นักวิเคราะห์คาด Q4 ดัชนีแกว่ง1,537-1,683 แนะลงหุ้นไทย 24.79%

HoonSmart.com>>นักวิเคราะห์มองหุ้นดี ไตรมาส 4 ได้การลงทุน AI กำไรบจ. หนุน คาดปีนี้ EPS 103.38 บาท โต 16.41% ดัชนี SET แกว่งในกรอบ  1,537-1,683 จุด สิ้นปีนี้พบกัน 1,680 จุด  ปีหน้า 1,727 จุด  กลยุทธ์ลงหุ้นหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 30% หุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย 24.79% เน้นท่องเที่ยว,การแพทย์,ธนาคาร,โรงไฟฟ้าสาธารณูปโภค พาณิชย์/ค้าปลีก และอิเล็กทรอนิกส์ ลดพลังงานและปิโตรเคมี และอสังหาริมทรัพย์  เชียร์ BDMS-KBANK-DELTA-GULF-CRC

นายสมบัติ นราวุฒิชัย, IAA เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน จำนวน 25 บริษัท เกี่ยวกับมุมมองการลงทุนในไตรมาส 4/2569 คาดดัชนี SET แกว่งตัวในกรอบ 1,537-1,683 จุด ปิดสิ้นปีที่ 1,680 จุด และเป้าหมายสิ้นปี 2570 อยู่ที่ 1,727 จุด โดยประเมินว่า กำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดปี 2569 เฉลี่ยอยู่ที่ 103.38 บาทเติบโตเฉลี่ย 16.41%  ขณะที่ EPS ปี 2570 เฉลี่ยอยู่ที่ 104.29 บาท

ปัจจัยบวกมีผลต่อการลงทุนในไตรมาส 4   นำโดย กระแสการลงทุนในเทคโนโลยี AI และ Supply Chain ของ AI ซึ่งมีผู้ตอบ 96% รองลงมาคือ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนปี 2569 อยู่ที่ 88% กระแสเงินทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย (Fund Flows) 80% และเศรษฐกิจภายในประเทศ  76%

ส่วนปัจจัยลบ ให้น้ำหนักกับปัจจัยภายนอกประเทศเป็นสำคัญ โดย สถานการณ์สงครามสหรัฐฯ–อิหร่าน–อิสราเอล และทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็นปัจจัยลบสูงสุดเท่ากัน 84% รองลงมาคือ สถานการณ์ราคาน้ำมันโลก 80% สะท้อนว่าความผันผวนจากต่างประเทศยังเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในช่วงปลายปี

ดาคคาดการณ์กำไรบจ.และทิศทางตลาดหุ้นอยู่บนสมมติฐานหลัก  GDP ปี 2569 ผู้ที่คาดต่ำสุดที่ 9% และผู้คาดสูงสุดที่ 2.5% โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.20% ปรับขึ้นจากเดิมที่ 1.93% (ก.ค.69) ขณะที่ GDP ปี 2570 เฉลี่ย 2.07%   ส่วนRisk Free Rate ที่ใช้ในการประเมินมูลค่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 18%  และ Risk Premium ของตลาดหุ้น เฉลี่ยอยู่ที่ 47%

นักวิเคราะห์มีมติเอกฉันท์ คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. ณ สิ้นปี 2569 จะคงที่ที่ 1%

กลยุทธ์การลงทุนนักวิเคราะห์แนะนำให้มีการกระจายพอร์ตการลงทุน แบ่งเป็น

o เงินสดและเงินฝากระยะสั้น 10.02%

o กองทุนตราสารหนี้ 18.02%

o หุ้นหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 30%

o หุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย 24.79%

o ทองคำหรือกองทุนทองคำ 10.21%

o กองทุนอสังหาฯหรือ REIT 6.96%

การลงทุนหุ้นต่างประเทศ / กองทุนหุ้นต่างประเทศ แนะนำกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะ AI, Semiconductor และโครงสร้างพื้นฐาน AI เช่น Data Center ในตลาดสหรัฐฯ และเอเชีย (ญี่ปุ่น/เกาหลี/จีน) ควบคู่กับกลุ่ม Cyber Security และ Healthcare/Wellness

ทั้งนี้มีหลักทรัพย์ที่เกี่ยวกับการลงทุนต่างประเทศและทองคำ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (DR) ที่แนะนำตรงกันตั้งแต่ 5 สำนักขึ้นไป มีดังนี้(เรียงชื่อตามอักษรย่อ) ได้แก่ NVDA80, AAPL80, AMD80, GOOG80 และ MRVL80

สำหรับหุ้นไทย แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักท่องเที่ยว,การแพทย์,ธนาคาร,โรงไฟฟ้าสาธารณูปโภค พาณิชย์/ค้าปลีก และอิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่ให้ลดน้ำหนักพลังงานและปิโตรเคมี และอสังหาริมทรัพย์

หุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 4 สำนักขึ้นไป

  1. BDMS ได้รับแรงสนับสนุนจากแนวโน้มรายได้และกำไรที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะการเข้าสู่ High Season ของโรคตามฤดูกาล การฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติ และจำนวนเคสรักษาโรคซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงมีเครือข่ายโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้และประสิทธิภาพการดำเนินงาน
  2. KBANK ได้แรงหนุนจากแนวโน้มสินเชื่อที่กลับมาเติบโตตามวัฏจักรการลงทุน และ Data Center ประกอบกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้น รวมถึงมีจุดเด่นด้านเงินปันผล โดยผู้ตอบบางรายมองถึงการฟื้นตัวของ NIM เป็นปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติม
  3. DELTA ได้รับความสนใจจากแนวโน้มการเติบโตตาม Megatrend ด้าน AI ขณะที่ผู้ตอบบางรายมองว่าระดับราคาหุ้นมีความน่าสนใจมากขึ้นสำหรับการเข้าลงทุน
  4. GULF มีโอกาสเติบโตระยะยาวจากการลงทุนด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโอกาสจาก Direct PPA, PDP 2026 และความต้องการพลังงานหมุนเวียน รวมถึงการลงทุน Data Center ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคต
  5. CRC มีแรงสนับสนุนจากการปรับโครงสร้างและพอร์ตธุรกิจ การขยายสาขา Tops และการขยายธุรกิจในเวียดนาม รวมถึงการเข้าซื้อ Maxvalu ซึ่งช่วยเร่งการขยายเครือข่าย ขณะที่ธุรกิจยังมีโอกาสได้รับประโยชน์จากฤดูกาลท่องเที่ยว

สำหรับหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี จากความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนของราคาน้ำมัน แนวโน้มส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและค่าการกลั่น รวมถึงความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์และการแทรกแซงของภาครัฐ นอกจากนี้ ยังมีคำแนะนำให้ระมัดระวัง หุ้นสายการบิน ที่มีความอ่อนไหวต่อต้นทุนน้ำมันและภาระหนี้ รวมถึง หุ้นอสังหาริมทรัพย์ ที่อาจได้รับแรงกดดันจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนตัว

นักวิเคราะห์แนะนำรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายที่จะมีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ มีความคุ้มค่ากับงบประมาณ โดยกล่าวถึงมาตรการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แยกเป็น

  1. เสนอให้เร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทั้งด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ พลังงาน ระบบบริหารจัดการน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐและดำเนินโครงการลงทุนที่มีความพร้อมและมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน
  2. เสนอมาตรการส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนและดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) โดยลดขั้นตอนและข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน สนับสนุน SMEs เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน  ผ่านการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร การนำนวัตกรรมมาใช้ พร้อมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI, New Economy และ New S-Curve รวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อยอดและการดึงดูดการลงทุนใน Data Center
  3. เสนอมาตรการช่วยเหลือภาคประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและผู้ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกันควรเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐและลดการพึ่งพามาตรการแจกเงินในวงกว้าง ส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงานทั้ง Upskill และ Reskill รวมถึงการเพิ่มการจ้างงานและการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี นอกจากนี้ยังเสนอให้ส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาวผ่านมาตรการ TISA รวมถึงการเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีเพื่อสนับสนุนการลงทุนภายในประเทศ

 

 

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–