HoonSmart.com>>ผ่าแผนฯ 14 พัฒนา “ทุนมนุษย์” แก้ปัญหา”ขาดสภาพคล่องแรงงานทักษะใหม่” เร่งผลิต “เด็กเรียนจบตรงสายกับที่อุตสาหกรรมต้องการ” มุ่งปรับทัศนคติระบบการศึกษามุ่งผลิตผู้ประกอบการ ยกระดับสวัสดิการด้านสุขภาพให้ตรงจุดยืดอายุคนทำงาน เพิ่มทักษะทิจิทัลรองรับยุคเทคโนโลยี หนีสภาวะอัตราการเกิดใหม่ลดลงอย่างรุนแรง ครอบครัวแหว่ง เสริมแกร่งความเชื่อมั่นร่วมดันไทยก้าวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ดันเพิ่มรายได้ประเทศ
ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร นายกสภาสถาบันวิทยสิริเมธี กล่าวในฐานะ คณะกรรมการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ในเวที ACMA Business Forum 2026 “เสริมพลังคน สร้างภูมิคุ้มกันประเทศไทย พร้อมแข่งขันและเติบโตในโลกใหม่” หัวข้อ “คน หัวใจประเทศไทย ไปข้างหน้า” ว่า การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ในส่วนที่รับผิดชอบคือทุนมนุษย์ ตั้งเป้าจะยกร่างให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ ซึ่งแผนนี้จะมีการนำเสนอต่อที่ประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่จะถึงนี้ด้วย ก่อนจะหารือในคณะทำงานชุดต่างๆ และสรุปเป็นแผนฉบับสมบูรณ์ภายในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2570
การพัฒนา “ทุนมนุษย์” ถือเป็นมิติที่มองเห็นเป็นรูปธรรมที่สุดในแผนฯ 14 เพราะทุนมนุษย์คือ “กำลังอำนาจของชาติ” ชาติจะเข้มแข็งได้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเพียงประวัติศาสตร์อันยาวนาน กำลังทหาร ทรัพยากรธรรมชาติ หรือจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างสิงคโปร์หรืออียิปต์เท่านั้น หากแต่ประเทศที่ขาดแคลนปัจจัยเหล่านี้ เช่น สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี หรือญี่ปุ่น ก็สามารถพัฒนาจนเจริญได้ด้วยการสร้างประชากรที่เก่งและเข้มแข็ง ซึ่งประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มหลังสุดนี้
การพัฒนาทุนมนุษย์จึงจำแนกออกเป็น 2 มิติหลัก คือ มิติด้านปริมาณและมิติด้านคุณภาพ
ในมิติด้านปริมาณ ประเทศไทยกำลังเผชิญข้อน่าห่วงใยอย่างยิ่งจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์และอัตราการเกิดที่ตกต่ำอย่างหนัก โดยมีอัตราการเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate: TFR) ต่ำติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทนทางทฤษฎีที่ควรอยู่ที่ 2.1 คนต่อสตรี
หากย้อนดูประวัติศาสตร์ ประชากรไทยในสมัยอยุธยาและรัชกาลที่ 5 มีจำนวนไม่ถึง 1 ล้านคน และ 5 ล้านคนตามลำดับ จนกระทั่งยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เริ่มรณรงค์ส่งเสริมการเพิ่มประชากรภายใต้ความเชื่อที่ว่าคนคือความมั่งคั่งและกำลังอำนาจของชาติ ส่งผลให้อัตราการเกิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนพุ่งขึ้นไปแตะจุดสูงสุดเมื่อราวปี พ.ศ. 2510 กว่าๆ ที่ระดับ 1.2 ล้านคนต่อปี ประชากรรวมราว 30 กว่าล้านคน ซึ่งเป็นช่วงวัยรุ่นขับเคลื่อนสังคม
อย่างไรก็ตาม หลังจากการเริ่มรณรงค์วางแผนครอบครัวในปี พ.ศ. 2518 อัตราการเกิดก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งปีที่แล้วมีเด็กเกิดใหม่เพียงประมาณ 400,000 คนเท่านั้น
ดร.ไพรินทร์ ย้ำว่า การลดลงของประชากรส่งผลกระทบโดยตรงต่อ GDP เนื่องจากไม่มีแรงงานในการควบคุมระบบการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่ม ทำให้ไทยตกอยู่ในภาวะ “แก่ก่อนรวย” ต่างจากประเทศที่ “รวยก่อนแก่” จากการบริหารจัดการทุนและการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI)
ดังนั้น แผนฯ 14 จะต้องเร่งแก้ปัญหานี้อย่างจริงจังเพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่ตัดสินใจมีบุตร เช่นเดียวกับกรณีสิงคโปร์ที่เพิ่งออกกฎหมายการันตีเงินสนับสนุนเด็กเกิดใหม่หลักล้านบาท
การยกระดับด้านคุณภาพ ครอบคลุม ระบบสาธารณสุข โดยไทยมีจุดแข็งเรื่องการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ติดอันดับ Top 10 ของโลก แต่ยังมีปัญหาเรื่องการรักษาให้หายขาด รวมถึงช่องว่างระหว่างช่วงอายุขัย (Lifespan) และช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี (Healthspan) ซึ่งต่างกันถึง 8-9 ปี จากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และพฤติกรรมการใช้ชีวิต
นอกจากนี้ ในอนาคตราวปี พ.ศ. 2583 (ค.ศ. 2040) เทคโนโลยีทางการแพทย์และ AI จะนำไปสู่จุด Escape Velocity ที่ยืดอายุขัยมนุษย์ได้มากขึ้น
“แผนฯ 14 จึงต้องเน้นการทำให้ Healthspan เท่ากับ Lifespan เพื่อไม่ให้ประชากรต้องเผชิญภาวะติดเตียง”ดร.ไพรินทร์ กล่าว

ดร.ไพรินทร์ กล่าวถึงการยกระดับคุณภาพการศึกษา ว่า จากการที่อัตราการอ่านออกเขียนได้ที่แท้จริงของไทยอาจอยู่ที่เพียง 60-70% และผลการสอบ PISA ยังคงจัดอยู่ในกลุ่มต่ำกว่ามาตรฐานเฉลี่ย (Below Average) ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ประเทศที่พัฒนาแล้ว
แม้กระทรวงศึกษาธิการจะได้รับงบประมาณสูงถึง 3-4 แสนล้านบาทต่อปี แต่มีเด็กเพียง 30% เท่านั้นที่เรียนตรงกับสายงานที่ตลาดต้องการ ขณะที่มีผู้เรียนสายวิทยาศาสตร์น้อยกว่า 30% ซึ่งต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างเกาหลีใต้ ไต้หวัน หรือสิงคโปร์ ที่มีสัดส่วนสูงถึง 60-70%
นอกจากนี้ ยังพบปัญหาเชิงโครงสร้างอย่าง “ครอบครัวแหว่ง” (Grandparent-headed households) ที่มีเด็กกว่า 40% ไม่ได้อยู่อาศัยกับพ่อแม่เนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ จนเกิด ช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap) รวมถึงปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา (Drop out) กว่า 1 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อปัญหายาเสพติด โดยมีกองทุนเพื่อความเสนอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กำลังเร่งแก้ไข

การศึกษายุค AI ต้องก้าวข้ามระบบแยกส่วน (Silo) ไปสู่รูปแบบข้ามศาสตร์ (Multidisciplinary) เพื่อสร้างความคิดสร้างสรรค์ และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เพื่อป้องกันการตกขอบทางเทคโนโลยี (Technology Drop-off) ของผู้สูงวัย
การศึกษายุค 4.0 จะเปลี่ยนจากการเรียนแบบ Front-heavy และการท่องจำโจทย์ในอดีต ไปสู่การตั้งคำถามที่ถูกต้องเพื่อดึงข้อมูลจากโมเดลภาษา (LLM) เช่น GPT หรือ Gemini พร้อมทั้งเปลี่ยนปรัชญาจากการผลิตคนเพื่อเป็น “ลูกจ้าง” ไปสู่การสร้างผู้ประกอบการ หรือผู้มีความรู้รอบด้าน (Polymath) เช่น Elon Musk โดยมีทักษะดิจิทัลพื้นฐาน (Digital Literacy / Digiracy) เป็นเงื่อนไขสำคัญ
ทั้งนี้ ดร.ไพรินทร์ ได้นำเสนอโครงสร้างสวัสดิการสังคมของไทย โดยชี้ให้เห็นว่าสัดส่วนแรงงานในระบบที่เสียภาษีมีเพียง 48% และกำลังลดลงเรื่อยๆ ขณะที่ผู้นอกระบบและผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง ส่งผลให้คนกลุ่มน้อยต้องแบกรับภาระสวัสดิการของคนส่วนใหญ่ นอกจากนี้ นโยบายสวัสดิการในปัจจุบันยังมีความซ้ำซ้อนกันในหลายกระทรวง (แรงงาน พัฒนาสังคมฯ สาธารณสุข) จากผลของนโยบายประชานิยม ซึ่งแผนฯ 14 ควรกำหนดให้มีผู้รับผิดชอบหลักเพื่อลดความซ้ำซ้อนและประหยัดงบประมาณ
ทั้งนี้ การจัดสวัสดิการต้องสอดคล้องกับทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of Needs) เนื่องจากคนแต่ละกลุ่มมีความต้องการต่างกัน โดยกลุ่มแรงงานฐานรากจะมุ่งเน้นความต้องการปัจจัย 4 และรายได้ขั้นต่ำเพื่อการอยู่รอด ขณะที่กลุ่มนักศึกษาหรือผู้สูงอายุ (Baby Boomers) จะมุ่งเน้นตอบสนองความต้องการทางจิตใจ ปรัชญาการเมือง หรือ Work-life Balance การบริหารงบประมาณในแผนฯ 14 จึงต้องตอบโจทย์ความต้องการของคนแต่ละกลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด
