ด่วน ! ศาลปกครองสูงสุด พิพากษา “ชญานี” คิงส์ฟอร์ด ชนะคดีก.ล.ต.

HoonSmart.com >> ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่ง ก.ล.ต. ลงโทษ ชญานี ผู้บริหาร “คิงส์ฟอร์ด“ โดยพิจารณาว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฏหมาย นับเป็นเวลา 10 ปีแห่งการรอคอย  ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ครั้งแรกที่เอกชน ชนะข้อพิพาทกับ สำนักงานก.ล.ต

ชญานี โปขันเงิน

วันที่ 15 ก.ย. 2569 เวลา 14.00 น. ที่ศาลปกครอง ศาลปกครองสูงสุดได้อ่านคำพิพากษาในคดีที่นางสาวชญานี โปขันเงิน ผู้บริหาร บล. คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ฟ้องคดี โดยมีสำนักงาน ก.ล.ต.และพวกเป็นผู้ถูกฟ้องคดี ในคดีหมายเลขแดง 643/2563

จากกรณีที่ ก.ล.ต.ได้ลงโทษพักการปฏิบัติหน้าที่เป็นบุคลากรในตลาดทุนของนางสาวชญานี เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลปกครองกลางเคยมีคำพิพากษาไว้แล้วว่า เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอนคำสั่งการลงโทษนี้ไปแล้วตั้งแต่ปี 2563

แต่เนื่องจาก ก.ล.ต.ได้ทำการอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด โดยอ้างว่าคำสั่งลงโทษของตัวเองถูกต้องตามกฎหมายนั้น

อย่างไรก็ตาม วันนี้ (15 ก.ย.) ศาลปกครองสูงสุดนัดอ่านคำพิพากษา ได้ยืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ที่ให้เพิกถอนคำสั่งการลงโทษ โดยพิจารณาว่า เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีการพิจารณาในอีกหลายประเด็น โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับกระบวนการขั้นตอนการพิจารณาโทษของคณะกรรมการวินัย ที่ ก.ล.ต.เป็นผู้แต่งตั้งว่ากระบวนการของ ก.ล.ต.ที่อ้างว่า มีการป้องกันการมีผลประโยชน์ขัดแย้งหรือความไม่เป็นกลางของคณะกรรมการวินัยโดยการให้ปกปิดชื่อผู้ที่ถูกพิจารณาเป็นชื่อสมมุติ ก,ข เป็นต้นนั้น ไม่มีกฎหมายข้อใดบัญญัติให้กระทำได้

โดย ก.ล.ต. ใช้เรื่องว่ามีการปกปิดชื่อผู้ถูกพิจารณา เป็นข้ออ้างที่จะไม่ส่งรายชื่อคณะกรรมการวินัยให้นางสาวชญานี ทั้งที่นางสาวชญานี ได้มีการร้องขอทราบรายชื่อคณะกรรมการวินัยที่เป็นผู้พิจารณากรณีของตนเพราะเกรงว่ากรรมการที่พิจารณากรณีของตัวเองนั้น อาจมีบุคคลที่ไม่มีความเป็นกลาง

เนื่องจาก มีที่มาจากสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย และภาคธุรกิจที่มีความใกล้ชิดกับสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย ซึ่งที่จริงก็คือ คู่แข่งในการทำธุรกิจกันมาโดยตลอด แล้วจะมีความเป็นกลางในการพิจารณาความผิดทางวินัยของคู่แข่งทางธุรกิจกันเองได้อย่างไร

นางสาวชญานี กล่าวว่า กรณีของตนเองน่าจะเป็นคดีแรก ๆ ที่ชนะคดีความกับ ก.ล.ต.จนคดีถึงที่สุดแล้ว และจากคดีนี้ยังมีผลขยายความไปอีกหลายคดี มีทั้งการดำเนินคดีกับบุคคลในเรื่องพยานหลักฐานเท็จและอื่น ๆ

“ดิฉันคิดว่าครั้งนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญยิ่งของ ก.ล.ต.ที่ควรจะต้องทบทวนกระบวนการภายในของตน ให้ยึดโยงกับเรื่องความโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ ตลอดจนยึดมั่นในกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในการลงโทษบุคคลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล เพื่อไม่ให้หน่วยงานตกเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งรังแกบุคคลจากภาคธุรกิจที่มีความใกล้ชิดกับหน่วยงาน”

นางสาวชญานี กล่าวอีกว่า ตนเองและนายชยันต์ อัคราทิตย์ ผู้ร่วมถูกลงโทษ ต่อสู้ในเรื่องการถูกลงโทษทางวินัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของ ก.ล.ต.มาเป็นเวลานานถึง 10 ปี เสียหายทั้งชื่อเสียง เวลาและเสียค่าใช้จ่ายในการสู้คดี จึงคาดหวังว่าจากนี้ต่อไป กรณีของตน ควรเป็นบทเรียนที่สำคัญของ ก.ล.ต.ที่ต้องกลับไปทบทวนพิจารณาวางบรรทัดฐานใหม่ให้กับหน่วยงานในในการที่จะลงโทษทางวินัยกับบุคลากรภายใต้การกำกับดูแล โดยยึดมั่นกับความโปร่งใส เป็นธรรม และเคร่งครัดกับบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด