HoonSmart.com>>รมว.คลัง ประกาศกลางงานลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ BOI to IPO ตั้ง “การผลักดันบริษัทใน 10 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้าตลาดหุ้น”เป็นหนึ่งใน KPI วัดผลงาน บีโอไอ-ก.ล.ต.-ตลท. นอกเหนือจากภารกิจปกติ ชูบริษัทที่ผ่านการรับรองจากตลาดหลักทรัพย์ฯจะได้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 3 ปี หรือลดหย่อน 50% เพิ่มเติม 5 ปี บริษัททั่วไปจะได้ยกเว้นเพิ่มเติม 2 ปี หรือลดหย่อน 50% เพิ่มเติม 3 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทของกิจการ พร้อมเปิดเป้าหมายแรกดึงบริษัทกลุ่ม PCB ที่ลงทุนในไทยแล้ว 50 แห่ง หวังรายแรกเข้า IPO ปลายปี’70 พร้อมเร่งลดระยะเวลาเสนอขายหุ้นเหลือ 70-100 วัน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในโครงการ BOI to IPO ว่า โครงการ “BOI to IPO” เป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการ 10 อุตสากรรมเป้าหมายแห่งอนาคต ให้สามารถระดมทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“การผลักดันบริษัทในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New Economy) เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดผลงาน (KPI) หลักของ 3 หน่วยงาน เพื่อประเมินผลการทำงานเชิงรุกนอกเหนือจากภารกิจตามปกติ”นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวมุ่งเป้าส่งเสริมให้กลุ่มทุนต่างชาติและผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ทั้งในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เช่น PCB และ Optical Transceiver อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เกษตรอัจฉริยะ อาหารสัตว์เลี้ยงระดับโลก ตลอดจนกลุ่มเชิงสุขภาพ (Wellness) เข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ใหม่ๆ ให้คล้ายคลึงกับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีชั้นนำในต่างประเทศแล้ว ยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยได้ร่วมเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมใหม่เหล่านี้
“BOI มีหน้าที่หว่านเมล็ดพันธุ์ดึงดูดการลงทุน ขณะที่ ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องร่วมกัน “ใส่ปุ๋ยสูตรพิเศษ” คือ BOI to IPO ด้วยการมอบสิทธิประโยชน์เฉพาะ (Incentive) และสนับสนุนกระบวนการจดทะเบียน เพื่อเร่งให้เกิดการเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม”นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ มั่นใจว่า กลไกตลาดทุนนี้จะช่วยหยั่งรากฐานเศรษฐกิจไทยให้ลึกขึ้น สร้างการจ้างงาน ยกระดับทักษะแรงงาน และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ผู้ผลิตภายในประเทศ (Tier 1, Tier 2 และ Tier 3) เช่นเดียวกับความสำเร็จในอุตสาหกรรมยานยนต์ในอดีต ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญในการนำพาประเทศไทยผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่
ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง มีแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยนโยบายการนำการลงทุน (Investment-Led Growth Policy) เพื่อยกระดับและฟื้นฟูศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะปัญหาการเติบโตในระดับต่ำของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมามีสาเหตุสำคัญมาจากระดับการลงทุนที่ซบเซา ซึ่งการเร่งรัดการลงทุนนอกจากจะช่วยอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นระบบเศรษฐกิจในระยะสั้นแล้ว ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างศักยภาพการแข่งขันใหม่ที่ยั่งยืน แตกต่างจากการกระตุ้นการบริโภคที่ให้ผลเพียงชั่วคราว
รูปแบบการลงทุนในปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ตามทิศทางโลก ทั้งในด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม (Wellness) ตลอดจนยานยนต์แห่งอนาคต ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และปัญหาห่วงโซ่อุปทานโลกได้กลายเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนผ่านแนวคิดการย้ายฐานการลงทุนไปยังประเทศพันธมิตร โดยนักลงทุนจากทั่วโลกทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น จีน และภูมิภาคอาเซียน กำลังมองหาแหล่งลงทุนใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง
รัฐบาลได้เร่งดำเนินการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนผ่านมาตรการ BOI Fast Track หรือ Thailand Fast Track ซึ่งส่งผลให้ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาทในปี 2568 และสามารถแปลงเป็นเม็ดเงินลงทุนจริงในครึ่งแรกของปี 2569 ได้แล้วกว่า 530,000 ล้านบาท สะท้อนผ่านตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนในไตรมาสแรกที่เติบโต 10% และไตรมาสที่สองที่เติบโตเกือบ 14% ซึ่งช่วยปรับเปลี่ยนมุมมองของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ เพื่อต่อยอดการลงทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่คนไทย รัฐบาลได้ขับเคลื่อนโครงการ SkillBridge ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อยกระดับทักษะแรงงานไทยไปสู่อุตสาหกรรมดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และระบบคาร์บอนมาตรฐานสากล โดยสามารถถ่ายทอดทักษะแก่แรงงานไปแล้วกว่า 70,000 คนในช่วงสองไตรมาสที่ผ่านมา
ควบคู่กับการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (R&D) ร่วมกับสถาบันอุดมศึกษา และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เช่น อุตสาหกรรมแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) เพื่อสนับสนุนการผลิตสมาร์ตโฟนชั้นนำของโลก
”การสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ฐานการลงทุนยุคใหม่จะช่วยสร้างการเติบโตแบบยกระดับ ทั้งในมิติของการจ้างงานแรงงานทักษะสูงที่มีรายได้เพิ่มขึ้น การถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง และการพัฒนาผู้ผลิตในประเทศให้ก้าวขึ้นสู่ผู้ผลิตชิ้นส่วนชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 3 (Tier 1-3) เช่นเดียวกับความสำเร็จในอุตสาหกรรมยานยนต์ในอดีต ซึ่งจะช่วยให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยสามารถหยั่งรากลึกผ่านระบบการเงินและโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้อย่างมั่นคง”นายเอกนิติ กล่าว
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการผลักดันการลงทุนไปสู่ความยั่งยืน ผ่าน 2 มิติหลัก ได้แก่ ความยั่งยืนของระบบเศรษฐกิจ โดยการเปิดโอกาสให้ประชาชนไทยร่วมถือหุ้นใน กิจการเศรษฐกิจยุคใหม่ (New Economy) ที่มีศักยภาพเติบโตสูง พร้อมเพิ่มสินทรัพย์คุณภาพดีเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ และความยั่งยืนของภาคธุรกิจ ผ่านการสร้างห่วงโซ่อุปทาน การใช้ไทยเป็นฐานขยายการลงทุน การวิจัยและพัฒนา (R&D) การยกระดับบุคลากร ตลอดจนการบังคับใช้มาตรฐานธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการที่โปร่งใส
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นในสภาวการณ์ที่เหมาะสม เนื่องจากประเทศไทยเผชิญคลื่นการลงทุนระลอกใหม่ โดยตั้งแต่ปี 2566 ถึงมิถุนายน 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมกว่า 5 ล้านล้านบาท ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ห่วงโซ่อุปทานเอไอ ดิจิทัล พลังงานสะอาด หุ่นยนต์ และชิ้นส่วนอากาศยาน ซึ่งขณะนี้ทยอยก่อสร้างโรงงานและเริ่มดำเนินสายการผลิตแล้ว จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการระดมทุนเพื่อขยายกิจการ
ขณะเดียวกันความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่ข้อจำกัดการเคลื่อนย้ายเงินทุนข้ามชาติเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้การระดมทุนภายในประเทศกลายเป็นทางเลือกยุทธศาสตร์ที่สำคัญของบริษัทที่ตั้งฐานในไทย
เพื่อสร้างแรงจูงใจสูงสุด ที่ประชุมคณะกรรมการบีโอไอเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ได้เห็นชอบมาตรการสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม (On-top Incentives) สำหรับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET, mai หรือ Live Exchange) ดังนี้
”กลุ่มกิจการ New Economy ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 3 ปี จากเกณฑ์ปกติ หรือเลือกรับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เพิ่มเติมเป็นเวลา 5 ปี กลุ่มกิจการทั่วไป ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 2 ปี หรือเลือกรับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เพิ่มเติมเป็นเวลา 3 ปี”
สิทธิประโยชน์ดังกล่าวมุ่งลดภาระต้นทุนทางภาษีและกระตุ้นให้บริษัทชั้นนำเข้ามาปักหลักจดทะเบียน วางรากฐานทางธุรกิจในไทย และสร้างการเติบโตในระยะยาวร่วมกับระบบเศรษฐกิจไทย
“สำหรับ อุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะผลักดันเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกอบด้วยกลุ่มธุรกิจที่มีบริษัทขนาดใหญ่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนมากตลอดช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ครอบคลุมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ซึ่งมีผู้ผลิตรายใหญ่ระดับโลกเข้ามาลงทุนมากกว่า 50 บริษัท พร้อมการเข้ามาของธุรกิจวัตถุดิบต้นน้ำ รวมถึงกลุ่มห่วงโซ่อุปทานระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI Supply Chain) เช่น การผลิต AI Server, Optical Transceiver, เทคโนโลยี Photonics, ระบบเครือข่ายโทรคมนาคม และระบบบริหารจัดการพลังงานในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์”นายนฤตม์ กล่าว
นายนฤตม์ กล่าวว่า บีโอไอยังมุ่งเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่นๆ อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั้งการประกอบยานยนต์ แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนสำคัญ ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และโดรน ซึ่งเฉพาะในปีนี้มีการส่งเสริมการลงทุนผลิตโดรนเพื่อการเกษตรไปแล้วเกือบ 10 โครงการ นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึงอุตสาหกรรมฐานชีวภาพ (Bio-based) สำหรับอาหารคนและสัตว์ ชิ้นส่วนอากาศยาน และอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่บีโอไอทำงานร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
ทุกฝ่ายได้เตรียมความพร้อมและทำงานร่วมกันมาร่วม 5–6 เดือนก่อนเปิดตัวแพ็กเกจมาตรการ โดยที่ผ่านมาบีโอไอ ตลอดจนนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมเชิญชวนบริษัทเป้าหมายระหว่างการเดินทางไปโรดโชว์ต่างประเทศ พร้อมส่งต่อรายชื่อบริษัทใหญ่ให้แก่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีหลายบริษัทเริ่มแสดงความสนใจแล้ว
แม้มาตรการนี้จะเปิดกว้างสำหรับบริษัททุกประเภท แต่กลุ่มที่ให้ความสนใจเป็นพิเศษส่วนใหญ่จะอยู่ในภูมิภาคเอเชีย ทั้งนี้ บีโอไอยังคงเดินหน้าเชิญชวนบริษัทรายเดิมที่เข้ามาลงทุนและดำเนินธุรกิจในไทยมานานจนมีความมั่นคงให้พิจารณาเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วยเช่นกัน
สำหรับ บริษัทที่ได้สิทธิประโยชน์ภาษีจากบีโอไออยู่แล้ว และต้องการที่จะเข้าร่วมโครงการ BOI to IPO ก็สามารถทำได้ แต่ต้องเป็นโครงการที่ยังคงเหลือสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลอยู่
เนื่องจากตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร สิทธิประโยชน์ทางภาษีจะไม่สามารถขาดตอนได้
ดังนั้น โครงการที่เคยได้รับยกเว้นภาษี 5 ปี หรือ 8 ปี หากยังมีสิทธิ์เหลืออยู่ เมื่อนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็จะได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษีเพิ่มเติมตามมาตรการใหม่นี้ทันที
ส่วนความคืบหน้าของโครงการที่เข้ามาลงทุนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บีโอไอได้ติดตามการลงทุนจริงเป็นรายไตรมาส ซึ่งพบว่าในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ มีเม็ดเงินลงทุนจริงเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจแล้วมากกว่า 5 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ เฉพาะการลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น ในปี 2569 ค่ายรถยนต์ชั้นนำจากญี่ปุ่น 4 ราย ได้แก่ อีซูซุ (Isuzu), มาสด้า (Mazda), มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (Mitsubishi Motors) และฮอนด้า (Honda) ได้ประกาศลงทุนในไทยเพิ่มรวมกันมูลค่ามากกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องจากภาพรวมการลงทุนของญี่ปุ่นในปี 2568 ที่มีจำนวนโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 300 โครงการ มูลค่าสูงกว่า 1.1 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2567
ปัจจัยที่จะดึงดูดผู้ประกอบการชั้นนำให้เข้ามาปักหลักฐานการผลิตและขยายการลงทุนในประเทศไทยในระยะยาว ประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลัก คือ
1.มีการสร้างกำลังคนที่มีทักษะตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการชะลอการย้ายฐานการผลิต เนื่องจากความพร้อมด้านบุคลากรช่วยลดภาระและต้นทุนในการสร้างสร้างแรงงานใหม่ในประเทศอื่น
2.มีความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งไทยได้พัฒนาระบบห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมยานยนต์มาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี จนมีความครบวงจรและเชื่อมโยงกันอย่างแน่นหนาตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับ Tier 1, Tier 2 ถึง Tier 3 ซึ่งความลึกและขนาดของโครงสร้างนี้ทำให้การย้ายฐานการลงทุนไปสร้างระบบใหม่ในประเทศอื่นทำได้ยาก
3.สามารถการเชื่อมโยงกับตลาดทุนได้ ซึ่งโครงการ BOI to IPO เป็นช่องทางสนับสนุนให้บริษัทต่างชาติเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างข้อผูกพันระยะยาว โดยมุ่งหวังให้ผู้ลงทุนใช้ไทยเป็นฐานในการขยายการลงทุนสู่ภูมิภาค เช่นเดียวกับกรณีของ เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ที่แม้จะมีบริษัทแม่ในไต้หวัน แต่ได้ใช้ไทยเป็นศูนย์กลางในการขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่น
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงทิศทางการขับเคลื่อนตลาดทุนผ่านโครงการ BOI to IPO โดยระบุว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน 4 ด้าน หรือ 4 Big Wins ซึ่งครอบคลุมทั้งภาคธุรกิจ นักลงทุน ตลาดทุน และระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
สำหรับผลประโยชน์แรก จะเกิดกับกลุ่มธุรกิจทั้งบริษัทไทยและต่างชาติในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านตลาดทุนไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างการเติบโตและเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กร ขณะเดียวกัน
ผลประโยชน์ที่สอง จะตกแก่นักลงทุนทั้งระดับสถาบันและรายย่อย ซึ่งจะได้โอกาสเข้าถึงและร่วมเติบโตไปกับธุรกิจในหมวดเศรษฐกิจใหม่ภายในประเทศอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น
ด้านผลประโยชน์ที่สาม คือการยกระดับและเพิ่มความคึกคักให้กับตลาดทุนไทย ซึ่งเดิมทีโครงสร้างส่วนใหญ่พึ่งพาพาเหรดหุ้นในกลุ่มเศรษฐกิจเดิม (Old Economy) ให้กลับมามีความน่าสนใจ โดยโครงการนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) ที่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกแบบลูกสโนว์บอล (Snowball Effect) เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้แก่ผู้เข้าร่วมในระบบตลาดทุนทั้งหมด
ผลประโยชน์ที่สี่ ซึ่งมีความสำคัญที่สุดคือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยโดยรวม ผ่านยุทธศาสตร์การเติบโตที่นำโดยการลงทุน (Investment-led growth) ซึ่งถือเป็นกลไกหลักในการแก้ปัญหาโครงสร้างหนี้ ทั้งหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือน โดยการขยายฐานรายได้ (Grow the earnings) ของระบบเศรษฐกิจ ถือเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการลดสัดส่วนหนี้ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงานใหม่และการกระจายความมั่งคั่งสู่ประชาชน
ทั้งนี้ การผลักดันโครงการ BOI to IPO ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่ง ก.ล.ต. ได้อนุมัติเกณฑ์ปรับปรุงใหม่เพื่อช่วยให้บริษัทเป้าหมายเข้าสู่กระบวนการระดมทุนได้รวดเร็วขึ้น ผ่านการลดข้อกำหนดด้านประวัติผลการดำเนินงาน (Track Record) ให้สั้นลง ควบคู่ไปกับมาตรการสนับสนุนและสิทธิประโยชน์จากทาง BOI เพื่อดึงดูดธุรกิจที่มีคุณภาพเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ฯ นอกเหนือจากการเข้าไปช่วยเร่งรัดกระบวนการทำงานให้เกิดขึ้นได้รวดเร็วยิ่งขึ้นแล้ว ยังได้เตรียมมาตรการยกเว้นและลดหย่อนค่าธรรมเนียมต่างๆ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ
ขณะเดียวกันกองทุน CMDF ได้เข้ามาเป็นไฮไลต์สำคัญของการร่วมมือในครั้งนี้ ด้วยการสนับสนุนเงินทุนในรูปแบบ Matching Fund เพื่อช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่างๆ ในการดำเนินงานทำ IPO ให้แก่ภาคธุรกิจ บริษัทละ 7 ล้านบาท
พร้อมกันนี้ ทั้ง 3 หน่วยงานได้ตกลงจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ (Task Force) ร่วมกัน เพื่อเดินหน้าเข้าหาและติดต่อกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพและมีความพร้อมอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาได้รับความอนุเคราะห์จากเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในการประสานงาน นำทาง และเปิดโอกาสให้เข้าพบกับนักลงทุนต่างชาติหลายราย
จากการสำรวจความสนใจของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย พบว่ามีความหลากหลายอย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่มบริษัทที่มีต้นทางจากทวีปอเมริกาเหนือส่วนใหญ่ มักมีนโยบายองค์กรที่ชัดเจนในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศแม่มากกว่า ส่งผลให้ปฏิเสธข้อเสนอเมื่อมีการเข้าไปเจรจา
อย่างไรก็ดี ยังคงมีบริษัทอีกหลายกลุ่มที่แสดงความสนใจอย่างจริงจัง ขณะที่บางแห่งยังอยู่ระหว่างการรอประเมินนโยบายและการสนับสนุนจากรัฐบาลของประเทศตนเอง ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานที่ต้องเผชิญทั้งความสำเร็จและความท้าทายควบคู่กันไป
สำหรับกรอบเวลาและเป้าหมายของโครงการความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ และกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ในการสนับสนุนและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการทำ IPO ได้มีการกำหนดระยะเวลาสนับสนุนไว้รวม 5 ปี (สิ้นสุดโครงการในปี 2574) เพื่อให้ครอบคลุมกระบวนการตัดสินใจและการเตรียมความพร้อมของภาคธุรกิจ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าในทางปฏิบัติจริง ต้องใช้ระยะเวลาในการจัดเตรียมโครงสร้างและการบริหารจัดการค่อนข้างมาก รวมถึงการพิจารณาจังหวะเวลาในการเสนอขายหลักทรัพย์เพื่อให้ได้มูลค่าที่เหมาะสมที่สุด
นอกจากนี้ แต่ละอุตสาหกรรมยังมีวงจรการรับรู้รายได้ที่แตกต่างกัน บางธุรกิจอาจใช้เวลาไม่นานหลังได้รับแพ็กเกจการลงทุน ขณะที่บางอุตสาหกรรมต้องใช้ระยะเวลานานในการทดสอบระบบและขยายตลาด
อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ CMDF ตั้งเป้าหมายที่จะกระตุ้นให้เกิดผลลัพธ์โดยเร็วที่สุดภายในกรอบเวลา 5 ปีดังกล่าว เพื่อเร่งสร้างความน่าดึงดูดให้กับตลาดทุนไทย
นายอัสสเดช ประเมินในมุมมองส่วนตัวว่า หากสามารถดันบริษัทเป้าหมายเข้าจดทะเบียนได้สำเร็จ 1 บริษัทภายในช่วงปลายปี 2570 จะถือเป็นก้าวแห่งความสำเร็จที่สำคัญ และหลังจากนั้นน่าจะเห็นพัฒนาการที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของโครงการนี้ คือการสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ในกลุ่มธุรกิจ S-Curve ให้แก่นักลงทุนในประเทศ พร้อมทั้งยกระดับศักยภาพและความน่าสนใจของตลาดทุนไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระดับสากล
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศตลาดทุนให้เอื้อต่อการระดมทุนของบริษัทที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะธุรกิจในกลุ่ม New Economy ซึ่งมีบทบาทต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ New growth ในระยะยาว เน้นการยกระดับเชิงคุณภาพมากกว่าการมุ่งเป้าเพียงจำนวนบริษัท ไม่ใช่เพียงการเข้ามาเสนอขายหุ้น IPO แล้วจบ
ขณะที่กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ต้องปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับบริบทธุรกิจยุคใหม่ ซึ่งบริษัท New Economy รายใหม่อาจมีขนาดเล็กและเน้นการลงทุนในบุคลากรหรือระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) แทนการลงทุนในเครื่องจักรแบบเดิม
ก.ล.ต. พร้อมทำงานร่วมกับ BOI และตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันโครงการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการปรับปรุงกระบวนการและแนวทางพิจารณา IPO ให้กระชับและรวดเร็วขึ้นภายใน 70-100 วัน สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลที่ครบถ้วนและเพียงพอต่อการตัดสินใจลงทุน รวมทั้งส่งเสริมความพร้อมของผู้ประกอบการและผู้ที่เกี่ยวข้องในการยกระดับการควบคุมภายในของกิจการ เพื่อให้บริษัทที่มีคุณภาพสามารถเข้าสู่ตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม โดยคำนึงถึงการคุ้มครองผู้ลงทุนและการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย
ธุรกิจ New Economy ครอบคลุม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ การเกษตรและอาหารขั้นสูง เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ การแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ยานยนต์สมัยใหม่ การบินและโลจิสติกส์ ดิจิทัลและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงและยั่งยืน
