ดาวโจนส์ปิดร่วง 316 จุด วิตกเงินเฟ้อ ราคาน้ำมันพุ่ง

HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯทั้งสามดัชนีหลักปิดลบ ดาวโจนส์ร่วง 316 จุด หลังดัชนีผู้ผลิต PPI -ราคาน้ำมันพุ่งกว่า 6% WTI ทะลุ 100 ดอลลาร์ เบรนท์แตะ 107 ดอลลาร์ หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ กังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ยสัปดาห์หน้า ด้านบอนด์ยีลด์พุ่ง ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบที่ระดับต่ำสุดรอบ 2 เดือน

ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 10 กันยายน 2569 ปิดลบ หลังจากข้อมูลราคาผู้ผลิตประจำเดือนสิงหาคมและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อทำให้เกิดความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้า ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรกระทรวงการคลังที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้หุ้นมีความน่าสนใจน้อยลง

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average ปิดที่ 52,064.10 จุด ลดลง 316.56 จุด, -0.60%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,591.70 จุด ลดลง 44.66 จุด, -0.58%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,081.73 จุด ลดลง 171.62 จุด, -0.65%

กระทรวงแรงงานรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนสิงหาคม โดย ดัชนี PPI ทั่วไป (Headline PPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 5.4% เมื่อเทียบรายปี สูงกว่า 5.3% ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ส่วนเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PPI ทั่วไป เพิ่มขึ้น 0.4% สอดคล้องการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

ดัชนี PPI พื้นฐาน (Core PPI) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 4.6% เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PPI พื้นฐาน เพิ่มขึ้น 0.2% ต่ำกว่า 0.3% ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์

นอกจากนี้ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นยังคงกดดันบรรยากาศการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 7 โดยราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐฯ ปิดตลาดที่ระดับ 102.48 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 6.7% ส่วนสัญญาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้น 5.9% มาปิดที่ระดับ 107.63 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับราคาปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคมสำหรับน้ำมันดิบทั้งสองประเภท

ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นซ้ำเติมความกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้อและยิ่งเพิ่มการคาดการณ์ว่า เฟด จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายการเงินในวันพุธนี้ นับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวสูงขึ้น 52.9% และปรับตัวขึ้น 78.5% นับตั้งแต่ต้นปี

ข้อมูลจากเครื่องมือ CME FedWatch บ่งชี้ว่า ขณะนี้บรรดาเทรดเดอร์มองว่ามีโอกาส 70% ที่ เฟด จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในสัปดาห์หน้า ซึ่งเพิ่มขึ้นจากประมาณ 64%
ก่อนที่จะมีการเปิดเผยรายงานเมื่อวันพฤหัสบดี

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 19 ปี และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีก็ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปีเช่นกัน

รอสส์ เมย์ฟิลด์ นักวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนจากบริษัท Baird กล่าวว่า อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรระยะสั้นปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจาก เฟด มีแนวโน้มจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ส่วนอัตราผลตอบแทนของพันธัตรระยะยาวที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้น เป็นผลมาจากประเด็นเรื่องหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณ รวมถึงภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูงและลดลงได้ยาก

อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นส่งผลลบต่อตลาดหุ้น โดยทำให้มูลค่าของสินทรัพย์ลดลง อีกทั้งยังเพิ่มต้นทุนในการดำเนินธุรกิจและเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตของผู้บริโภค

ดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรม 9 ใน 11 กลุ่มของ S&P 500 ปรับตัวลง โดยกลุ่มวัสดุ ปรับตัวลงมากที่สุดที่ 1.45% ตามด้วยกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศที่ลดลง 0.91%

หุ้นกลุ่มชิปที่มีค่าเบต้าสูง (High-beta: ค่าBetaบอกความผันผวนของราคาหุ้นเทียบตลาด) ซึ่งเคยเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดขาขึ้นต่างปรับตัวลดลง ท่ามกลางความกังวลว่าอัตราดอกเบี้ยและราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัว โดยหุ้น Intel ปรับตัวลง 5.6% และ Micron Technology ร่วงลง 4.7%

หุ้นกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ (Hyperscalers) อย่าง Alphabet และ Microsoft ปิดตลาดโดยปรับตัวขึ้นไม่ถึง 1% ส่วนหุ้น Apple พุ่งขึ้น 3.6% หลังจากประสบความสำเร็จในการเปิดตัวสมาร์ตโฟนแบบพับได้รุ่นแรกของบริษัท

หุ้น Macy’s ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าร่วงลง 4.7% แม้ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการประจำปี แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะสร้างความประทับใจให้กับนักลงทุน

ส่วนหุ้น American Eagle Outfitters ผู้ผลิตเครื่องแต่งกายร่วงลง 14% สู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม เนื่องจากได้ยืนยันการคาดการณ์ยอดขายเทียบเคียงประจำปีอีกครั้ง ท่ามกลางการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นที่ผันผวน

นักลงทุนจับตาการรายงานดัชนีผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้อย่างใกล้ชิด

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจอื่นที่มีการรายงาน กระทรวงแรงงานรายจำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 1,000 ราย สู่ระดับ 206,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว แต่สูงกว่า 205,000 รายที่นักวิเคราะห์คาด

สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติ (NAR) รายงาน ยอดขายบ้านมือสองเดือนสิงหาคม ลดลง 2.0% เมื่อเทียบรายเดือน สู่ระดับ 3.98 ล้านยูนิต ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2025 แต่สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ เมื่อเทียบรายปี ยอดขายบ้านลดลง 1.2%

ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบที่ระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน ท่ามกลางความคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก หลังจากที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ปรับขึ้นต้นทุนการกู้ยืมและเตือนถึงภาวะเงินเฟ้อที่อาจพุ่งสูงขึ้น อันเป็นผลมาจากวิกฤติราคาพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม

ดัชนี STOXX 600 ของยุโรปปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม โดยตลาดหุ้นหลักส่วนใหญ่ในภูมิภาคต่างก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 635.97 จุด ลดลง 4.44 จุด, -0.69%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,608.92 จุด ลดลง 61.14 จุด, -0.57%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,116.76 จุด ลดลง 39.91 จุด,-0.49%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,361.15 จุด ลดลง 215.30 จุด, -0.84%

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 2.5% เมื่อวันพฤหัสบดี ซึ่งนับเป็นการปรับขึ้นครั้งที่สองของปีนี้ โดยผู้กำหนดนโยบายต้องการสกัดกั้นไม่ให้ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามในอิหร่านลุกลามเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของยูโรโซน เนื่องจากยูโรโซนมีความเปราะบางต่อภาวะช็อกดังกล่าวเป็นพิเศษจากการที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิง

นอกจากนี้ ECB ยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับปี 2026 ขึ้นเป็น 0.9% จาก 0.8% ที่ประเมินไว้เมื่อเดือนมิถุนายน และคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 3%

มาร์ก วอลล์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ด้านยุโรปของ Deutsche Bank กล่าวว่า ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้ออาจกำลังเพิ่มสูงขึ้น และมีความเป็นไปได้ค่อนข้างมากที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคม แต่ ECB ก็ยังคงต้องดำเนินนโยบายด้วยความระมัดระวัง

แม้เศรษฐกิจจะแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา แต่ราคาก๊าซที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วบ่งชี้ว่ากำลังเกิดภาวะช็อกด้านอุปทานในเชิงลบ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

คริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB กล่าวในการแถลงข่าวภายหลังการประชุมว่า ความเสี่ยงต่อแนวโน้มเงินเฟ้อมีทิศทางปรับตัวสูงขึ้น และแรงกดดันด้านราคามีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าเป้าหมายต่อไปอีกระยะหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ลาการ์ดเน้นย้ำว่า ECB ยังไม่ได้ให้คำมั่นล่วงหน้าเกี่ยวกับการดำเนินการใดๆ ในอนาคต

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 10 ปี ซึ่งถือเป็นเกณฑ์มาตรฐานของกลุ่มยูโรโซน ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2011 โดยนักลงทุนได้ปรับคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มอีก 0.60% ภายในช่วงเวลาถึงการประชุมเดือนเมษายน 2027 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับประมาณ 0.51% ก่อนที่จะมีการประกาศ

ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่า 3% โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานแตะระดับ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเกิดเหตุโจมตีเรือขนส่งสินค้าครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เริ่มความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ส่งผลให้นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับภาวะชะงักงันของอุปทาน

กลุ่มธุรกิจเหมืองแร่ เป็นภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยดัชนีปรับตัวลง 3.7% หุ้นของบริษัททำเหมืองทองแดงหลายแห่ง อาทิ KGHM, Antofagasta, Aurubis และ Anglo American ต่างปรับลดลงในช่วง 5% ถึง 8% เนื่องจากราคาโลหะทองแดงปรับตัวลง หลังจากสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าทำเนียบขาว ยังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องการกำหนดภาษีนำเข้าทองแดงแปรรูป

นักวิเคราะห์และนักลงทุนคาดการณ์ว่า รายงานดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่ในวันศุกร์นี้ จะมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้าหรือไม่ หลังการรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้เกิดแรงเทขายในตลาดหุ้นสหรัฐ

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้น 6.43 ดอลลาร์ หรือ 6.69% ปิดที่ 102.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 6.42 ดอลลาร์ หรือ 6.34% ปิดที่ 107.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–