HoonSmart.com>>รายงานพิเศษ : ตลาดหลักทรัพย์ฯ-กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน จับมือ อว.-สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ พันธมิตรภาครัฐและเอกชน เปิดตัว 2 กลไกหลัก ในระบบนิเวศนวัตกรรมครบวงจร ตั้งแต่ห้องเล็บถึงตลาดทุน ตั้ง PE Trust มูลค่าเริ่มต้น 1,000 ล้านบาท ลงทุนในธุรกิจ New Economy พร้อมผนึก 15 สถาบันอุดมศึกษา ตั้ง University Holding Consortium แปลงองค์ความรู้จากงานวิจัย ร่วมบ่มเพาะธุรกิจ Deep-Tech ตั้งแต่ต้นน้ำ สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงพาณิชย์-การลงทุนในระดับที่ใหญ่ขึ้น ส่งเข้า IPO ดัน SET Index แตะ 2,000 จุด
ศ.ดร.ยศนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Thailand New Economy: From Knowledge to Growth” ถึงยุทธศาสตร์การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย จากการพึ่งพาองค์ความรู้แบบดั้งเดิมไปสู่การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ว่ากลุ่มนวัตกร หรือผู้ประกอบการสายพันธุ์ใหม่ เปรียบเสมือน “กองหน้า” ที่ต้องการระบบสนับสนุนแบบครบวงจร หลังจากที่ในอดีตขาดการดูแลโครงสร้างห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้เกิดแนวคิดการเชื่อมโยงระบบเพื่อสร้างการเติบโตเชิงโครงสร้าง ทั้งในระดับประเทศและการระดมทุนจากต่างประเทศ
เพื่อสร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ (New Growth Engine) รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มอุตสาหกรรมสุขภาพ การแพทย์ และชีวมวล
ล่าสุด นายกรัฐมนตรีได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการ Wellness Economy ซึ่งมี ศ.ดร.ยศนัน เป็นประธาน เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนา Wellness ในรูปแบบวิทยาศาสตร์ (Scientific Wellness) และการส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) ให้สามารถเชื่อมต่อ กับธุรกิจ Startup และ Spin-off ได้โดยตรง โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีเชิงลึก หรือ Deep-Tech และธุรกิจ New Economy ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศได้
ทั้งนี้ คำว่า Wellness ครอบคลุมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิต วัฒนธรรม การท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ การเล่าเรื่อง การเกษตรเพื่อการยา และการจัดการสภาพแวดล้อม โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการเชื่อมโยงสู่ระบบการเงินเพื่อธรรมชาติ ผ่านการใช้เทคโนโลยีประเมินความสมบูรณ์ของความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อนำเสนอสกุลเงินธรรมชาติภายในปี 2570
ศ.ดร.ยศนัน ชี้ว่า กล่าวว่า ในส่วนของการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ แม้มหาวิทยาลัยในไทยจะมีความพยายามแปลงทรัพย์สินในสถาบันให้เป็นทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP) มายาวนานกว่า 20-30 ปี แต่ที่ผ่านมาประสบปัญหาความล่าช้าในการอนุมัติสิทธิ์
จากการหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ พบว่า สาเหตุสำคัญมาจากปัญหาด้านคุณภาพของ IP ในขั้นตอนการยื่นจด กระทรวง อว. จึงเตรียมปรับเปลี่ยนกฎระเบียบของมหาวิทยาลัย ให้มีการคัดกรอง IP เบื้องต้นอย่างเข้มงวด โดยได้รับความร่วมมือจากสมาคมที่เกี่ยวข้องและจาก 2 กระทรวงในการเสริมสร้างกลไกการจดทรัพย์สินทางปัญญาให้มีความแข็งแกร่ง สามารถตรวจสอบสิทธิ์การดำเนินการได้อย่างอิสระ ในแต่ละเทคโนโลยี เพื่อป้องกันความเสียหายจากการลงทุนขนาดใหญ่ในกรณีที่องค์ความรู้ไม่ได้เป็นของไทย หรือไม่สามารถทำตลาดได้ ซึ่งกระบวนการคัดกรองตั้งแต่ต้นทางนี้จะช่วยให้การทำ Licensing หรือการจัดตั้ง Spin-off มีมูลค่าสูงและทรงประสิทธิภาพ
ด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงิน ได้จัดตั้งนิติบุคคลเพื่อการลงทุน University Holding Company ของสถาบันการศึกษา โดยแยกตามแต่ละมหาวิทยาลัย เพราะที่ผ่านมาภาคเอกชนมักตั้งคำถามถึงสัดส่วนการร่วมลงทุนของฝั่งมหาวิทยาลัย แต่เนื่องจากการใช้เงินงบประมาณภาครัฐโดยตรงมีความเสี่ยงและข้อจำกัดทางกฎหมาย สวทช. และผู้เกี่ยวข้องจึงได้ร่วมกันตกผลึกแนวทางการใช้เงินรายได้
อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ไขปัญหาข้อจำกัดด้านเงินทุนของแต่ละสถาบัน รวมถึงการทำสอบทานความเป็นไปได้ (Feasibility Test) และการทดสอบทางคลินิก (Clinical Trial) แบบ Multi-center ที่ต้องการการยอมรับจากหลายสถาบัน ล่าสุดเมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา ได้มีการประชุมร่วมกันที่ สวทช. ร่วมผลักดันจนเกิดการเสนอตั้ง “University Holding Company Consortium :UHC” ขึ้น ซึ่งความร่วมมือในรูปแบบเครือข่ายความร่วมมือนี้ จะช่วยให้เกิดการร่วมจัดหาและประเมินเทคโนโลยี (Scout Tech) สร้างความมั่นใจให้แก่เครือข่ายสถาบันด้วย Expertise ที่สูงขึ้น และดึงดูดภาคเอกชนให้เข้ามาลงทุนร่วมได้อย่างสะดวก
นอกจากนี้ กระทรวง อว. ยังได้ร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อผลักดันให้เกิดการใช้งานผลงานนวัตกรรมภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นแก่กองทุน Venture Capital (VC) จากต่างประเทศ ในการเข้ามาลงทุนเพื่อขยายขนาดธุรกิจ (Scale) ในระดับสากล เนื่องจากงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ของประเทศกว่า 80% มีต้นกำเนิดมาจากมหาวิทยาลัย ซึ่งจำเป็นต้องมีนักลงทุน Holding Company เข้ามาเติมเต็มจิ๊กซอว์เพื่อการอยู่รอดของ Startup
เพราะการจะผลักดันธุรกิจ New Economy เหล่านี้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องจำเป็นต้องอาศัยกลไกที่เชื่อมตั้งแต่การนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การจัดตั้งธุรกิจ การพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ ไปจนถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อขยายการเติบโต ตลอดจนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และตลาดทุน
“University Holding Company Consortium จะช่วยเชื่อมศักยภาพของมหาวิทยาลัย และร่วมกันพัฒนาธุรกิจจากงานวิจัยที่มีศักยภาพ ขณะที่ PE Trust เติมกลไกเงินทุนเพื่อสนับสนุนธุรกิจให้สามารถขยายการเติบโตได้ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้งานวิจัยและนวัตกรรมไทยสามารถพัฒนาไปสู่ธุรกิจที่เติบโต แข่งขันได้ และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาว”ศ.ดร.ยศนัน กล่าว
ศ.ดร.ยศนัน กล่าวว่า กลไกดังกล่าว ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ในการสร้างการเรียนรู้ร่วมกันของผู้บริหารและคนทำงาน ซึ่งเทียบเคียงกับโมเดลมหาวิทยาลัยในประเทศเกาหลีใต้ ที่มุ่งหวังให้งานวิทยานิพนธ์ สามารถต่อยอดสู่การใช้งานได้จริง ปิดช่องว่างของประเทศไทยที่มีบุคลากรที่มีศักยภาพ แต่ขาดกลไกการเชื่อมโยงจากฐานรากไปสู่ระดับ Global Scale
ปัจจุบัน ระบบนิเวศนวัตกรรมดังกล่าวเริ่มครอบคลุมทั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ ตลอดจนความร่วมมือจากกองทุนภาครัฐ พันธมิตรต่างประเทศ รวมถึงกลุ่มนักลงทุนภาคเอกชน
”การทำงานร่วมกันอย่างมีเอกภาพจะก่อให้เกิดการผนึกกำลัง ทั้งในด้านการระดมทุนเพื่อการลงทุนร่วม และการพัฒนา Venture Builder ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การรวมบุคลากรเพื่อบ่มเพาะตั้งบริษัทใหม่ ไปจนถึงการเติมเต็มศักยภาพให้แก่บริษัทเดิมที่มีอยู่แล้วให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น”ศ.ดร.ยศนัน กล่าว
ตลท.มั่นใจนิวอีโคโนมีดัน SET แตะ 2,000 จุด
ศ.พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวในหัวข้อ “New Economy: The Next Growth Engine of Thailand” ว่า การเชื่อมโยงองค์ความรู้และนวัตกรรมเข้ากับตลาดทุน จะเปิดโอกาสให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามข้อจำกัดในอดีต ซึ่งหลายทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยพึ่งพาภาคอุตสาหกรรมผลิตเพื่อการส่งออก การท่องเที่ยว และภาคเกษตรกรรมเป็นเสาหลักในการสร้างงาน สร้างรายได้ และรักษาเสถียรภาพ
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม (Old Economy) กำลังเผชิญข้อจำกัดที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันด้านต้นทุนจากประเทศเพื่อนบ้าน สังคมผู้สูงอายุที่ส่งผลให้กำลังแรงงานลดลง ตลอดจนสินค้าและบริการของไทยที่ไม่สามารถขยับไปสู่จุดที่มีมูลค่าเพิ่มสูงได้ จนทำให้ประเทศติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางเป็นเวลานาน
“หากไม่มีการสร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ช่องว่างระหว่างประเทศไทยกับประเทศที่ก้าวข้ามกับดักนี้ไปแล้วจะยิ่งกว้างขึ้น”ศ.พิเศษ กิติพงศ์ กล่าว
ศ.พิเศษ กิติพงศ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจยุคใหม่ (New Economy) จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดและการเติบโตที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีทางการแพทย์และสุขภาพ รวมถึงเทคโนโลยีการเกษตรและอาหารแห่งอนาคต ซึ่งล้วนตั้งอยู่บนฐานองค์ความรู้และนวัตกรรม โดยเฉพาะงานวิจัยในมหาวิทยาลัยไทยที่ยังไม่สามารถผลักดันสู่เชิงพาณิชย์ได้เท่าที่ควร เนื่องจากกลไกบริหารของมหาวิทยาลัยรัฐยังมีข้อจำกัดด้านระเบียบการเงิน การจัดซื้อจัดจ้าง และการร่วมลงทุน ขัดกับธรรมชาติของนวัตกรรมที่ต้องการความคล่องตัวและการตัดสินใจที่รวดเร็ว
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาช่องว่างทางการเงินในเส้นทางเปลี่ยนงานวิจัยสู่ตลาดทุน ซึ่งไทยยังขาดกลไกสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพในช่วงกลางของการขยายกิจการ
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงร่วมมือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการปิดช่องว่าง 2 จุดสำคัญ ได้แก่
1.การจัดตั้ง University Holding Company ของ 15 มหาวิทยาลัย แยกโครงสร้างออกมาเพื่อบริหารทรัพย์สินทางปัญญาและร่วมลงทุนในบริษัท Spin-off หรือ Startup ที่ต่อยอดจากงานวิจัยได้อย่างคล่องตัวในรูปแบบ Private Fund เพื่อเปลี่ยนบทบาทมหาวิทยาลัยจากผู้สร้างองค์ความรู้สู่ผู้ร่วมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
2.การจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อกิจการร่วมลงทุนในธุรกิจ New Economy เพื่อเป็นแหล่งทุนสนับสนุนบริษัทขนาดเล็กให้เติบโตจนแข็งแกร่งพอที่จะเข้าสู่ตลาดทุนได้ โดยมีผู้ลงทุนหลัก ได้แก่ กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ร่วมด้วยธนาคารส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) ที่แสดงเจตจำนงร่วมลงทุน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนรายอื่นเข้าร่วม
พร้อมกันนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างการปรับปรุงกฎเกณฑ์และคุณสมบัติเพื่อลดอุปสรรคให้กับบริษัท New Economy โดยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า Data Center และ Semiconductor สามารถเข้าจดทะเบียนได้ง่ายขึ้น ผ่านการปรับหลักเกณฑ์มูลค่าบดบังตามราคาตลาด (Market Capitalization) ขั้นต่ำ ระยะเวลาการมีรายได้หรือผลการดำเนินงาน (Track Record) การเพิ่มช่องทางพิเศษ (Special Track) รวมถึงบริษัทที่ได้รับส่งเสริมจาก BOI หรือ EEC
การเชื่อมโยงกลไกทั้งหมดจะก่อให้เกิดระบบนิเวศนวัตกรรมที่ครบวงจร ตั้งแต่งานวิจัยในห้องแล็บ ผ่านการบ่มเพาะโดย University Holding Company ขยายกิจการด้วยกองทรัสต์เพื่อกิจการร่วมลงทุน และเข้าจดทะเบียนในตลาดทุนตามระดับความพร้อม ทั้ง LiVE Exchange, mai หรือ SET
ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างการทบทวนเกณฑ์ LiVE Exchange และ mai เพื่อเร่งรัด (Accelerate) ให้ธุรกิจเข้าสู่ตลาดทุนได้เร็วขึ้น
ขณะที่สำนักงาน ก.ล.ต. ได้ลดระยะเวลาการพิจารณา IPO เหลือไม่เกิน 70 กว่าวัน ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าโครงสร้างการพัฒนานวัตกรรมของไทยมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
“ตลท. ยืนยันเจตนารมณ์ในการผลักดันนวัตกรรมอย่างจริงจังแบบ “Action First, Talk After” พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จะทำให้ New ศ.พิเศษ กิติพงศ์ กลายเป็นเครื่องยนต์หลักของประเทศ”
นอกจากนี้ยังได้เสนอแนะประเด็นข้อกฎหมายเรื่องหุ้นสองระดับ (Dual-Class Shares) หรือ Golden Shares เพื่อช่วยให้ผู้ก่อตั้ง Startup ตัดสินใจนำบริษัทเข้าจดทะเบียนได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายเศรษฐกิจและดันดัชนีตลาดหุ้นไทยสู่ระดับ 2,000 จุดได้ตามเป้าหมาย
กองทุนฯลงทุน 8 ปีจากจุดเริ่มต้นถึง IPO
สำหรับ ช่วงแถลงข่าวความร่วมมือในการจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน หรือ PE Trust สำหรับผู้ประกอบการกลุ่ม New Economy
นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) และตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVE Exchange) กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดทุนไทยมี 3 ตลาดหลัก ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) สำหรับบริษัทขนาดกลาง และตลาดหลักทรัพย์ LiVE Exchange
ในส่วนของ SET มีการรุกดึงดูดกลุ่มธุรกิจเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) เข้ามาระดมทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากต่างประเทศ บริษัทขนาดใหญ่ที่ใช้วิธีแยกธุรกิจออกมา (Spin-off) รวมถึงการยกระดับความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ mai และ LiVE Exchange อยู่ระหว่างการเร่งขับเคลื่อนตามลำดับ
ขณะที่ กลไกสนับสนุนธุรกิจนอกตลาดหลักทรัพย์ มีโครงสร้างรองรับสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ กองทุนส่วนบุคคลเพื่อการลงทุนในกิจการที่ยังไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์ (PE Trust), เครือข่ายบ่มเพาะธุรกิจนวัตกรรม (Venture Builder) และกิจการร่วมทุนระดับอุดมศึกษา (University Holding Company Consortium: UHC) ซึ่งเป็นการประสานความร่วมมือเพื่อผลักดันการเติบโตอย่างเป็นระบบโดยมีกระแสเงินทุนเป็นแกนหลัก
ทั้งนี้ การตัดสินใจอัดฉีดเงินทุนไม่ว่าจะเป็นการเข้าซื้อหุ้นกู้ หุ้น IPO การลงทุนจากบริษัทร่วมทุน (VC) หรือการสนับสนุนงานวิจัยผ่าน University Holding ถือเป็นกระบวนการพิสูจน์และสะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนต่อศักยภาพการเติบโตของธุรกิจ ซึ่งความร่วมมือที่มีสายสัมพันธ์ทางเงินทุนเป็นตัวเชื่อมประสานนี้ถือเป็นมิติใหม่สำคัญของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินในประเทศไทย
ในส่วนของกองทุน PE Trust วงเงิน 1,000 ล้านบาท ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) จำนวน 300 ล้านบาท สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) จำนวน 300 ล้านบาท ร่วมด้วย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และพันธมิตรอื่นๆ ซึ่งนับเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญในการสร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ (New Growth Engine) ตั้งแต่ระดับงานวิจัยไปจนถึงการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยในส่วนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานและผู้เริ่มต้นโครงการ
ปัจจุบันกองทุน PE Trust อยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดตั้ง หลังได้รับการอนุมัติหลักการจาก CMDF และ NIA เรียบร้อยแล้ว
“แผนงานในไตรมาสที่ 4 จะเป็นการดำเนินการเปิดขอบเขตของงาน (TOR) ช่วงปลายเดือนนี้ถึงต้นเดือนหน้า เพื่อสรรหาผู้จัดการกองทุนให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน”นายประพันธ์ กล่าว
นายประพันธ์ กล่าวว่า รูปแบบการบริหารจัดการกองทุน PE Trust จะเป็นไปตามกลไกตลาด (Market Driveโดยผู้จัดการกองทุนจะมีภารกิจในการจัดทำสรุปนโยบายการลงทุน (Investment Policy) นโยบายการกำกับดูแล (Governance Policy) เสนอต่อผู้ลงทุน พร้อมระดมทุนให้ครบตามเป้าหมาย 1,000 ล้านบาท เพื่อเริ่มการลงทุนจริงในปีหน้า
โครงสร้างการลงทุนของกองทุน PE Trust จะมีระยะเวลาการลงทุนประมาณ 4 ปี มุ่งเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ อาทิ เทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร (Food Tech) เทคโนโลยีทางการแพทย์ (Health Tech) เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) รวมถึงเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) เพื่อเตรียมความพร้อมให้บริษัทพอร์ตโฟลิโอเข้าเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็น LiVE Exchange, mai หรือ SET
โดยวางรูปแบบการลงทุนลักษณะ Pre-IPO ซึ่งแบ่งกรอบเวลาออกเป็นระยะการลงทุน 4 ปีแรก และระยะการถอนทุน (Exit) ผ่านการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในอีก 4 ปีถัดไป
“จุดเด่นที่แตกต่างจากกองทุนทั่วไปคือการจัดตั้งทีมงานบุคลากรภายในที่มีความเชี่ยวชาญด้านวาณิชธนกิจ เพื่อทำหน้าที่บ่มเพาะและเตรียมความพร้อมแก่บริษัทเป้าหมายในการเข้าสู่ตลาดทุนโดยเฉพาะ”นายประพันธ์ กล่าว
นายประพันธ์ กล่าวว่า กองทุนตั้งเป้าหมายกรอบเงินลงทุนเฉลี่ย 50 ถึง 150 ล้านบาทต่อกิจการ ซึ่งจะสามารถเข้าลงทุนในบริษัทเป้าหมายได้ประมาณ 10 ถึง 15 บริษัท และคาดหวังว่าจะมีบริษัทที่ประสบความสำเร็จสามารถเข้าจดทะเบียน IPO ในตลาดหลักทรัพย์ได้ประมาณ 5 บริษัท
นายจักรชัย บุญยะวัตร ผู้จัดการกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) เปิดเผยว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับภารกิจหลักของ CMDF ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้แก่ตลาดทุนไทย เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันบนเวทีสากล โดยปัจจุบันบริษัทส่วนใหญ่ในประเทศไทยยังคงอยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม (Traditional Economy) ที่อาจปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของบริบทและแนวโน้มเศรษฐกิจโลก
ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องสร้างอุตสาหกรรมใหม่ในกลุ่ม New Economy อาทิ เทคโนโลยีทางการแพทย์ (Medical Technology) และอุตสาหกรรมชีวภาพและอาหาร (Bio-food) ซึ่งถือเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพสูง อย่างไรก็ตาม บริษัทเหล่านี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อ (SME) และกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีนวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์ ยังคงเผชิญความท้าทายสำคัญในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
คณะกรรมการกองทุน CMDF จึงได้พิจารณาจัดตั้งแหล่งเงินทุนผ่านเครื่องมือการลงทุนในรูปแบบ Private Equity Trust (PE Trust) เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ โดยความพิเศษของกองทุนนี้แตกต่างจากกองทุนอื่นในประเทศ เนื่องจากมีพันธมิตรจำกัดความรับผิด (Limited Partner หรือ LP) เข้ามาร่วมสนับสนุนและบ่มเพาะ (Grooming) ธุรกิจเป้าหมาย ทั้งในด้านการวางกลยุทธ์ การบริหารจัดการตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance) ตลอดจนการขยายขนาดธุรกิจและการระดมทุน ซึ่งเป็นการเข้าไปส่งเสริมตั้งแต่ต้นน้ำโดยไม่ต้องรอให้บริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน
สำหรับโครงสร้างของกองทุนดังกล่าวถูกกำหนดให้อีกรอบอายุกองทุนไว้ที่ประมาณ 8-10 ปี โดยช่วง 4 ปีแรกจะเป็นระยะเวลาของการลงทุน ซึ่งตั้งเป้าหมายระดมทุนจากนักลงทุนสถาบันให้ได้ขนาดกองทุน (Fund Size) ไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท โดยมีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่มโครงการ (Project Initiator) ร่วมกับ CMDF ในการเข้ามาเติมเต็มช่องว่างของตลาดทุนไทย ซึ่งอาศัยความเชี่ยวชาญของผู้บริหารในการพัฒนาและบ่มเพาะธุรกิจตลอดช่วงอายุการลงทุน ก่อนสร้างโอกาสในการนำบริษัทเข้ามาระดมทุนในตลาดเพื่อขยายขนาดการเติบโตต่อไป
การดำเนินโครงการดังกล่าวมุ่งหวังให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรมในการสร้างบริษัท New Economy ของคนไทยที่มีขนาดธุรกิจได้มาตรฐาน มีนวัตกรรมที่ตอบรับกับพลวัตเศรษฐกิจโลก และดำเนินธุรกิจตามกรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ESG) ซึ่งผ่านกระบวนการคัดกรองและการยื่นไฟลิ่งตามเกณฑ์ของสำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยเน้นการพัฒนาเพื่อเพิ่มความหลากหลายและยกระดับศักยภาพการแข่งขันของตลาดทุนไทยเป็นหลัก
นอกจากนี้ กองทุนเตรียมเปิดรับสมัครผู้จัดการกองทุน (Trust Manager) ผ่านทาง TOR บนเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและ CMDF ในช่วงปลายเดือนนี้ถึงต้นเดือนหน้า โดยเปิดกว้างให้ผู้ที่มีประสบการณ์และทีมงานผู้เชี่ยวชาญในการบ่มเพาะธุรกิจสตาร์ทอัพเข้าร่วมบริหารจัดการ โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นผู้บริหารกองทุนขนาดใหญ่ และให้ความสำคัญกับศักยภาพในการพัฒนาตลาดทุนมากกว่าจำนวนเงินทุนที่นำมาร่วมลงทุน ส่วนเกณฑ์ผลตอบแทนหรืออัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) จะเป็นไปตามมาตรฐานของตลาดโดยทั่วไป เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนาโครงสร้างตลาดทุนไทยในระยะยาว
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน ) กล่าวว่า ในหลายประเทศภาครัฐสามารถเข้าถือหุ้น (Take Equity) ในสตาร์ทอัพและกลุ่มเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ได้โดยตรง ทว่าในประเทศไทยกลับมีข้อจำกัดทางกฎหมายจำนวนมากที่ขัดขวางการดำเนินงานดังกล่าว ซึ่งความพยายามในการแก้ไขพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเพื่อปลดล็อกอุปสรรคนี้ได้ดำเนินมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งประสบผลสำเร็จในการปรับแก้ข้อความสำคัญอย่างรวดเร็ว
ส่งผลให้ NIA กลายเป็นหนึ่งในองค์การมหาชนแรกๆ ที่ได้รับสิทธิ์ในการถือหุ้นและเข้าร่วมลงทุนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยหากการลงทุนก่อให้เกิดกำไร เงินรายได้ทั้งหมดจะไม่ต้องนำส่งคลัง แต่จะหมุนเวียนกลับเข้าสู่กองทุนเพื่อนำไปสนับสนุนสตาร์ทอัพรายอื่นต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์ส่วนตน เพื่อให้เม็ดเงินคงอยู่ในระบบนิเวศนวัตกรรมอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขข้อกังขาเรื่องบทบาทและประสบการณ์ขององค์การมหาชนในด้านการลงทุน NIA จึงเลือกที่จะไม่ดำเนินงานโดยลำพัง แต่ได้ประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายสำคัญ ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) และ บพข. จากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
ยุทธศาสตร์สำคัญจะมุ่งเน้นไปที่การลงทุนในสตาร์ทอัพระยะเติบโต หรือ Series A ที่มีศักยภาพสูง (High Potential) และกลุ่ม Deep Tech เพื่อนำผลงานวิจัยนวัตกรรมออกสู่เชิงพาณิชย์ และผลักดันให้ก้าวไปสู่การเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ อาทิ AI, เทคโนโลยีทางการแพทย์ (Medical), Health & Wellness, เกษตรกรรม, พลังงาน ตลอดจนชิปประมวลผล (Semiconductor) โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการนำบริษัทเหล่านี้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อก้าวสู่การเป็น Unicorn ต่อไป
กระบวนการดังกล่าว ยังช่วยปิดช่องว่างและก้าวข้ามหุบเขาแห่งความตาย ในช่วงการเปลี่ยนผ่านระหว่างงานวิจัยสู่อุตสาหกรรม ซึ่งกลไกนี้เปิดกว้างสำหรับผู้ประกอบการทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นสตาร์ทอัพ SME หรือผู้ประกอบการนวัตกรรมไทย
ปัจจุบันโครงการได้รับความสนใจจากสถาบันการเงินและพันธมิตรหลายแห่ง รวมถึงการเปิดรับ Venture Capital (VC) และสถาบันอุดมศึกษาเข้าร่วมลงทุน ตลอดจนการขอความร่วมมือจากประชาชนในการสนับสนุนสินค้าและบริการนวัตกรรมไทยเพื่อสร้างตลาดภายในประเทศ การจัดตั้ง PE Trust ในครั้งนี้ถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นอย่างมีนัยสำคัญให้เกิดขึ้นในระบบนิเวศธุรกิจและตลาดทุน
สำหรับผู้ประกอบการที่อาจยังไม่ผ่านเกณฑ์เข้าสู่ PE Trust ดังกล่าว NIA ได้เตรียมกลไกการสนับสนุนรองรับไว้ตามลำดับขั้นผ่าน NIA Venture ซึ่งประกอบด้วยการลงทุนโดยตรงจาก NIA และการลงทุนผ่าน NIA Holding ร่วมกับมหาวิทยาลัย เพื่อบ่มเพาะธุรกิจที่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น
“ผู้ประกอบการควรทำการประเมินความพร้อมและระดับการเติบโต (Stage) ของตนเองว่าอยู่ในระดับ Series A แล้วหรือไม่ หากยังไม่ถึงเกณฑ์ก็สามารถใช้กลไกการบ่มเพาะขั้นอื่นของ NIA เพื่อเตรียมความพร้อม ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่การระดมทุนในระดับที่สูงขึ้นต่อไป”ดร.กริชผกา กล่าว
ทั้งนี้ ติดตามรายละเอียดของ PE Trust และการรับสมัคร Trust Manager ได้ที่เว็บไซต์ www.set.or.th และ www.cmdf.or.th หรือสอบถามเพิ่มเติมโทร SET Contact Center 0 2009 9999
