“สรรพากร”เก็บภาษีทะลุ 2.16 ล้านล้าน มั่นใจปี’69 เกินเป้า-ปี’70 แตะ 2.5 ล้านล้าน

HoonSmart.com>>กรมสรรพากร เปิดผลจัดเก็บภาษี 11 เดือนทะลุ 2.16 ล้านล้านบาท มั่นใจปีงบ’69 เกินเป้า 2% จบที่ 2.44 ล้านล้านบาท ผลภาษีกำไรบจ.- ราคาน้ำมันโต – ดึงผู้ค้าออนไลน์ เอสเอ็มอี มีแผน IPO เข้าสู่ระบบเพิ่มกว่า 5.6 หมื่นราย ตั้งเป้าปี’70 เก็บรายได้โตแตะ  2.5 ล้านล้านบาท 

นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผย “ผลการปฏิบัติราชการของกรมสรรพากรประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ” ว่าเป็นอีกปีหนึ่งที่มีความสำเร็จทั้งในการจัดเก็บรายได้และการนำเสนอมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศ

ในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (ตุลาคม 2568 – สิงหาคม 2569) กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บภาษีสะสมได้สูงถึง 2,162,122 ล้านบาท คิดเป็น 88.35% ของประมาณการรายได้ทั้งปีงบประมาณที่กำหนดไว้ 2,447,100 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 144,373 ล้านบาท หรือ 7.2% และสูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 77,236 ล้านบาท หรือ 3.7%

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบผลการจัดเก็บภาษีหลักในช่วง 11 เดือนแรกกับช่วงเดียวกันของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 รวมถึงเปรียบเทียบกับประมาณการ พบว่าตัวเลขการจัดเก็บมีการเติบโตเป็นบวกในทุกหมวดหมู่

กลุ่มภาษีเงินได้ ซึ่งเป็นภาษีทางตรง ประกอบด้วย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ถือเป็นแหล่งรายได้หลักโดยมีสัดส่วนรวมกันประมาณ 50% ของรายได้ทั้งหมด

สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีผู้ยื่นแบบชำระภาษีเติบโตเฉลี่ยประมาณ 5% โดยมีผู้ยื่นแบบเพิ่มขึ้นราว 400,000–500,000 คน จากฐานผู้เสียภาษีเดิมประมาณ 12 ล้านคน

ภาษีเงินได้นิติบุคคลได้รับอานิสงส์จากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจพลังงาน เพิ่มขึ้นอย่างมาก

ขณะที่ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มีสัดส่วนรองลงมาที่ประมาณ 45% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนหลักจากการนำเข้าสินค้าและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าได้ประมาณ 380,000 ล้านบาท และภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศประมาณ 600,000 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโต 30%–40% ส่วนที่เหลือเป็นรายได้จากอากรแสตมป์ ภาษีการรับมรดก และภาษีธุรกิจเฉพาะ

“ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม กรมสรรพากรยังคงติดตามสถานะและประสานงานกับกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินสถานการณ์การขุดเจาะและทิศทางราคาพลังงานอย่างต่อเนื่อง”นายสมศักดิ์ กล่าว

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ​เมื่อพิจารณาเฉพาะผลการจัดเก็บภาษีในช่วง 4 เดือน (พฤษภาคม – สิงหาคม 2569) กรมสรรพากรจัดเก็บรายได้รวม 977,632 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 98,294 ล้านบาท หรือ 11.2% และสูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 53,955 ล้านบาท หรือ 5.8%

แม้ว่ารายได้จากภาษีเงินได้ปิโตรเลียมจะได้รับผลกระทบจากผลการดำเนินงานของปีก่อนหน้าและการปรับใช้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) รวมถึงภาษีธุรกิจเฉพาะที่ชะลอตัวลงเล็กน้อยก็ตาม

“กรมสรรพากรมีความมั่นใจว่าการจัดเก็บรายได้ในเดือนกันยายน ที่เป็นเดือนสุดท้ายของปีงบประมาณจะดำเนินการได้ตามเป้าหมาย และส่งผลให้ภาพรวมผลการจัดเก็บรายได้ทั้งปีงบประมาณ พ.ศ. 2569  เติบโตสูงกว่าปี 2568 และสูงกว่าตัวเลขประมาณการที่ตั้งไว 2,447,100 ล้านบาท ได้อย่างแน่นอน โดยคาดว่าจะเกินเป้าหมายราว 40,000–50,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 2%”นายสมศักดิ์ กล่าว

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า การจัดเก็บรายได้ที่ทะลุเป้าหมายนี้เป็นผลมาจากการดำเนินกลยุทธ์การจัดเก็บภาษีเชิงรุกผ่านการนำเทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง (Data Analytics) และเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology) มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ

ควบคู่ไปกับอานิสงส์ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐที่ส่งผลให้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนภายในประเทศขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

นอกเหนือจากการจัดเก็บรายได้แล้ว กรมสรรพากร ยังได้เพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการเพื่อบรรเทาภาระในภาวะที่เศรษฐกิจผันผวนจากปัจจัยภายนอก ด้วยการคืนภาษีแบบ Fast Track ผ่านการพิจารณาจากส่วนกลางโดยตรง ซึ่งในส่วนของภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ดำเนินการคืนภาษีในระบบ Fast Track ไปแล้วประมาณ 40,000–50,000 ล้านบาท

พร้อมทั้งมีระบบการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการส่งออกที่ดีและผู้ประกอบการส่งออกขึ้นทะเบียนภายในระยะเวลา 30 วัน ถึง 60 วันตามหลักเกณฑ์ของแต่ละกลุ่ม  เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการเสริมสร้างศักยภาพการดำเนินธุรกิจ

​ในด้านการสร้างความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีและการขยายฐานภาษีไปสู่ผู้ประกอบการนอกระบบ ได้ใช้วิธีลงพื้นที่สำรวจสถานประกอบการทางกายภาพ ควบคู่กับการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ตรวจสอบข้อมูลการค้าผ่านแพลตฟอร์ม เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน เพื่อสำรวจผู้ค้าออนไลน์

ส่งผลให้ตลอด 11 เดือนของปีงบประมาณ 2569 สามารถนำผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาในระบบได้เพิ่มขึ้น 173,579 ราย ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของทั้งปีงบประมาณที่กำหนดไว้ที่ 149,026 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ประกอบการออนไลน์จำนวน 56,091 ราย ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 55,125 ราย ซึ่งกรมสรรพากรจะยังคงดำเนินการสำรวจอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดดิจิทัล

“ยืนยันว่ากรมสรรพากร ไม่ได้นำฐานข้อมูลของผู้ค้าที่เข้าร่วมโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐมาใช้เป็นเครื่องมือในการไล่ตรวจสอบภาษีย้อนหลัง แต่การเข้ามาอยู่ในระบบที่เพิ่มขึ้นเกิดจากผู้ประกอบการรุ่นใหม่และ SMEs มีความตระหนักและสมัครใจเข้ามาขอคำแนะนำเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ (mai)”นายสมศักดิ์ กล่าว

​นายสมศักดิ์ สรุปผลการยกระดับงานบริการและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ว่า กรมสรรพากรได้พัฒนาระบบนิเวศทางภาษีเพื่อตอบโจทย์ผู้เสียภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยพบบันทึกการยื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่านระบบ e-Filing คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 96.05% ของการยื่นแบบทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 94.52% ในปี 2568 ซึ่งเป็นผลมาจากการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภายนอกเพื่อจัดเตรียมข้อมูลภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำเร็จรูป (Pre-fill) ผ่านระบบ D-MyTax

ขณะที่การใช้งานระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt มีผู้ประกอบการเข้าใช้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 22,259 ราย หรือเติบโต 26.90% ครอบคลุมสถานประกอบการ 207,965 แห่ง เพิ่มขึ้น 4.42%

ด้านระบบ e-Withholding Tax มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 20,240 ราย หรือเติบโต 15.76%

นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมสรรพากรยังได้ขยายการบริการดิจิทัลใหม่ๆ อาทิ การยื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่าน Open API สำหรับแบบ ภ.ง.ด.90, ภ.ง.ด.91, ภ.ง.ด.54, ภ.พ.30 และ ภ.พ.36

การขยายบริการ e-Stamp Duty สำหรับตราสารกระดาษ (อ.ส.4, อ.ส.4ก, อ.ส.4ข) ผ่านเว็บไซต์และ Open API รวมถึงการเปิดให้บริการ e-Filing สำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีการรับมรดก (ภ.ม.60)

ด้านบทบาทด้านนโยบายภาษีเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ได้ออกมาตรการภาษีตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงการคลัง เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลากหลายมิติ อาทิ

การส่งเสริมระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์โดยอนุญาตให้นำรายจ่ายจากการใช้ระบบ e-Tax Invoice และ e-Withholding Tax มาหักลดหย่อนได้ 2 เท่า พร้อมลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายเหลือ 1% สำหรับผู้ใช้ระบบ e-Withholding Tax เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของ SMEs

การส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ด้านการศึกษา และกีฬา ด้วยการขยายระยะเวลาการหักลดหย่อนและหักรายจ่ายเงินบริจาคด้านการศึกษาและการกีฬาผ่านระบบ e-Donation ให้แก่องค์กรกีฬาระดับประเทศและระดับจังหวัดได้ 2 เท่า ออกไปอีก 3 ปี

รวมถึงปรับปรุงมาตรการภาษีสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) และกองทุนส่งเสริม SE, มาตรการส่งเสริมพลังงานทดแทนในครัวเรือนโดยอนุญาตให้หักลดหย่อนค่าซื้อและติดตั้ง Solar Rooftop ตามจริงสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท,

การหักค่าใช้จ่ายลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์อนุรักษ์พลังงานประสิทธิภาพสูง (ฉลาก 5 ดาว) ได้ 1.5 เท่า รวมถึงมาตรการภาษีสนับสนุนการซื้องานศิลปะด้านทัศนศิลป์ตามจริงสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีภาษี ซึ่งสามารถใช้สิทธิได้จนถึงปีภาษี 2571

ในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมสรรพากรในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบ Committee on Fiscal Affairs (CFA) ของ OECD เป็นหน่วยงานแรกของประเทศไทยที่ได้รับ Technical Opinion จาก Working Party ภายใต้คณะกรรมการของ OECD

นอกจากนี้ยังมีความก้าวหน้าในการยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งการลงนามในความตกลงพหุภาคีเพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูล GloBE Information Return (GIR MCAA)

สำหรับใช้จัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม (Top-Up Tax), การผ่านการประเมินการรักษาความลับและความปลอดภัยของข้อมูลภาษีที่ได้รับจากต่างประเทศโดยคณะผู้ประเมินจาก Global Forum on Transparency and Exchange of Information for Tax Purposes ของ OECD,

การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ National Tax Service (NTS) ของสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกัน การพัฒนาบุคลากร และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ตลอดจนการเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในเวทีระหว่างประเทศร่วมกับองค์การสหประชาชาติ (UN), ธนาคารโลก (World Bank), ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และ USTDA

ด้านการกำกับดูแลเรื่องภาษีเกี่ยวกับวัด ที่ปี 2569 เป็นปีแรกที่กรมสรรพากรเริ่มบังคับใช้เงื่อนไขให้องค์กรสาธารณกุศล ไม่ว่าจะเป็นวัด มูลนิธิ หรือสมาคม ต้องรับเงินบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) เท่านั้น จึงจะสามารถนำไปใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้ โดยในปัจจุบันมีศาสนสถานทุกศาสนาลงทะเบียนในระบบ e-Donation แล้วประมาณ 46,000 แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้เป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธประมาณ 43,000 แห่ง จากจำนวนวัดทั่วประเทศที่มีอยู่ราว 45,000 แห่ง คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ส่วนศาสนสถานหรือสำนักสงฆ์ที่ยังไม่ได้เข้าร่วมระบบนั้นยังคงมีอยู่เพียงบางส่วน

​”วัดยังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอากรอย่างถูกต้อง โดยในกรณีที่วัดมีการจ่ายเงินค่าก่อสร้างหรือค่าเช่าใดๆ วัดยังคงมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามที่กฎหมายกำหนด โดยมีการประสานงานกับทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบ e-Donation รวมถึงหน้าที่ของวัดในการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอย่างถูกต้อง”นายสมศักดิ์ กล่าว

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ผู้บริจาคที่ไม่ได้บริจาคผ่านระบบ e-Donation จะไม่สามารถนำยอดบริจาคมาใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีในการคำนวณภาษีประจำปีได้

​สำหรับ ปี 2568 ที่ผ่านมา มียอดการบริจาคผ่านระบบ e-Donation รวมทั้งสิ้น 34,000 ล้านบาท ขณะที่ยอดบริจาคสะสมล่าสุดในปีนี้มีจำนวนรวมแล้วประมาณ 23,000 ล้านบาท

นายสมศักดิ์ กล่าวถึง เป้าหมายการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2570 ตั้งเป้าหมายการจัดเก็บภาษีไว้ที่ประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท โดยมั่นใจว่าจะสามารถจัดเก็บรายได้บรรลุเป้าหมายได้อย่างแน่นอน ด้วยความพร้อมของระบบและฐานข้อมูล

ทั้งนี้ กรมสรรพากรเน้นย้ำยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษีตามสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ มากกว่าการอิงตัวเลขประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) เพียงอย่างเดียว เนื่องจากประมาณการเป็นการคำนวณล่วงหน้า ขณะที่ยอดจัดเก็บจริงขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจ ณ เวลานั้นๆ

“ณ วันที่เราประมาณการการจัดเก็บภาษีปี’70 เราทำ ณ ราคาน้ำมันอยู่ที่ 63 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล วันนี้ราคา น้ำมันขึ้นมา 100 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะมีผลต่อการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม และไม่รวมเรื่องสิทธิลดหย่อนภาษีจากกองทุนทิสาที่กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาอยู่ ที่จะส่งผลกระทบเฉพาะกลุ่มภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และไม่รวมการลงทุนใหม่ที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ”นายสมศักดิ์ กล่าว

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า สิทธิประโยชน์การลงทุนใหม่จาก BOI จะยังไม่กระทบต่อการจัดเก็บภาษีในทันทีเนื่องจากได้รับการยกเว้นภาษีในช่วง 8 ปีแรก โดยกรมสรรพากรจะมุ่งติดตามกลุ่มผู้ประกอบการที่จะหมดสิทธิประโยชน์ตั้งแต่ปีที่ 9 เป็นต้นไปเพื่อนำเข้าสู่ฐานภาษีปกติ

​ด้านการปรับปรุงกฎหมายภาษีการเดินทางต่างประเทศ (พ.ร.ก. ปี 2526) เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทกฎหมาย รัฐธรรมนูญ และหลักความเท่าเทียม อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียด โดยหากมีการปรับปรุงจะต้องเสนอเป็นพระราชบัญญัติต่อไป

ทั้งนี้ นายสมศักดิ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร กรมสรรพากร ได้ร่วมยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติพันธกิจ “จัดเก็บภาษีตรงเป้า นโยบายตรงกลุ่ม บริการตรงใจ” เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ในการเป็น “องค์กรชั้นนำที่จัดเก็บภาษีอย่างโปร่งใส เป็นธรรม ด้วยนวัตกรรมและบุคลากรคุณภาพ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการคลัง”

พร้อมเน้นย้ำการจัดเก็บภาษีให้สอดคล้องตามสภาพความเป็นจริงของกิจการ และการร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการปลูกฝังเยาวชนให้ตระหนักถึงหน้าที่ในการเสียภาษีอย่างถูกต้อง เพื่อร่วมสร้างความมั่นคงทางการคลังแก่ประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป