บลจ.ยูโอบี แนะเพิ่มลงทุนหุ้นไทย 30% กระจายหุ้นนอก 70% เกาะธีม AI

HoonSmart.com>> บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) มอง “บวก” หุ้นไทยครึ่งปีหลังปี 69-ปี 70 ให้น้ำหนักลงทุนมากกว่าปกติ ปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของกำไรบจ. EPS ปีนี้มีลุ้นทะลุ 100 บาท/หุ้น ผสานวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ วางเป้า SET สิ้นปี 1,650 จุด กรณีสงครามตะวันออกกลางจบเร็วลุ้นทะยานสู่ 1,750 จุด แนะจัดพอร์ตกระจายลงทุนหุ้นไทย 30% ต่างประเทศ 70% มองเศรษฐกิจแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงหนุนหุ้นและตราสารหนี้ทั่วโลก พร้อมรับโอกาสเติบโตจากเมกะเทรนด์ AI คัดกองทุนเด่นตอบโจทย์ลงทุน

นายณัฐพล จันทร์สิวานนท์ กรรมการผู้จัดการ สายการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด (UOBAM) เปิดเผยว่า บลจ.ยูโอบี มีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ถึงปี 2570 แม้ดัชนี SET จะปรับตัวขึ้นมาใกล้กรอบมูลค่าพื้นฐานในระยะสั้นแล้ว โดยคาดว่าตลาดจะได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน รวมถึงการเร่งตัวของการลงทุนภาคเอกชน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทยอยส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยสภาพัฒน์ได้ปรับขึ้นประมาณการ GDP ปี 2569 มาอยู่ที่ 2.2% (กรอบ 2.0% – 2.5%) จากประมาณการเดิมที่คาดไว้ที่ 2.0%

นอกจากนี้ การลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะ AI, Data Center, Digital Infrastructure, พลังงาน และโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว บลจ.ยูโอบี ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทยมากกว่าปกติ โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ

“ตลาดหุ้นไทยในปีนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจากช่วง 3 ปีที่ผ่านมา หุ้นไทยผันผวนและปรับตัวลง เนื่องจากกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หายไป แต่รอบนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ กำไรบจ.เติบโตติดต่อกัน 6 ไตรมาสจากช่วง 10 ปีที่ผ่านมากำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทยอยู่ประมาณ 90 บาท/หุ้น แต่ปีนี้มีลุ้น EPS ทะลุ 100 บาท/หุ้น เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี”นายณัฐพล กล่าว

ด้านการเติบโตของกำไรบจ.กระจายตัวในหลายอุตสาหกรรม ไม่ได้กระจุกตัวแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น กลุ่มพลังงาน ที่ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันและสเปรดปิโตรเคมี รวมถึงแรงหนุนจากร่างแผน พลังงานแห่งชาติ (PDP) ที่คาดว่าต้องการกำลังการผลิตโตจากประมาณ 54 กิกะวัตต์ (GW) ในปัจจุบัน สู่ระดับ 250 กิกะวัตต์ ภายในปี 2050 หนุนกลุ่มสาธารณูปโภคและพลังงาน ซึ่งส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่ม Utility ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด และกลุ่มธนาคาร ยอดปล่อยสินเชื่อเริ่มกลับมาเป็นบวกในไตรมาสล่าสุด จากที่ทรงตัวหรือติดลบมาตลอด 3 ปี แสดงถึงความมั่นใจของธนาคารในการปล่อยกู้ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

เปิด 3 ฉากทัศน์ชี้เป้าหุ้นไทยสิ้นปี 69

พร้อมกันนี้ บลจ.ยูโอบี ได้ประเมินเป้าหมายดัชนีหุ้นไทย สิ้นปี 2569 ไว้ 3 ฉากทัศน์ โดยให้น้ำหนักกับกรณีฐาน (Base Case) เป็นหลัก ดังนี้

Bull Case (1,750 จุด): หากรัฐบาลผ่านพ้นปัจจัยท้าทายต่างๆ มีเสถียรภาพ สงครามจบลงเร็ว และราคาน้ำมันปรับตัวลงเร็ว

Base Case (1,650 จุด ): ฉากทัศน์หลักที่ UOB ให้น้ำหนักมากที่สุด โดยมองว่าสงครามอาจยืดเยื้อแต่จบลงภายในปลายปี และรัฐบาลบริหารจัดการปัจจัยต่างๆ ได้

Worst Case (1,540 จุด): สงครามยืดเยื้อ ราคาน้ำมันทรงตัวสูง กระทบการบริโภคในประเทศและเสถียรภาพรัฐบาล

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมโดดเด่น ได้แก่ ธนาคาร รับสินเชื่อเติบโต, พลังงานและปิโตรเคมี รับอานิสงส์ราคาน้ำมันและสเปรด, อิเล็กทรอนิกส์ ได้อานิสงส์ตามรอบเทคโนโลยี,นิคมอุตสาหกรรม ได้ประโยชน์จากการย้ายฐานลงทุน Data Center จากไต้หวัน

ส่วนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยคาดว่า คาดว่า ธปท.จะคงอัตราไว้ในระดับต่ำปีนี้ และมีโอกาส ลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีหน้า เพื่อช่วยเหลือกลุ่ม SME และภาคครัวเรือน

ณัฐพล จันทร์สิวานนท์

นายณัฐพล กล่าวว่า ด้านภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้า และความผันผวนของราคาพลังงาน นโยบายการเงินของธนาคารกลางส่วนใหญ่ได้เข้าสู่ช่วงเวลาที่ท้าทายจากภาพเงินเฟ้อที่มีความผันผวนสูงจากปัจจัยสงคราม และมีแนวโน้มชะลอการตัดสินใจเพื่อประเมินสถานการณ์ ภายใต้สภาพแวดล้อมการลงทุนในปัจจุบัน ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจากปัจจัยขับเคลื่อนด้านนโยบายการเงินไปสู่ปัจจัยด้านการเติบโตของผลประกอบการและการลงทุนเชิงโครงสร้างมากขึ้น หลังจากนักลงทุนให้ความสำคัญกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในหลายปีที่ผ่านมา

ด้านการเติบโตของกำไรบริษัทโดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบ Cloud Computing และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางผลตอบแทนของตลาดหุ้นทั่วโลก

ในระยะถัดไป บลจ. ยูโอบี คาดการณ์ว่า การลงทุนจะมีลักษณะกระจายตัวมากขึ้น (Broadening Market Leadership) จากเดิมที่ผลตอบแทนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ

“แนวโน้มการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ถึงปี 2570 ควรให้ความสำคัญกับการกระจายการลงทุนระหว่างภูมิภาคและประเภทสินทรัพย์มากกว่าการกระจุกตัวในประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยให้น้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ที่สามารถสร้างการเติบโตจากเมกะเทรนด์ระยะยาว ควบคู่กับสินทรัพย์ที่มีความสามารถในการสร้างกระแสรายได้สม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน” นายณัฐพล กล่าว

จัดพอร์ตลงทุนเพิ่มหุ้นไทย 30% ต่างประเทศ 70%

บลจ.ยูโอบี กล่าวว่า สำหรับการจัดพอร์ตลงทุน แนะนำปรับสัดส่วนการลงทุนในหุ้น โดยปรับเพิ่มลงทุนหุ้นไทยเป็น 30% ส่วนหุ้นต่างประเทศ 70% โดยมองหุ้นไทยอยู่ในช่วง Turnaround ทั้งในแง่ราคาและกำไร แนะนำจัดพอร์ตลงทุนเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ พอร์ต Dividend / Income เน้นหุ้นปันผลสูง คาดหวัง Dividend Yield ประมาณ 6–7% ผ่านกองทุนเปิดยูโอบีสมาร์ท ดิวิเดนด์-โฟกัสอิควิตี้ฟันด์ (UOB SDF) (มีสัดส่วนหุ้นแบงก์ใหญ่ราว 40%) ส่วนพอร์ต Growth / Data Center เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านกองทุนเปิด ไทย อิควิตี้ฟันด์ (TEF) ซึ่งเป็นกองทุนหุ้นแบบ All Cap

“ส่วนการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ มอง AI เป็นธีมระยะยาว ที่สร้างประโยชน์จริงเหมือนยุคอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่กระแสชั่วคราว การพักฐานของหุ้นเทคในช่วงนี้เกิดจากความผันผวนเรื่องทิศทางดอกเบี้ยและการสื่อสารของประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งมองว่าเป็น โอกาสในการเข้าสะสมหุ้น Semiconductor สามารถลงทุนกระจายได้ทั่วโลกเนื่องจากอยู่ใน Supply Chain เดียวกัน (เช่น Delta ในไทย), Software เน้นลงทุนในสหรัฐฯ เนื่องจากเป็นศูนย์กลางด้าน Innovation “นายณัฐพล กล่าว

สำหรับพอร์ตลงทุนหุ้นต่างประเทศ สัดส่วน 70% เน้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นหลัก ได้แก่ สหรัฐฯ ประมาณ 50% ซึ่งยังคงเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ที่มีการใช้งานและสร้างรายได้จริง, เอเชีย 20% เน้นรับอานิสงส์เชิงบวกจากซัพพลายเชนกลุ่มเทคโนโลยีและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยมีประเทศที่น่าสนใจ เช่น ไต้หวันและเกาหลีใต้

นอกจากนี้ตลาดหุ้นญี่ปุ่น เป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจจากการปฏิรูปธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน การเติบโตของค่าจ้าง และนโยบายสนับสนุนการลงทุนจากภาครัฐ ซึ่งมีส่วนช่วยยกระดับผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นและสนับสนุนการเติบโตของกำไรบริษัทในระยะยาว นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังได้รับประโยชน์จากแนวโน้มการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกและการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งช่วยสนับสนุนภาคการผลิตและภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ประกอบกับสภาพคล่องภายในประเทศที่ยังอยู่ในระดับดี ทำให้ญี่ปุ่นยังเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนในระยะกลางถึงยาว

ส่วนตลาดจีน แม้ยังเผชิญแรงกดดันจากภาคอสังหาริมทรัพย์และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ระดับมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับไม่สูงและการสนับสนุนจากภาครัฐต่ออุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น AI, Advanced Manufacturing, Semiconductor และ Clean Energy ทำให้ยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนแบบ Selective Opportunity สำหรับนักลงทุนที่รับความผันผวนได้

ขณะที่ ตลาดยุโรป ยังคงมุมมองการลงทุนแบบระมัดระวัง เนื่องจากเศรษฐกิจยังเติบโตในระดับต่ำและได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน ข้อจำกัดด้านผลิตภาพ และการเติบโตเชิงโครงสร้างที่ยังตามหลังสหรัฐฯ และบางประเทศในเอเชีย แม้ว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงินในระยะต่อไปอาจช่วยลดความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและสนับสนุนผลประกอบการของภาคธุรกิจได้บางส่วนก็ตาม

สำหรับตราสารหนี้ ยังคงมองว่าอัตราดอกเบี้ยอยู่ในวัฏจักรผ่อนคลาย โดยคาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยตลอดทั้งปีนี้ และอาจลดดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้งในช่วงปีหน้าสู่ระดับ 0.75% และเศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ แม้ได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี แต่ยังถูกจำกัดจากภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง การฟื้นตัวของกำลังซื้อที่ไม่ทั่วถึง และภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มชะลอตัว ด้วยเหตุนี้ แนะนำให้น้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีเพื่อรับประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยขาลง ควบคู่กับการลงทุนในตลาดหุ้นที่มีศักยภาพการเติบโตของกำไรในระยะกลาง

กุลฉัตร จันทวิมล

นายกุลฉัตร จันทวิมล กรรมการผู้จัดการอาวุโส สายพัฒนาธุรกิจ บลจ.ยูโอบี ให้คำแนะนำทางเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุน เพื่อรองรับวัตถุประสงค์การลงทุนที่แตกต่างกันของผู้ลงทุน แบ่ง 5 กลุ่มได้แก่ 1. พื่อบริหารสภาพคล่องหรือต้องการลงทุนในระหว่างรอจังหวะการลงทุน แนะนำกองทุน UIDPLUS 2.เพื่อกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้ทั่วโลก และรับความผันผวนได้ปานกลาง กองทุนแนะนำ UGIS-N และ UGISFX-N

3.เพื่อโอกาสลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย และรับความผันผวนได้ปานกลางถึงสูง สำหรับการลงทุนเพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ แนะนำกองทุน UIFT-N สำหรับการลงทุนเพื่อสร้างโอกาสเติบโตของเงินลงทุนแนะนำ UGFT สำหรับการลงทุน เพื่อโอกาสการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย และโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว แนะนำกองทุน UOBSA และการลงทุนเพื่อโอกาสการลงทุนในตราสารทุนสหรัฐฯ แนะนำ UUSTECH

4.การจัดพอร์ตลงทุนในระยะกลาง-ยาว ในหุ้นกลุ่มคุณภาพดีและเติบโตสูง แนะนำกองทุน UGDIVP , กองทุน UGEAR และ UGEAR-NN และ 5.โอกาสการลงทุนในตราสารทุนต่างประเทศ หรือสินทรัพย์ทางเลือก เพื่อกระจายความเสี่ยง แนะนำกองทุน UINFRA-N

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–