HoonSmart.com>> BBLAM ชู “พลังการลงทุนแบ่งปันสังคม” เปิดเส้นทาง 12 ปี “กองทุนรวม คนไทยใจดี” (BKIND) สนับสนุนภาคสังคมไปแล้วกว่า 71 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 53 ล้านบาท สร้างประโยชน์แก่ประชาชนและชุมชนทั่วประเทศมากกว่า 18 ล้านคน ชวน “คนไทยใจดี” ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลงทุน เพื่อสร้างความยั่งยืน ควบคู่การแสวงหาผลตอบแทนในระยะยาวจากหุ้นที่เน้น ESGC

ท่ามกลางกระแสการลงทุนที่มุ่งเน้น “ผลตอบแทน” เป็นหลัก บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด (BBLAM) ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของการลงทุน และมีส่วนร่วมต่อสังคมผ่าน “กองทุนรวม คนไทยใจดี” หรือ “BKIND” ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนต.ค.ปี 2557 นับเป็นกองทุนรวมกองแรก ซึ่งเน้นการลงทุนที่ให้ความสำคัญด้าน “สิ่งแวดล้อม สังคม บรรษัทภิบาลและต่อต้านคอรัปชั่น” (ESGC) ในตลาดหุ้นไทย
BBLAM ถือเป็นรายแรกในธุรกิจที่มอง “การลงทุน” สามารถสร้างโอกาสทางการเงินควบคู่กับการสร้างคุณค่าและผลกระทบเชิงบวกให้สังคมได้ จึงขับเคลื่อนเรื่องนี้และจัดตั้งกองทุน BKIND เพื่อเป็นตัวเชื่อม “ภาคสังคมกับภาคธุรกิจ” โดยผนึกกำลังกับมูลนิธิ “เพื่อคนไทย” และสถาบันเช้นจ์ ฟิวชัน จัดตั้งกองทุน BKIND นำเงิน 40% จากรายได้ในการจัดการกองทุน (Management Fee) ของมูลค่าเงินกองทุน BKIND นำไปสนับสนุนองค์กรไม่แสวงหากำไรและภาคสังคม โดยที่ผู้ถือหน่วยลงทุนไม่ได้จ่ายเงินเพิ่ม

12 ปี สนับสนุน 71 โครงการ สร้างประโยชน์ให้ผู้รับมากกว่า 18 ล้านคน
นายวิเชียร พงศธร ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท พรีเมียร์ ในฐานะประธานกรรมการ มูลนิธิยุวพัฒน์ ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกองทุน BKIND เปิดเผยถึงความสำเร็จของกองทุนว่า ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา กองทุน BKIND ได้สนับสนุนโครงการสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันกองทุนได้สนับสนุนแล้ว 71 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 53 ล้านบาท ครอบคลุมด้านการศึกษา เด็กและเยาวชน สุขภาพ สิ่งแวดล้อม การพัฒนาอาชีพ ผู้พิการ ผู้สูงอายุ การพัฒนาชุมชน และการส่งเสริมความโปร่งใสในสังคม
“ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา โครงการที่ได้รับการสนับสนุนได้สร้างประโยชน์แก่ประชาชนและชุมชนทั่วประเทศรวมกว่า 18 ล้านคน”ประธานกรรมการ มูลนิธิยุวพัฒน์ กล่าว
โครงการต่างๆ ที่ BKIND สนับสนุนผ่านการคัดสรรจากคณะทำงานและผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีการจัดการอย่างเป็นระบบ มีตัวแทนจาก BBLAM และภาคสังคม อาทิ สถาบันเช้นจ์ ฟิวชัน, มูลนิธิยุวพัฒน์ ร่วมพิจารณาโครงการ
ขับเคลื่อน BKIND สู่ภาคสังคมผ่าน 3 กลยุทธ์
แนวทางการคัดเลือกโครงการพิจารณาจาก 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่
1.Quick Win กลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือแบบเร่งด่วน เห็นผลเร็ว เช่น “โครงการผ่าตัดปากแหว่งเพดานโหว่”สำหรับเด็ก
2.Leverage โครงการที่มีอยู่แล้วสามารถขยายผล และต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในอนาคตได้ เช่น “Food for Good” ที่ไม่ได้เพียงบริจาคเงินเพื่อซื้ออาหาร แต่เข้าไปสนับสนุนการอบรมพัฒนาทักษะให้คุณครู ส่งเสริมความรู้ด้านอาหารและโภชนาการแก่คุณครู เพื่อแก้ปัญหาเด็กไทยขาดสารอาหาร พร้อมพัฒนาแหล่งอาหารกลางวันของโรงเรียน ซึ่งเด็กๆ ในโรงเรียนมีการปลูกผัก โดยการคัดเลือกโครงการจะเปิดรับสมัครโรงเรียนที่มีความตั้งใจจริงที่จะทำ ทำให้ทำกองทุนมั่นใจได้ว่าเงินที่ส่งไปนั้นเกิดประสิทธิภาพจริง
3.Platform สนับสนุนโครงการที่สามารถพัฒนาขึ้นมาและต่อย่อดไปได้ต่อเนื่อง เช่น “โครงการ ครูนางฟ้า” สร้างโมเดลเพื่อเอาไปใช้และทำได้ต่อเนื่อง , โครงการที่สร้าง platform ในการดูแลระบบโครงข่ายในกรุงเทพฯ, “โครงการ Forest Guard” นำงานวิจัย นวัตกรรม และกล้องสำรวจพื้นที่มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเจ้าหน้าที่ในการเฝ้าระวังไฟป่าและแก้ปัญหา PM 2.5 ในภาคเหนือ

นายวิเชียร กล่าวว่า บางโครงการก็ให้การสนับสนุนมากกว่า 1 ครั้ง อย่าง “Food for Good” ซึ่งโครงการได้ขยายด้วยตัวเองอีกหลายเท่า มีภาคธุรกิจ ภาคประชาชนและบุคคลมาสนับสนุนเพิ่มเติม เพราะประเด็นชัดเจนเรื่องของโภขนาการของเด็กสำคัญ
กรณีข่าวเด็กมีการยิงในโรงเรียน มาจากสภาพทางจิตใจของเด็กจนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ จนเกิดเหตุร้ายแรง ซึ่งโครงการที่เกี่ยวข้องกับเด็กที่กองทุนสนับสนุนอย่าง “โครงการครูนางฟ้า” จากจุดริเริ่มโดยรองผู้อำนวยการโรงพยาบาล จ.เพชรบูรณ์ ที่เป็นโรงพยาบาลรัฐ เวลาปปส.ปราบปรามยาเสพติด จะส่งคนที่มีทั้งเด็ก เยาวชนมาตรวจเพื่อบำบัด คุณหมอจึงตั้งโครงการเพื่อเข้าไปคัดกรอง ให้คำปรึกษา และบำบัดเยาวชนกลุ่มเสี่ยงด้านยาเสพติดและสุขภาพจิตในโรงเรียน ซึ่งมีคุณครูเป็นตัวกลาง จนถึงตอนนี้มีครูเข้าร่วมเกือบ 1,000 คน และช่วยให้เด็กเข้าถึงการดูแลนับแสนคน ซึ่งเท่าที่ทราบยังไม่พอ เพราะปัญหายาเสพติดมีจำนวนมาก รวมถึงปัญหาบูลลี่ ซึ่งประเทศไทยติดอันดับต้นๆ ของโลก
นายวิเชียร กล่าวว่า กองทุน BKIND ถือเป็นรูปแบบที่เป็นนวัตกรรม นำเรื่องผลกำไรของการลงทุน และกำไรด้านสังคมมาเป็นเรื่องที่สอดคล้องกัน เสริมซึ่งกันและกัน ซึ่ง BBLAM เป็นผู้นำในเรื่องนี้และได้รับความน่าสนใจมาตลอด 12 ปี จากองค์กรระหว่างประเทศ อย่าง UNDP และองค์กรด้านสังคมในต่างประเทศ ที่ตนเองได้เป็นตัวแทนก็จะได้รับการเชิญชวนให้ไปเล่าเรื่องนี้ในต่างประเทศ ถือเป็นนวัตกรรมที่ได้รับความสนใจอย่างยิ่ง
นอกจากนั้นหลังจากกองทุน BKIND เปิดดำเนินการมาระยะหนึ่ง BBLAM ได้เชิญชวน 10 บลจ. ตัดตั้งรูปแบบกองทุนเช่นเดียวกับ BKIND โดยร่วมจัดตั้งกองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย (CG Fund) เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลไทย และจัดสรรรายได้จากการบริหารจัดการกองทุนมอบให้องค์กรหรือโครงการต่อต้านคอร์รัปชันในประเทศไทย หวังให้ระบบนิเวศน์ของการทำงานร่วมกันของคนในตลาดทุน ผู้ลงทุน ที่เป็นช่องทางลงทุนสร้างผลกำไรเป็นเงินและผลกระทบต่อสังคมด้วยเช่นกัน
“BKIND เป็นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนโดยรวม ทั้งที่เป็นตัวเงินและผลตอบแทนต่อสังคมที่น่าจะหาตัวเปรียบยาก มีระบบการบริหารจัดการอย่างดี มีการรายงานผล ติดตามผลเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันผู้ลงทุนก็ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน ความคุ่มค่าเป็นทางเลือกที่เหมะสมและหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนมากขึ้นและมีรูปแบบนี้เกิดขึ้นอีกในสังคมเราและในสากลด้วย”นายวิเชียร กล่าว
พร้อมกับกล่าวว่า ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา รู้สึกดีใจที่มีโอกาสร่วมมือกับภาคตลาดทุนและร่วมมือกับ BBLAM ในการจัดตั้งกองทุน BKIND เพื่อขับเคลื่อนงานด้านสังคมมาอย่างต่อเนื่อง 12 ปีที่่ผานมา ซึ่งเห็นพัฒนาการจากกรรมการกองทุนที่ทำงานร่วมกันให้ความใส่ใจในการเลือกลงทุนและการสนับสนุนองค์กรทางสังคม พร้อมทั้งประเมินผลว่าเงินสนับสนุนที่ส่งไปยังองค์กรเพื่อสังคมต่างๆ นั้นสามารถช่วยให้องค์กรอยู่อย่างยั่งยืนต่อไปได้หรือไม่ได้
ทางภาคสังคมเองมีโอกาสช่วยกันทำกับสถาบันเช้นจ์ ฟิวชัน ผลลัพธ์ก็เป็นที่ประจักษ์ ซึ่งเราไม่ได้ทำเฉพาะ output outcome เราทำกิจกรรมดี ๆ สนับสนุนเรื่องดีๆ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ดี ๆ คำนึงถึงผู้รับประโยชน์เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเด็ก คนชรา คนพิการ ประเด็นสุขภาพ สิ่งแวดล้อม เรื่องป่า ซึ่งทุกคนก็มุ่งเป้าไปสู่การสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้กับสังคมถือเป็นเรื่องที่ดี น่าดีใจ และสม่ำเสมอมาโดยตลอด
“จากรูปแบบของกองทุน BKIND ผมรู้สึกว่าน่าจะมีมากกว่านี้ อยากมีคู่แข่งเยอะ ๆ แต่ตอนนี้คู่แข่งน้อยไป กองทุนที๋โฟกัสสังคมซึ่งนอกจาก BKIND แล้ว มีเพียงกองทุน CG Fund ซึ่งขยายผลขึ้นมาอีกระดับหนึ่งจาก BKIND ซึ่งคาดหวังว่ากองทุน BKIND หรือกองทุนที่เป็นนวัตกรรมเพื่อการร่วมกันลงทุน เพื่อทำให้สังคมมีความเข้มแข็งขึ้น จะมีกองทุนใหม่ๆ ออกมา ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ได้ทิ้งในเรื่องของผลตอบแทนของกองทุน” นายวิเชียร กล่าว
พร้อมกับมองว่า เราไม่ควรเป็นผู้เล่นคนในเดียวในระบบนิเวศน์ อุตสาหกรรมควรช่วยกันสร้างเสริมสังคมให้แข็งแรง กรณี PM 2.5 ต้นตอของปัญหาหากมีการแก้ไข ดีกว่ามาคอยดูเดือนม.ค., ก.พ. อากาศจะมีสีอะไรแล้วเมื่อไรปัญหาจะหมดไป ทั้งที่ผลกระทบรุนแรงต่อชีวิตและสุขภาพ หากสะสมไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องทุกคนควรมีส่วนร่วม เพราะกระทบต่อเราทุกคน
กรณีการศึกษาของเด็กที่หลุดจากระบบ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทั้งที่เด็กควรสร้างผลิตให้สังคมส่งเสริมเศรษฐกิจดีขึ้น หากเราไม่แก้ปัญหาตรงนี้ก็จะติดกับจึงมองเป็นเรื่องของเราทุกคน ไม่มีรัฐบาลไหนที่จัดการเรื่องนี้ ต่อให้มีความตั้งใจ แม้ประเทศที่พัฒนาแล้วก็ต้องอาศัยภาคประชาชน เช่น สแกนดิเนเวีย ที่มีฐานะมั่งคง ภาคประชาชน สังคมและภาคธุรกิจก็เข้ามาร่วมกัน เป็นต้น เราก็ต้องสร้างให้เป็นเรื่องปกติของเราทุกคนให้มีส่วนร่วม เพราะคนเดียวทำไม่ไหว ดังนั้นการสร้างระบบแบบนี้ หากหนึ่งบริษัท ทำให้มีผู้ลงทุนหลายพันคนมีส่วนร่วมได้ ก็ช่วยเหลือคนหลายล้านคนได้ ทำให้นิเวศน์ของเรามีความแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ
นายวิเชียร กล่าวอีกว่า ปัจจุบันยังมีโครงการทางสังคม รอการสนับสนุนเงินอยู่จำนวนมาก สิ่งที่อยากเห็นคือ พอร์ตการลงทุนของคนทั่วไปแบ่งเงินส่วนหนึ่งลงทุนในกองทุน BKIND เพื่อมีส่วนร่วมสนับสนุนทางสังคมยั่งยืน นอกเหนือไปจากการฝากเงิน ซื้อพันธบัตร กองทุนรวม ทองและหุ้น

จังหวะหุ้นไทยฟื้น ชวนลงทุนเพื่อแบ่งปันสังคมยั่งยืน
นายเสกสรร โตวิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หน่วยงานสื่อสารการตลาด BBLAM กล่าวว่า ปัจจุบันกองทุน BKIND มีมูลค่าทรัพย์สุทธิ 318 ล้านบาท (NAV อยู่ที่ประมาณ 12.6 บาทต่อหน่วย) มูลค่าลดลงเนื่องจากช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยอยู่ในภาวะซบเซา ส่งผลให้ความน่าสนใจของกองทุนลดลง ทำให้เงินสนับสนุนโครงการเพื่อสังคมลดลงตามไปด้วย ในจังหวะที่ตลาดหุ้นไทยเริ่มฟื้นตัวและผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว จึงเป็นจังหวะในการกลับมาสื่อสารและสร้างความเข้าใจในการดำเนินงานของกองทุน BKIND ต่อภาคสังคม เพราะหากมีเม็ดเงินเข้าลงทุน BKIND มากขึ้น ก็นำไปสนับสนุนโครงการสังคมได้มากขึ้นเช่นกัน
“กลไกการจัดสรรเงินของกองทุน BKIND นำ 40% ของค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุนมาบริจาคเพื่อสังคม ยกตัวอย่าง เงินลงทุน 10,000 บาท มีค่าธรรมเนียม 1.5% เท่ากับ 150 บาท ซึ่ง 40% หรือ 60 บาทจะถูกนำไปสนับสนุนโครงการเพื่อสังคม แม้เงินจากนักลงทุนแต่ละรายอาจดูไม่มาก แต่เมื่อรวมกันหลายๆ คนจากกองทุนสามารถสร้างพลังและผลต่อสังคมได้อย่างมีนัยสำคัญ ในระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมามีผู้ได้ประโยชน์จากการสนับสนุนเม็ดเงินจาก BKIND มากกว่า 18 ล้านคน”นายเสกสรร กล่าว
สำหรับพอร์ตการลงทุนของกองทุน BKIND เน้นลงทุนหุ้นไทยที่ให้ความสำคัญเรื่อง ESG โดยเฉพาะเรื่องของธรรมาภิบาล (Governance) และปัจจุบันลงทุนหุ้นต่างประเทศ 20% เพื่อเพิ่มโอกาสและกระจายความเสี่ยง
ด้านผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน BKIND (ข้อมูล ณ 31 ก.ค.2569) ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่ 30.61% ย้อนหลัง 6 เดือนอยู่ที่ 23.15% และ YTD อยู่ที่ 25.56% ในขณะที่ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี อยู่ที่ 5.71% ต่อปี ย้อนหลัง 5 ปีอยู่ที่ 5.76% ต่อปีและย้อนหลัง 10 ปี อยู่ที่ 1.91% ต่อปี
สุดท้าย BBLAM เชื่อว่า ความสำเร็จของการลงทุนในระยะยาว ไม่ควรวัดเพียงผลตอบแทนทางการเงิน แต่ควรรวมถึงคุณค่าที่ส่งต่อกลับสู่สังคมและประเทศด้วย โดยกองทุน BKIND เป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงการลงทุนเข้ากับการสร้างประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนว่า การลงทุนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกและความยั่งยืนให้แก่ตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันได้ในระยะยาว
