HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 16 ก.ย.2569 ปิดลบ ดัชนีดาวโจนส์ร่วง 1.21% หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี เพื่อรับมือกับปัญหาเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูงอันเป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average ปิดที่ 51,461.90 จุด ลดลง 631.21 จุด, -1.21%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,551.81 จุด ลดลง 33.92 จุด, -0.45%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,978.42 จุด ลดลง 3.15 จุด, -0.01%
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (overnight funds rate) อีก 0.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเป้าหมายขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3.75-4% ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกของเฟดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2023
ในการแถลงข่าวเควิน วอร์ช ประธานเฟดกล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความแข็งแกร่งขึ้นนับตั้งแต่การประชุมเฟดครั้งก่อน แต่แนวโน้มเงินเฟ้อกลับมีการปรับตัวดีขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
รายงานสรุปการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจของเฟดระบุว่า เจ้าหน้าที่คาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ แถลงการณ์นโยบายของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ระบุว่า “การดำเนินนโยบายในวันนี้จะช่วยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมายที่ระดับ 2%ของคณะกรรมการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น” ซึ่งเป็นประเด็นที่วอร์ซ ได้เน้นย้ำในการแถลงข่าวด้วย
ไรอัน เดทริค Detrick หัวหน้านักกลยุทธ์การตลาดของ Carson Group กล่าวว่า เฟดได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปีตามคาดและเฟดดูเหมือนจะมีจุดยืนที่เป็นเอกภาพในการต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ อีกทั้งเฟดมองว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลายครั้งในช่วงหลายเดือนข้างหน้าจะไม่ส่งผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังคงแข็งแกร่ง ในขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อก็ยังคงยืนเหนือระดับเป้าหมายที่ 2% มา 5 ปีแล้ว
ก่อนการประกาศของเฟด สามดัชนีหลักต่างปรับตัวสูงขึ้น โดยดัชนีกลุ่มผู้ผลิตชิปที่ฟื้นตัวขึ้นช่วยหนุนให้ดัชนี Nasdaq ซึ่งมีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นสัดส่วนหลักมีความโดดเด่นกว่าดัชนีอื่นบวกกับข้อมูลยอดขายปลีกที่แข็งแกร่งบ่งชี้ว่าผู้บริโภคยังคงใช้จ่ายอยู่ แม้ว่าจะเผชิญกับแรงกดดันด้านกำลังซื้อเนื่องจากราคาสินค้าที่สูงขึ้น โดยเฉพาะน้ำมัน เนื่องจากราคาน้ำมันดีเซลในสหรัฐฯ แตะระดับ 6 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเป็นครั้งแรกในวันศุกร์ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านอุปทานที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสงครามในยูเครนและอิหร่าน ยิ่งไปกว่านั้น ราคาน้ำมันดิบยังคงทรงตัวอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
กระทรวงพาณิชย์รายงานยอดค้าปลีกปรับตัวขึ้น 1.2% ในเดือนสิงหาคมสูงกว่า 0.8% ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ส่วนยอดค้าปลีกพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมยอดขายรถยนต์ น้ำมัน วัสดุก่อสร้าง และอาหาร ปรับขึ้น 1.4% สูงกว่า 0.6% ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์
หุ้นธนาคารขนาดใหญ่ร่วงลงหลังจากเฟดประกาศการตัดสินใจ หุ้น Bank of America และ Wells Fargo ลดลงเกือบ 3% เนื่องจากความกังวลว่าอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอาจทำให้การเติบโตของการปล่อยสินเชื่อและเศรษฐกิจชะลอตัว หุ้น American Express และ Goldman Sachs ก็ลดลงเกือบ 4% เช่นกัน
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับขึ้นโดดเด่นที่สุดในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของดัชนี S&P500 ในขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงาน ปรับลดลงมากที่สุดถึง 3.0% โดยได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่อ่อนตัวลง
หุ้น Chevron และ Exxon Mobilลดลง 2.9% และ 3.5% ตามลำดับ ส่วนหุ้น Devon Energy และ ConocoPhillips ต่างร่วงลงมากกว่า 5%
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีได้รับแรงหนุนจากการที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวขึ้น 0.6% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวขึ้นอย่างชัดเจนครั้งแรกนับตั้งแต่ผู้บริหารในแวดวง AI ได้ร่วมกันเรียกร้องให้ชะลอความเร็วในการพัฒนาขีดความสามารถของเทคโนโลยีและให้มีการประสานงานด้านความปลอดภัยร่วมกันทั่วทั้งอุตสาหกรรม
หุ้น Robinhood ร่วงลง 5.5% หลังจากวุฒิสภาสหรัฐฯ ไม่สามารถผลักดันร่างกฎหมายฉบับครอบคลุมเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลให้คืบหน้าได้ ซึ่งถือเป็นความเสียหายครั้งใหญ่สำหรับบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านสินทรัพย์ดิจิทัล นอกจากนี้ ในวันอังคารที่ผ่านมา กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยังได้ตั้งข้อหาอดีตวิศวกรของ Robinhood สองรายในความผิดฐานซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้ข้อมูลภายใน (insider trading) และการนำข้อมูลลับไปใช้ในทางที่ผิด
หุ้น Intel พุ่งขึ้น 4.0% หลังจากมีรายงานว่าบริษัท SK Hynix ของเกาหลีใต้กำลังเจรจากับ Intel เรื่องการผลิตชิปหน่วยความจำในสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ หุ้น SK Hynix ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น 0.6%
หุ้น IBM ร่วงลง 4.4% หลังจากบริษัทเปิดเผยว่า Anderon ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจด้านชิปของบริษัท ได้ลงนามในข้อตกลงด้านเงินทุนกับรัฐบาลสหรัฐฯ แล้ว
หุ้นผู้ผลิตเครื่องบิน Boeingปรับตัวลดลง 3.7% หลังจาก Kelly Ortberg ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า การสร้างเสถียรภาพให้กับอัตราการผลิตเครื่องบินรุ่น 737 MAX ให้ได้ที่ระดับ 47 ลำต่อเดือนนั้น “ใช้เวลานานกว่าที่คาดการณ์ไว้
ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวก หลังจากที่ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือนในการซื้อขายรอบก่อนหน้า โดยการชะลอตัวของการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันช่วยกระตุ้นความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะประกาศการตัดสินใจด้านนโยบายการเงิน ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 637.09 จุด เพิ่มขึ้น 2.91 จุด, +0.46%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,688.47 จุด เพิ่มขึ้น 30.34 จุด, +0.28%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,140.59 จุด เพิ่มขึ้น 50.31 จุด, +0.62%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,537.75 จุด เพิ่มขึ้น 135.47 จุด, +0.53%
ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME บ่งชี้ว่า บรรดาเทรดเดอร์ประเมินโอกาสสูงถึง 93% ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกภายใต้การนำของ เควิน วอร์ซ ประธานเฟดคนใหม่
แคทลีน บรูคส์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ XTB กล่าวว่า แม้เฟดจะใช้วิธีดูสถานการณ์ก่อนที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ที่ผ่านมา ก็ได้แสดงท่าทีที่แข็งกร้าวในเรื่องเงินเฟ้อ ดังนั้นหากไม่ดำเนินการใดๆ ความน่าเชื่อถือของเฟด ก็อาจสั่นคลอนได้”
ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เกิดจากความขัดแย้งในอิหร่านส่งผลให้นักลงทุนต้องประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยกันใหม่ ซึ่งผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นและสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง
ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สองของปีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และข้อมูลจาก LSEG ระบุว่าตลาดต่างยังคงคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ภายในสิ้นปีนี้
อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตของค่าจ้างในยูโรโซนชะลอตัวลงอีกครั้งในไตรมาสที่ผ่านมา ในขณะที่ข้อตกลงการปรับขึ้นค่าจ้างบ่งชี้ว่าจะมีการปรับตัวสูงขึ้นเพียงเล็กน้อยในปีหน้า ซึ่งช่วยคลายความกังวลของผู้กำหนดนโยบายว่าอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้
ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเกือบ 1% หลังจากสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก แม้ว่าจะยังคงมีปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลางก็ตาม
หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลงมากที่สุดในดัชนี STOXX 600 ขณะที่หุ้นกลุ่มการท่องเที่ยวและสันทนาการปรับตัวขึ้น 1.2% โดยได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มต้นทุนเชื้อเพลิงที่ลดลง
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษระยะสั้นปรับตัวลดลงรายวันมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม ซึ่งเป็นการปรับลดลงที่รุนแรงกว่าเมื่อเทียบกับตลาดอื่น ๆ
อัตราเงินเฟ้อของอังกฤษเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 3.1% ในเดือนสิงหาคม จาก 2.9% ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นข้อมูลที่เปิดเผยเพียงหนึ่งวันก่อนการประชุมเพื่อตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) โดยตลาดคาดการณ์เป็นวงกว้างว่าธนาคารกลางจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม
หุ้นกลุ่มธนาคารยุโรปปรับขึ้น 0.5% โดยฟื้นตัวบางส่วนจากที่ปรับลงเมื่อวันอังคาร
หุ้น Babcock International (กลุ่มบริษัทด้านการป้องกันประเทศและวิศวกรรมของอังกฤษ ปรับตัวขึ้น 2.8% หลังจากที่บริษัทคงคาดการณ์ผลประกอบการประจำปีไว้ตามเดิม
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนตุลาคม ลดลง 3.40 ดอลลาร์ หรือ 3.21% ปิดที่ 102.43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายนลดลง 2.92 ดอลลาร์ หรือ 2.69% ปิดที่ 105.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
———————————————————————————————————————————————————–

