HoonSmart.com>>บล.บัวหลวง เผย S&P 500 เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวระยะสั้น หลังรับรู้มติขึ้นดอกเบี้ย Fed แต่ยังโดนกดดันจาก Bond Yield ใกล้ 5% และราคาน้ำมันผันผวนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง
บล.บัวหลวง รายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวนในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย S&P 500 ปรับลงเล็กน้อยราว 0.1% WoW เป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน ขณะที่ Dow Jones ลดลงราว 1.6% WoW ส่วน Nasdaq ปรับขึ้นเล็กน้อย สะท้อนว่าตลาดยังอยู่ในช่วง Consolidation ท่ามกลางแรงกดดันจาก Bond Yield และราคาน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม ตลาดเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวในเชิงบวกช่วงปลายสัปดาห์ โดย S&P 500 ฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดระหว่างวันศุกร์ก่อนปิดเพิ่มขึ้นประมาณ 0.2% ที่ 7,650.50 จุด ขณะที่ Nasdaq เพิ่มขึ้น 0.4% สะท้อนว่ายังมีแรงซื้อกลับเข้ามาในหุ้นขนาดใหญ่ แม้ภาวะตลาดโดยรวมยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยมหภาค
หากพิจารณาการเคลื่อนไหวระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรม จะเห็นว่าหุ้น Growth ยังคงมีความแข็งแกร่งกว่าหุ้น Value เห็นได้จาก iShares Large Cap Growth ETF เพิ่มขึ้นราว 0.9% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เทียบกับ iShares Large Cap Value ETF ที่ลดลง 1.7% สะท้อนว่าตลาดยังให้น้ำหนักกับบริษัทที่มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรชัดเจน แม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยสูง
การประชุม Fed เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ มีมติเป็นเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 25 bps สู่ระดับ 3.75–4.00% ขณะที่ Dot Plot ส่งสัญญาณว่าเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ยังคาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 1 ครั้งภายในปีนี้ ส่งผลให้ Bond Yield ระยะสั้นปรับขึ้นมากกว่าระยะยาว โดย US 2-Year Treasury Yield ปรับขึ้นจาก 4.63% ในสัปดาห์ก่อนหน้า ปิดสัปดาห์ที่ 4.76% ขณะที่ 10-Year Yield อยู่ที่ 5.01% และ 30-Year Yield อยู่ที่ 5.33% ส่งผลให้ Yield Curve แบนลง และสะท้อนการปรับความคาดหวังของตลาดต่ออัตราดอกเบี้ยระยะสั้น
ในมุมมองของเรา การกลับมาขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ยังไม่น่าจะเพียงพอที่จะผลักให้ตลาดเข้าสู่แนวโน้มขาลงอย่างรุนแรงในระยะกลาง ตราบใดที่เศรษฐกิจยังสามารถขยายตัวได้ และแนวโน้ม Earnings Growth ยังไม่ถูกปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม 10-Year Treasury Yield ที่เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 5% ยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการขยายตัวของ Valuation โดยเฉพาะหุ้นที่ซื้อขายที่ระดับ PE สูง ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยมากกว่าตลาดโดยรวม ดังนั้น แม้ตลาดจะมีโอกาสฟื้นตัวในระยะสั้น แต่การปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องยังต้องอาศัยการทรงตัวหรือลดลงของ Bond Yield
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 25 bps สู่ระดับ 1.25% ตามที่ตลาดคาด ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 ทศวรรษ แต่สิ่งที่มีความสำคัญต่อราคาทรัพย์สินมากกว่าตัวการตัดสินใจ คือ BOJ ยังไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะเร่ง Tightening Cycle อย่างต่อเนื่อง มติการประชุมออกมาที่ 7 ต่อ 2 โดยผู้ว่าการ Kazuo Ueda ระบุว่า BOJ จำเป็นต้องดำเนินนโยบายในลักษณะเชิงป้องกัน เพื่อรักษาเสถียรภาพเงินเฟ้อบริเวณเป้าหมาย 2% และลดความเสี่ยงที่จะต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การมีกรรมการ 2 รายลงมติคัดค้าน ประกอบกับ Ueda ไม่ได้ให้ Guidance ที่ชัดเจนเกี่ยวกับจังหวะของการขึ้นดอกเบี้ยครั้งถัดไป ทำให้ตลาดตีความการประชุมครั้งนี้ในเชิง Dovish มากกว่าที่คาดไว้ ผลที่ตามมาคือเงินเยนอ่อนค่าลงไปแตะบริเวณ 158 เยนต่อดอลลาร์ ก่อนฟื้นกลับมาปิดที่ 156.88 เยนต่อดอลลาร์ หลังมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นทำ Rate Check ซึ่งเพิ่มความกังวลต่อความเป็นไปได้ในการแทรกแซงตลาด FX ขณะที่ Nikkei 225 ปรับขึ้นประมาณ 1.4% จากแรงหนุนของหุ้นกลุ่มส่งออก
ในเชิงกลยุทธ์ ภาพดังกล่าวยังเป็นบวกต่อหุ้นญี่ปุ่นในระยะสั้น เนื่องจาก BOJ กำลัง Normalise นโยบายโดยไม่ส่งสัญญาณว่าจะเร่ง Tightening จนกระทบต่อเศรษฐกิจ ขณะที่เงินเยนที่ยังอ่อนค่าช่วยพยุง Earnings ของบริษัทส่งออก อย่างไรก็ตาม หากเงินเยนอ่อนค่ามากขึ้นจนกระตุ้นให้ทางการญี่ปุ่นเข้าแทรกแซง ความผันผวนในตลาด FX และหุ้นญี่ปุ่นอาจเพิ่มสูงขึ้นตามมา
สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดขึ้นในช่วงสัปดาห์ หลังกลุ่มฮูตีส์อ้างว่าได้โจมตีเป้าหมายในกรุงริยาด รวมถึงโรงงานของ Saudi Aramco ในเมือง Yanbu ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันสำคัญของซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ซาอุดีอาระเบียสงวนสิทธิ์ในการตอบโต้ เพิ่มความกังวลต่อความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะขยายวงและกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
ด้านความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ยังมีความเสี่ยงต่อการยกระดับปฏิบัติการทางทหาร โดยสถานทูตสหรัฐฯ หลายแห่งในตะวันออกกลางได้ออกคำเตือนด้านความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม อิหร่านได้ส่งข้อเสนอเพื่อกลับเข้าสู่การเจรจากับสหรัฐฯ ผ่านกาตาร์ โดยเรียกร้องให้ยุติสงครามในทุกแนวรบ ปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน และปิดล้อมทางทะเล ซึ่งยังต้องติดตามการตอบรับจากสหรัฐฯ
มุมมองสัปดาห์นี้: S&P 500 มีโอกาสฟื้นตัว แต่ต้องจับตา Bond Yield และราคาน้ำมัน
เรามองว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสฟื้นตัวระยะสั้น หลังผ่านการประชุม Fed และเริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามาบริเวณแนวรับสำคัญ โดย S&P 500 สามารถฟื้นตัวจากบริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน ใกล้ระดับ 7,600 จุด ก่อนกลับมาปิดบวกในวันศุกร์ สะท้อนว่ายังมีแรงซื้อรองรับตลาด แม้ภาพรวมยังอยู่ในช่วง Consolidation
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องต้องอาศัยการทรงตัวหรือลดลงของ Bond Yield ควบคู่กับการที่ราคาน้ำมันไม่กลับมาปรับขึ้นแรงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง แต่หาก Bond Yield ปรับขึ้นต่อเนื่องเหนือระดับ 5% พร้อมกับราคาน้ำมันที่เร่งตัว อาจสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ อีกครั้ง
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน เรายังคงให้น้ำหนักกับหุ้นที่มี Earnings Growth และ Earnings Visibility สูง โดยเฉพาะกลุ่ม AI Value Chain ซึ่งยังได้รับแรงสนับสนุนจากวัฏจักรการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างไรก็ตาม ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ Bond Yield อยู่ในระดับสูง การเลือกหุ้นควรให้ความสำคัญกับ Valuation Discipline มากขึ้น ไม่ใช่เพียงการไล่ซื้อหุ้น Growth ที่มี Momentum สูง
ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้
1.ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ Fed และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะดัชนี PMI และความเชื่อมั่นผู้บริโภค
2.การพบกันระหว่างประธานาธิบดี Trump และ Xi Jinping ในวันที่ 24 กันยายน ซึ่งอาจมีความคืบหน้าเกี่ยวกับทางการค้าและเทคโนโลยี
3.สถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อราคาน้ำมัน, Bond Yield และ Risk Sentiment ของตลาดโลก
