถึงระดับที่ควรจะเป็น ท่านบุกเบิกไปก่อน โดยไม่ต้องรอให้ใครสั่ง”
ตลอดเวลาหลายสิบปี อาจารย์สังเวียนสร้างบุคลากรขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนจุฬาลงกรณ์ ธรรมศาสตร์ นิด้า และอีกหลายสถาบันก็เดินตามมาติด ๆ “ลองคิดดูว่า มีกี่คน กี่รุ่น ที่ออกไปสู่ภาคเอกชน ออกไปสู่ราชการ และออกไปสู่รัฐวิสาหกิจ สิ่งเหล่านี้ หากไม่มีอาจารย์เป็นผู้จุดประกายขึ้นมา ผมขอถามตรง ๆ ว่าจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้เห็นกับตา ก็คงไม่เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้”
อาจารย์ได้ให้โอกาสทุกคน โดยเฉพาะลูกศิษย์ ตัวผมเองยังเป็นเพียงผู้ไม่มีชื่อเสียงเรียงนาม หากอาจารย์ไม่ผลักดันให้เข้าไปสอนวิชา Executive MBA ไม่พาผมเข้าไปเป็นที่ปรึกษาของตลาดหลักทรัพย์ฯ ผมก็คงไม่มีวันนี้
“นี่คือบทเรียนสำคัญ เรื่องการสร้างคน หากรู้จักเรียนรู้จากสิ่งที่อาจารย์สังเวียนทำไว้ ตลาดหลักทรัพย์ฯต้องถามว่าจะสร้างคนประเภทไหนในยามที่โลกกำลังเปลี่ยน เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยน และ AI กำลังจะเข้ามา”
เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะคนจะตกงานจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานออฟฟิศหรือ White Collar เศรษฐกิจไทยกำลังจะเปลี่ยนไป ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป คนที่ตกงานจะอยู่รอดได้อย่างไร คำตอบคือเขาต้องสร้างธุรกิจของตัวเองขึ้นมา ใช้แพลตฟอร์มและอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือ ซึ่งต้องการความช่วยเหลืออะไร และมหาวิทยาลัยรวมทั้งตลาดทุนควรคิดเรื่องนี้อย่างไร เพื่อรองรับอนาคตข้างหน้า”
ดร.สมคิดยกตัวอย่างเมืองจีนว่า ตอนนี้เด็กจบปริญญาตรีออกมาทำอาชีพไรเดอร์ ส่งของ เป็นอะไรหลายๆ อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน “นี่คือบทเรียนสําคัญเลยว่า ถ้าเรารู้จักเอาสิ่งที่อาจารย์ทํามา แล้วมาดูว่าอนาคตเป็นยังไง ทําก่อน ไม่ต้องรอให้ใครมาสั่ง”
วางรากฐานตลาดทุนไทย ไม่ใช่เพื่อการเทรด
ดร.สมคิดเข้าสู่บทเรียนประการที่สอง คือการวางรากฐานตลาดทุนไทย โดยย้ำว่า หากจะเข้าใจสิ่งที่อาจารย์ทำ ต้องเริ่มต้นจากการเข้าใจ เจตนารมณ์ ของการสร้างตลาดทุน ซึ่งไม่เคยต้องการสร้างเพื่อการเทรดหรือแสวงหากำไร ต้องการสร้างตลาดทุนที่เป็นสถาบัน เป็นระบบนิเวศ (ecosystem) เพื่อระดมทุนสำหรับการพัฒนาประเทศในระยะยาว
“เรื่องนี้ ผมคิดว่าผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ต้องย้ำให้แม่นยำเสมอว่า เราเป็นตลาดหลักทรัพย์เพื่ออะไร”
ดร.สมคิดกล่าวว่า“หากถามว่าใครคือผู้สร้างตลาดหลักทรัพย์ที่แท้จริง ไม่มีใครเกินอาจารย์สังเวียน ผู้ซึ่งไม่จำเป็นต้องอยู่ข้างหน้าเสมอไป ฃทำได้ทุกบทบาท”
ตั้งแต่สมัยคุณสมหมาย ฮุนตระกูล (อดีตรมว.คลัง) ขอให้อาจารย์สังเวียนเข้ามาช่วยงานตลาดหลักทรัพย์ อาจารย์ก็เป็นผู้อยู่เบื้องหลังมาโดยตลอด คนส่วนใหญ่รู้จักอาจารย์ศุกรีย์ (ศุกรีย์ แก้วเจริญ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์คนแรก ) อาจารย์มารวย (ดร.มารวย ผดุงสิทธิ์ ผู้จัดการตลาดคนที่ 5) แต่อาจารย์สังเวียน คือเสาหลักที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการหาหลักทรัพย์เข้ามาจดทะเบียน การกลั่นกรอง การตรวจสอบ หรือเรื่องกฎหมาย เรื่องการหาหุ้นที่มีคุณภาพ อาจารย์ไม่ได้นั่งประชุมอยู่แต่บนโต๊ะ แต่พาทีมงานลงไปดูถึงที่ ไปดูบริษัทจริง ว่ามีคุณภาพจริงหรือไม่ และสมควรได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือไม่”
ดร.สมคิดกล่าวว่า อาจารย์สังเวียนรู้ว่าธรรมาภิบาล (governance) เป็นเรื่องสำคัญ พยายามบอกเสมอว่าต้องมีกฎเกณฑ์ มีระเบียบ มีการดูแลผู้ถือหุ้น และมีความโปร่งใส ความเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงอยู่ในตัวอาจารย์สังเวียนโดยแท้
“บทเรียนที่สำคัญที่สุดที่ท่านมอบให้คืออะไร คือการสร้างตลาดทุนนั้น ไม่ใช่งานที่คนคนเดียวจะทำได้ ต้องประสานงานกับทุกฝ่าย ทั้ง ก.ล.ต. ในสมัยของคุณเอกมล คุณปกรณ์ และผู้บริหารรุ่นต่อ ๆ มา ธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งแต่สมัยอาจารย์วิจิตร สุพินิจ รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ท่านประสานได้หมด เพื่อทำให้ทุกอย่างทำงานได้จริงนั้น ไม่ได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมายที่เขียนไว้ แต่อยู่ที่ความสามารถในการประสานให้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน โดยไม่แบ่งแยกหน้าที่ว่าเป็นของใคร
อาจารย์สังเวียนวางรากฐาน ก.ล.ต. สร้างสถาบัน IOD (สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย) ตลอดจนสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) ซึ่งเป้าหมายทั้งหมดล้วนเป็นไปเพื่อการสร้างตลาดทุนที่มีคุณภาพ มีความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และสร้างความเชื่อมั่น (trust) ให้เกิดขึ้น ซึ่งไม่ง่าย”
สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของอาจารย์สังเวียน คือ เรื่องธรรมาภิบาล (governance) ซึ่งอาจารย์พูดถึงตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีใครเข้าใจ “ฟังเป็นคำที่ไพเราะ แต่จริง ๆ แล้วก็ไม่มีอะไรซับซ้อน คือ การบริหารจัดการที่ถูกต้อง โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรม” ซึ่งอาจารย์สังเวียนเขียนเป็นคำจารึกไว้ จนตลาดหลักทรัพย์เห็นคุณค่าและนำมาจารึกไว้ในที่สุด
“อะไรคือความถูกต้อง ก็คือสิ่งที่ถูกต้อง แม้ไม่มีใครทำเลย และอะไรคือความผิด ก็คือสิ่งที่ผิด แม้ทุกคนจะทำกัน” ดร.สมคิดกล่าวว่า อาจารย์สังเวียนพูดและเขียนไว้ราวกับรู้ล่วงหน้าว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ว่าหลายสิ่งหลายอย่างจะเสื่อมทราม ทั้งศีลธรรม ความซื่อตรง (integrity) และความถูกผิด “บางครั้งก็มาถึงยุคที่ว่า อะไรถูกก็ถูก แต่ฉันไม่ทำเพราะไม่ได้ประโยชน์ อะไรผิดก็คือผิด แต่ใครจะทำไม”
ตลาดหุ้น,ก.ล.ต.,แบงก์ชาติต้องร่วมมือกันปรับตัวรองรับอนาคต
เด็กรุ่นใหม่ไม่สนใจตลาดหุ้นไทย แต่หันไปซื้อหุ้นต่างประเทศ ต้องประเมินว่าบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ สะท้อนเจตนารมณ์ในการพัฒนาประเทศหรือมีอุตสาหกรรมแห่งอนาคตหรือไม่ ถ้ายังไม่มี ต้องรุกออกไปข้างนอก ร่วมมือกับ ก.ล.ต. และ BOI ทำช่องทางพิเศษ (track) เพื่อดึงหุ้นกลุ่มใหม่ๆ เข้ามาจดทะเบียน เพราะถ้ามีแต่กลุ่มเดิมๆ อย่างธนาคารหรืออสังหาริมทรัพย์ แล้วจะให้ใครมาเทรดหุ้น ซื้อหุ้นเพื่อลงทุนในเมืองไทยในระยะยาว”
สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust) กระบวนการตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิดของก.ล.ต. ต้องทำอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด หากเกิดปัญหาเพียง 3-4 รายในแต่ละปี ความไว้วางใจของนักลงทุนก็จะหมดไปทันที ต่อให้ดัชนีจะดีแค่ไหนก็ตาม คําว่า trust จะไม่ยืนยง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้พลังสูงและต้องร่วมมือกับทุกฝ่าย แต่รุ่นพี่ ๆ หลายท่านพร้อมจะช่วยผู้จัดการอย่างเต็มที่
“อย่าโกหกตัวเองว่าปีหน้าจะดี ปีโน้นจะดี เพราะไม่มีทางดีได้ เพราะเรารู้ว่าโครงสร้างมีปัญหา เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีการประชุมที่สิงคโปร์ โดยมีกลุ่มคลังสมอง (think tank) เข้าร่วม มีบริษัทลงทุนข้ามชาติและผู้คนในวงการ ซึ่งประเมินเพียงดัชนีสองตัว คือความสามารถในการแข่งขัน และบทบาทความสำคัญของประเทศต่าง ๆ ในภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) ของอาเซียน
ผลการประเมินจัดอันดับเป็นสามระดับ ระดับที่ 1 ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ระดับที่ 2 คือเวียดนาม ระดับที่ 3 คือประเทศไทย ฟิลิปปินส์ และพม่า
ไทยถูกจัดอยู่เคียงคู่กับฟิลิปปินส์ ซึ่งถูกมองว่ามีข้อจำกัดในการเติบโต โดยไทยมาอยู่ในตำแหน่งแทนฟิลิปปินส์ ที่เคยได้ชื่อว่าเป็น คนป่วยของเอเชีย และอยู่คู่กับพม่าในเรื่องบทบาทในเวทีต่างประเทศ ขณะนี้เริ่มมีคนตั้งคำถามแล้วว่า เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร จุดที่คนพูดว่า อะไรผิดก็ช่าง ฉันจะทำ ใครจะทำไม ซึ่งเป็นอยู่ในทุกวงการเต็มไปหมด
“อาจารย์เคยกำชับไว้ว่า ธรรมาภิบาลไม่ได้อยู่ที่กฎเกณฑ์ เริ่มต้นที่คน และไปจบลงที่คนเช่นกัน หากวันใดคนเริ่มเห็นว่าสิ่งที่เลวคือสิ่งที่ดี ธรรมาภิบาลยืนอยู่ไม่ได้ แต่หากวันใดคนเริ่มตั้งคำถามว่า เห็นสิ่งที่ผิดอยู่ แล้วยอมรับได้อย่างไร จะต้องเริ่มลุกขึ้นยืน ไม่ยอมรับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่สรรเสริญคนที่ทำไม่ดี แต่ยกย่องคนดีและให้โอกาสคนดี”
ด้าน นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งกล่าวเปิดงานว่า ตอนเข้ารับตำแหน่ง รู้จักชื่ออาจารย์สังเวียน จากชื่อห้องประชุม “สังเวียน อินทรวิชัย” เท่านั้น ไม่ได้ทราบประวัติศาสตร์มากนัก แต่ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา มีโอกาสได้สัมผัสสิ่งที่อาจารย์วางรากฐานไว้หลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือถ้อยคำจารึกที่ติดอยู่ภายในอาคาร ว่า สิ่งที่ถูกต้องคือถูกต้อง แม้ไม่มีใครทําสิ่งนั้น สิ่งที่ผิดคือผิด แม้ทุกคนทําสิ่งนั้น
นายอัสสเดชเปรียบ อาจารย์สังเวียน เป็นผู้ปลูกต้นไม้ให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วยการหยอดเมล็ด ใส่ดิน รดน้ำ และใส่ปุ๋ย จนเติบโตเป็นร่มเงาในวันนี้ เมื่อ 30 ปีก่อน มีบริษัทจดทะเบียนไม่ถึง 300 บริษัท มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (market cap) ราว 1.5 ล้านล้านบาท ปัจจุบันมี 865 บริษัท มูลค่าตามราคาตลาดราว 20 ล้านล้านบาท
“เป็นบทเรียนที่พนักงานตลาดหลักทรัพย์ฯ ควรคำนึงถึงในการเริ่มปลูกต้นไม้ต้นใหม่ ๆ ถึงแม้เราเกษียณไปแล้วอาจไม่ได้อยู่ใต้ร่มเงาต้นไม้นั้น แต่เป็นหน้าที่ของเราที่จะสร้างร่มเงาและความสุขให้คนรุ่นถัดไป เหมือนที่อาจารย์เคยทำไว้” นายอัสสเดชกล่าว
