SCGD ปักธง 5 ปี EPS พุ่ง 2 เท่า EBITDA แตะ 4.5 พันล้าน ปันผลสูง

HoonSmart.com>>”เอสซีจี เดคคอร์” (SCGD) ก้าวข้ามเฟสแรกเสริมแกร่งธุรกิจ เดินหน้าสู่การเติบโตผู้นำสินค้า Interior ในอาเซียนอย่างครบวงจร ตั้งเป้าปี 2574 ดัน EBITDA แตะ 4,500 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น (EPS) เติบโต 2 เท่า  ตั้งงบลงทุน 6,000 ล้านบาท ไม่รวมแผนซื้อกิจการ  เปิด 3 โมเดลสำคัญ  1.เพิ่มสินค้าใหม่ขยายช่องทางจัดจำหน่าย 2.ยกระดับกำไรรวมศูนย์การผลิตในอาเซียน 3.ให้เวียดนามเป็นศูนย์กลางผลิต-ส่งออกของภูมิภาค ต่อยอดความเข้าใจลูกค้าสู่การเติบโตในอาเซียน

นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ (SCGD) ผู้นำในวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในอาเซียน เปิดเผยว่า บริษัทมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง โดยสามารถยกระดับความสามารถในการทำกำไรดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา (2566-2568) ตั้งแต่บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 2.9%, 3.5% และ 3.8% ขณะที่มีหนี้สินต่อ EBITDA ต่ำเพียง 1.1 เท่า และครึ่งปีนี้เป็น 1.4 เท่า  โดยมีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลดีขึ้น คิดเป็น 60% ของกำไรในปี 2568 และครึ่งปี 2569 สูงกว่านโยบายที่กำหนดไม่ต่ำกว่า 35% ให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (ยีลด์) แห่ผู้ถือหุ้นในปี 2568 และครึ่งปี 2569 ที่ 7.00%

SCGD มีความสามารถในการทำกำไรดีขึ้น แม้ต้องเผชิญความท้าทายจากภาวะตลาดในประเทศที่ชะลอตัว รวมถึงผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลต่อรายได้จากต่างประเทศเมื่อแปลงค่าเป็นเงินบาท และมีค่าใช้จ่ายพิเศษในการปรับโครงสร้าง ในการปรับโครงสร้างและรวมศูนย์การผลิต ปัจจุบันไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษรายการใหญ่แล้ว ปัจจุบันบริษัทมีความพร้อมเข้าสู่ช่วงการเติบโตระยะใหม่  จากการขยายสู่ธุรกิจสินค้าใหม่ การรวมศูนย์การผลิตในอาเซียน และโอกาสการเติบโตในตลาดเวียดนาม ซึ่งจะช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพในระยะยาว ในการสร้างสินค้าที่มีมูลค่าสูง และเสนอสินค้าที่จับต้องได้ตามความต้องการของตลาด และต้นทุนต่ำ มั่นใจว่าสามารถแข่งขันกับสินค้าจีนได้  เพราะที่เวียดนามมีค่าแรงและต้นทุนการผลิตต่ำกว่า  เพราะใช้แก๊สเป็นพลังงานที่ถูกกว่าการใช้ถ่านหินของจีนถึง 20% ขณะที่คุณภาพได้รับการยอมรับมากขึ้น  ปัจจุบันโรงงานที่จีนมีการปิดไปแล้วมากถึง 50% ทำให้สินค้าทะลักเข้ามาขายในไทยส่งผลกระทบต่อโรงงานที่เป็น SME

ต่อยอดกลุ่มสินค้าใหม่ (New Product Lines) และช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ มุ่งสู่การเป็นผู้นำสินค้า Interior ในอาเซียนอย่างครบวงจร

SCGD เดินหน้าต่อยอดกลุ่มผลิตภัณฑ์จากกระเบื้องและสุขภัณฑ์ให้ครอบคลุมสินค้า Interior ที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยและความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ SPC หรือวัสดุปูพื้นที่กันน้ำ ติดตั้งง่าย สวยงามเหมือนไม้ธรรมชาติ, Smart Toilet หรือ สุขภัณฑ์อัจฉริยะ ดีไซน์และฟังก์ชันที่รองรับการใช้งานด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรมทันสมัย, กลุ่มประตูและหน้าต่าง และเฟอร์นิเจอร์ห้องครัวและห้องน้ำโดยยอดขายกลุ่มสินค้าใหม่เติบโตมากกว่า 90% ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังคงเดินหน้าตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยเป็นหลัก เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ให้แข่งขันกับสินค้านำเข้า โดยจะเสริมสร้างความเป็นเลิศทางการผลิตผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อให้ได้มาซึ่งเทคโนโลยี นวัตกรรม เช่น การร่วมทุนด้าน Smart Toilet กับ AXENT ผู้ผลิตสุขภัณฑ์อัจฉริยะระดับโลกจากประเทศจีน ทั้งนี้ บริษัทยังได้ขยายช่องทางจัดจำหน่ายและโอกาสทางธุรกิจในตลาดอาเซียน โดยเฉพาะมาเลเซีย ซึ่งมีขนาดตลาดเซรามิกเป็นอันดับ 5 ในอาเซียน เพื่อเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายเสริมพอร์ตโฟลิโอเพิ่มเติม

เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เสริมประสิทธิภาพระยะยาว
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ SCGD ให้ความสำคัญคือการยกระดับความสามารถในการทำกำไรผ่านการใช้ประโยชน์จากขนาดธุรกิจในระดับอาเซียน และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง แนวคิดถูกต่อยอดผ่านกลยุทธ์ ASEAN Consolidation และ Regional Optimization ซึ่งมุ่งจัดวางบทบาทของแต่ละฐานการผลิตให้สอดคล้องกับจุดแข็งของแต่ละประเทศ

สำหรับประเทศไทย SCGD อยู่ระหว่างการดำเนินโครงการรวมศูนย์การผลิตกระเบื้องเซรามิกและ Glazed Porcelain ผ่านโครงการ Plant Consolidation เพื่อเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิต ลดต้นทุนต่อหน่วย ยกระดับการผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products: HVA) และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับสินค้านำเข้า  คาดโครงการแล้วเสร็จ ในไตรมาส 3 ปี 2570 และสร้าง EBITDA เพิ่มประมาณ 380 ล้านบาทต่อปีหลังดำเนินการเต็มรูปแบบ  เช่น การลดกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่ 44.5  ล้านตารางเมตรต่อปี ลดต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในการบริหารจากการใช้ระบบ Automation

“ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงลดลง  SCGD มองเห็นโอกาสจากตลาดซ่อมบำรุง  ทำให้ตลาดยังคงเติบโตได้

SCGD คว้าโอกาสการเติบโตในเวียดนาม ใช้เป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกของภูมิภาค ขับเคลื่อนการเติบโตในอาเซียน
มองเวียดนามเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของการเติบโตในระยะยาว จากปัจจัยสนับสนุนทั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจ การลงทุนภาครัฐ การเพิ่มขึ้นของประชากรกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูง และการฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนความต้องการวัสดุตกแต่งและสินค้ามูลค่าเพิ่ม (HVA) ในอนาคต โดย PRIME ประเทศเวียดนาม เป็นผู้นำในธุรกิจกระเบื้อง ที่เข้าใจผู้บริโภคเวียดนามมากว่า 25 ปี โดยนำความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้ามาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตลาดอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน PRIME มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 5,000 SKUs ครอบคลุมทั้งดีไซน์และฟังก์ชัน อาทิ Glazed Porcelain ขนาดใหญ่ กระเบื้องสำหรับพื้นที่ภายนอก ลายไม้ธรรมชาติ กระเบื้องกันลื่นสำหรับพื้นที่เปียก และกระเบื้องเรืองแสง เพื่อรองรับความต้องการตั้งแต่ที่อยู่อาศัย อาคารพาณิชย์ โรงแรม ไปจนถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์

ความแข็งแกร่งของ PRIME ยังสะท้อนผ่านการได้รับรางวัล Top Influential Brand 2568 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันถึงการเป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในตลาดเวียดนาม

“การเติบโตในตลาดอาเซียนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการเข้าใจลูกค้า และนำความเข้าใจนั้นมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาด ซึ่งเป็นสิ่งที่ PRIME สั่งสมมาอย่างต่อเนื่องตลอดกว่า 25 ปี ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์และเครือข่ายจัดจำหน่ายทั่วประเทศ สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดธุรกิจในเวียดนามและตลาดอาเซียน”

สำหรับเวียดนาม SCGD วางบทบาทให้เป็นทั้งฐานการผลิตและส่งออก และตลาดสำคัญที่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ Glazed Porcelain ซึ่งมีความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน และสามารถใช้เป็นฐานรองรับการส่งออกไปยังตลาดอื่นในอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย  ทั้งนี้ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีเกาะมากถึง 7,000  เกาะ มีค่าขนส่งสินค้าไปขายในแต่ละที่ สูงถึง 1,000  ดอลลาร์ แถมยังมีค่าแรง และต้นทุนพลังงานสูง ดังนั้นการส่งสินค้าจากเวียดนามไปขาย สามารถลดค่าขนส่งเหลือประมาณ 500 ดอลลาร์

ขณะเดียวกัน SCGD จะใช้แนวคิด Regional Optimization ในการเชื่อมจุดแข็งของแต่ละประเทศเข้าด้วยกัน โดยให้ประเทศไทยมีบทบาทด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และประสิทธิภาพการผลิต ขณะที่เวียดนามเป็นฐานการผลิตและส่งออก เพื่อรองรับการขยายโอกาสไปยังตลาดอาเซียน

“จากรากฐานที่วางไว้ SCGD จะเดินหน้าต่อยอดการเติบโตในช่วง 5 ปีข้างหน้า ผ่านการขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเชื่อมโยงจุดแข็งของแต่ละตลาดในอาเซียน เพื่อยกระดับความสามารถในการทำกำไรและสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้า EBITDA ที่ระดับ 4,500 ล้านบาท และกำไรต่อหุ้น (EPS) เติบโต 2 เท่า ภายในปี 2574 พร้อมตั้งเป้า EBITDA ระยะใกล้ที่ 3,500 ล้านบาทในปี 2571” นายนำพล กล่าวทิ้งท้าย