กสิกรไทย-เอคเซนเชอร์ ชี้ทางรอดธุรกิจ โฟกัส ‘คน-การสร้างมูลค่าเพิ่ม’

HoonSmart.com>>ธนาคารกสิกรไทย-แอคเซนเชอร์ ประเทศไทย ส่งสัญญาณเตือนอย่าทุ่มเงินซื้อ AI ใส่ ‘กระบวนการทำงานเดิม’ จะสูญเงินเปล่า แนะเน้นโฟกัส ‘พัฒนาความรับผิดชอบ ทักษะใหม่คน-สร้างมูลค่าเพิ่มธุรกิจ’ 

นายรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวในงาน ACMA Business Forum 2026 : Empowering People and Building Resilience หัวข้อ “เสริมสร้างพลังคน หนุนพลังธุรกิจไทย” ว่า ธนาคารใช้ AI เป็นเครื่องมือสำคัญในการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะในกระบวนการหลักอย่างการอนุมัติสินเชื่อ และการประมวลผลข้อมูล ซึ่งช่วยลดระยะเวลาขั้นตอนการดำเนินงานและควบคุมต้นทุนให้ต่ำลง

การปรับตัวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะขาดแคลนแรงงาน จากการที่สังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ประกอบกับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่ไม่นิยมทำงานในภาคธนาคารแบบเดิม แต่หันไปประกอบอาชีพอิสระ เช่น Content Creator หรือเป็นผู้ประกอบการ ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องนำ AI เข้ามาเสริม Productivity ของกำลังคนที่มีอยู่เดิม เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างยั่งยืน

ในบทบาทการสนับสนุนสินเชื่อให้ภาคธุรกิจ พบว่า ธุรกิจ SME ที่มีต้นทุนทางการเงินอยู่ในระดับประมาณ 5–6% ของต้นทุนรวม โดยต้นทุนส่วนใหญ่จมอยู่กับวัตถุดิบในระบบ Supply Chain รวมถึงปัญหาขาดแคลนแรงงานเช่นเดียวกับองค์กรขนาดใหญ่

“ธนาคารจึงมุ่งเน้นการสนับสนุนให้ SME นำ AI ไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการ Supply Chain และยกระดับประสิทธิภาพแรงงาน เนื่องจากธนาคารต้องการเห็นธุรกิจของลูกค้าเติบโตและขยายกิจการไปสู่ตลาดใหม่ๆ มากกว่าการต้องติดตามทวงถามหนี้สินค้างชำระ”นายรุ่งเรือง กล่าว

นายรุ่งเรือง กล่าวถึงการลงทุนด้านเทคโนโลยีว่า ไม่มีสูตรสำเร็จ ต้องอาศัยการตั้งคำถามของผู้บริหารมากกว่าการหาคำตอบเพียงอย่างเดียว การยอมรับความล้มเหลวถือเป็นปัจจัยสำคัญ โดยมองว่าการประสบความสำเร็จเพียง 1 ใน 10 โครงการ ที่สามารถสร้างผลตอบแทนแบบทวีคูณ ได้สูงถึง 20 ถึง 30 เท่า ถือเป็นความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับต้นทุนที่ผิดพลาด

ขณะเดียวกัน การลดระยะเวลาการเรียนรู้ ผ่านการดึงฐานข้อมูลความรู้ เช่น การใช้ระบบ Knowledge Exchange และการทลายกำแพงระหว่างหน่วยงาน จะช่วยให้องค์กรเกิดการเรียนรู้ข้ามสายงาน และต่อยอดประยุกต์ใช้เทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

” AI เป็นเหมือน “พระเครื่อง” ที่ผู้คนอยากได้มาครอบครอง แต่สิ่งสำคัญคือต้องมีการ “ปฏิบัติธรรม” ควบคู่ไปด้วย เนื่องจากเพียงแค่การแขวนพระเครื่องไม่ได้ทำให้บรรลุธรรมได้ เช่นเดียวกับการมี AI ที่ต้องอาศัยการฝึกฝนและนำมาใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นเครื่องมือสร้างกำลังใจและแรงบันดาลใจในการทำงาน”นายรุ่งเรือง กล่าว

นายรุ่งเรือง กล่าวว่า ความรับผิดชอบ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด มนุษย์เพียงแค่ถ่ายโอนงานบางส่วนที่ใช้เวลานานไปให้ AI ทำ แล้วนำผลลัพธ์ที่ได้มาประมวลผลต่อเพื่อลดระยะเวลาและทำให้คำตอบมีความคมชัดยิ่งขึ้น

ในมิติของการรับพนักงานใหม่ คุณลักษณะของพนักงานในยุค AI ได้เปลี่ยนไป หากผู้สมัครแสดงความกลัวต่อ AI องค์กรก็อาจไม่รับเข้าทำงาน แต่หากสามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่าจะใช้ AI อย่างไรให้มีความสุขในการทำงาน ก็จะตอบโจทย์องค์กรได้ดีขึ้น เนื่องจากคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับสมดุลการทำงานและการดำเนินชีวิตอย่างมาก ต้องการสร้างผลงานสูงในระยะเวลาอันสั้น จึงต้องใช้ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ โดยที่ยังคงรักษาความรับผิดชอบของตนเองไว้

นอกจากนี้ การวัดผลงานและ KPI ขององค์กรต้องปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย จากเดิมที่เคยชื่นชมผู้ที่ทำสไลด์นำเสนอได้สวยงาม มาเป็นการเน้นคุณค่าของผู้ที่สามารถถ่ายทอดสิ่งที่ AI ช่วยวิเคราะห์ให้ลูกค้าเข้าใจได้ ซึ่งการประเมินมูลค่าของงานที่เปลี่ยนไปนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร

ในด้านโครงสร้างบุคลากร องค์กรต้องทำงานร่วมกับคนหลากหลายช่วงอายุ ท่ามกลางภาวะที่บุคลากรมีอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เด็กใหม่เข้ามาน้อยลง โดย AI ช่วยลดช่องว่างทางความรู้ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เช่น การสร้าง AI ที่เรียนรู้รูปแบบการทำงานและการคอมเมนต์ของผู้บริหารเพื่อนำมาใช้รีวิวงาน แต่พนักงานก็ยังไม่สามารถอ้างได้ว่าทำงานตามที่ AI รีวิวมาแล้ว เนื่องจากความรับผิดชอบยังคงอยู่ที่มนุษย์

AI ยังมีบทบาทในการเชื่อมช่องว่างของกำลังคนในยุคสังคมสูงวัย ซึ่งผู้คนมีแนวโน้มทำงานยาวนานขึ้น ท่ามกลางทัศนคติ Work-Life Balance ที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงวัย AI จึงเข้ามาช่วยแชร์ความชำนาญ

“ทำให้การบริหารองค์กรต้องปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม ตัววัดผล คุณภาพบุคลากร และกระตุ้นให้พนักงานตระหนักว่า งานจะไม่หายไปหากนำ AI มาประยุกต์ใช้”นายรุ่งเรือง กล่าว

นายรุ่งเรือง กล่าวถึงประเด็นความกังวลเรื่อง AI จะเข้ามาแทนที่งานว่า AIไม่ได้เข้ามาแทนที่ทั้งตำแหน่งงาน แต่เข้ามาแทนที่เพียงบางส่วนของงาน โดยเฉพาะงานส่วนที่ไม่สนุก เช่น การอ่านหนังสือหรือการทำวิจัยค้นคว้าข้อมูล เพื่อเปิดทางให้มนุษย์ได้ใช้เวลากับส่วนที่สนุกและมีคุณค่ามากกว่า เช่น การหาผลลัพธ์จากข้อมูลที่พบ ซึ่งทำให้คุณค่าของงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

ทั้งนี้ มองว่า ผู้ประกอบการไม่ควรมอบความรับผิดชอบ ในอนาคตธุรกิจของตนเองให้แก่ผู้อื่น เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนเกิดขึ้นตลอดเวลา ทั้งนโยบายภาครัฐ ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และปัจจัยภายนอกอื่นๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

จากการรายงานข้อมูลแนวโน้มระดับมหภาคและจุลภาค จากเวทีสภาเศรษฐกิจโลก พบว่าเทรนด์เหล่านี้กำลังเข้ามาบังคับและเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันในโลกธุรกิจอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ SME จึงต้องตระหนักและประเมินว่าตนเองจะเข้าไปยืนอยู่จุดใดในสภาพแวดล้อมใหม่นี้

สถาบันการเงินพร้อมที่จะสนับสนุนและให้เงินทุนแก่ผู้ประกอบการที่มีการปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์รอบข้างและความเปลี่ยนแปลงของโลก มากกว่าธุรกิจที่ดำเนินงานแบบเดิมจนถดิสรัปต์

นอกจากนี้ รูปแบบการแข่งขันในปัจจุบันไม่ได้วัดกันที่ว่าใครสามารถผลิตสินค้าได้ในราคาถูกที่สุดอีกต่อไป แต่ตัดสินกันที่ใครสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากสิ่งที่มีอยู่ได้ดีที่สุด เพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์พร้อมที่จะจ่ายเงินในราคาที่เหมาะสมกับมูลค่าที่ตนเองพึงพอใจ มากกว่าการมองหาสินค้าที่ถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว เช่นเดียวกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ยอมซื้อสินค้าราคาสูงเพื่อแลกกับความสะดวกสบายและความพึงพอใจในจังหวะเวลาที่ต้องการ

“สิ่งสำคัญคือผู้ประกอบการต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมัน และเร่งสร้างมูลค่าเพิ่มภายใต้สถานการณ์ใหม่ เนื่องจากธุรกิจที่ยังคงยึดติดกับรูปแบบเดิมโดยไร้การสร้างมูลค่าเพิ่ม จะย่อมโดนแข่งขันด้วยผู้เล่นที่ทำราคาได้ถูกกว่าและยากที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน”นายรุ่งเรือง กล่าว

น.ส.ปฐมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอคเซนเชอร์ ประเทศไทย เปิดผลสำรวจล่าสุด พบว่า องค์กรมากถึง 82% ได้ทำการเพิ่มงบประมาณในการจัดซื้อเทคโนโลยี AI โดยไม่เกี่ยงว่าจะมาจากผู้ให้บริการรายใด

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจกลับพบตัวเลขที่น่าประหลาดใจว่า มีองค์กรเพียง 23% เท่านั้นที่สามารถรับรู้และมองเห็นมูลค่าจากเงินที่ลงทุนซื้อ AI ไปอย่างคุ้มค่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างขนาดใหญ่ว่า เทคโนโลยี AI ได้กลายมาเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานที่ทุกองค์กรต้องมี แต่ปัญหาสำคัญคือองค์กรส่วนใหญ่ยังไม่สามารถดึงประโยชน์สูงสุดจากเทคโนโลยีดังกล่าวได้

เหตุผลหลักที่ทำให้องค์กรส่วนใหญ่ล้มเหลว เกิดจากการนำ AI เข้าไปใส่ในกระบวนการทำงานเดิมที่ยังมีขั้นตอนและการตัดสินใจแบบเดิมๆ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นเพียง “การทำงานแบบเดิมที่เร็วขึ้นเท่านั้น” สิ่งที่สร้างความแตกต่างระหว่างองค์กรกลุ่ม 23% ที่ประสบความสำเร็จ กับองค์กรกลุ่มที่เหลือ จึงอยู่ที่จุดเชื่อมโยงสำคัญ 2 ส่วน ได้แก่ การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ (Work Redesign / Reinvent) และ เรื่องของ “คน”

“AI รู้ว่าอะไรเป็นไปได้ แต่คนของคุณรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่บกพร่อง” น.ส.ปฐมา กล่าว

น.ส.ปฐมา กล่าวว่า การที่จะสร้างผลผลิตที่มีประสิทธิภาพ ได้อย่างแท้จริง ต้องอาศัยบุคลากรที่มีประสบการณ์เข้ามาช่วยรื้อและออกแบบกระบวนการใหม่ ตัดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เพราะเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่สามารถซื้อหาด้วยเงินได้ แต่ผลผลิตที่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถซื้อได้ และต้องถูกสร้างขึ้นโดย “คน” ในองค์กรเท่านั้น ยิ่ง AI สามารถทำงานได้มากขึ้นเท่าใด บทบาทและภาวะผู้นำของมนุษย์จะสำคัญมากขึ้น

ปัจจุบัน AI มีความโดดเด่นใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การวิเคราะห์และตีความสัญญาณข้อมูล , การสร้างทางเลือกที่หลากหลาย และการเรียนรู้จากผลลัพธ์เพื่อสรุปข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ มนุษย์มี 3 จุดแข็งที่ AI ยังไม่สามารถทดแทนได้ ได้แก่ มนุษย์สามารถผู้กำหนดทิศทางขององค์กร รวมถึงตัดสินใจในสิ่งที่ไม่อาจยอมความหรือประนีประนอมได้ , การใช้วิจารณญาณในการประเมินว่า คำตอบ หรือข้อมูลที่ AI ให้มานั้น สิ่งใดควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ และมนุษย์ยังคงต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลลัพธ์นั้น โดยไม่สามารถอ้างได้ว่าเป็นคำสั่งหรือผลมาจากการทำงานของ AI

ดังนั้น การพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ จะเน้นการสร้างทักษะสำคัญ ได้แก่ การมีความสงสัยอยากรู้และกล้าถาม,ความกล้าหาญในการตัดสินใจ, ความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น เพื่อประเมินผลกระทบจากการตัดสินใจ และการประยุกต์ใช้ดุลยพินิจในสถานการณ์ต่างๆ

“ไม่มีทางลัดไปสู่ความสำเร็จหรือการเปลี่ยนผ่านองค์กร และไม่สามารถนำกรณีศึกษาขององค์กรอื่นมาคัดลอกใช้ได้โดยตรง เนื่องจากไม่มีโซลูชันรูปแบบเดียวที่เหมาะกับทุกองค์กร”น.ส.ปฐมา กล่าว

น.ส.ปฐมา กล่าวว่า จากการถอดบทเรียนความผิดพลาดและข้อเรียนรู้จากองค์กรขนาดต่างๆ พบว่า

องค์กรขนาดเล็ก ต้องเน้นการ “โฟกัส” ปัญหาหลักเพียงเรื่องเดียวที่สร้างผลกระทบหรือมูลค่าสูงสุดให้กับธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรายได้ใหม่ หรือการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยเลือกรอบรับโซลูชัน AI มาใช้แก้ปัญหานั้นให้ตรงจุดโดยไม่ต้องทำหลายเรื่องพร้อมกัน

องค์กรขนาดกลาง มักประสบปัญหาการใช้ AI แบบแยกส่วน ในแต่ละแผนก เช่น การตลาด การเงิน หรือ HR มีเครื่องมือของตัวเอง สิ่งสำคัญคือต้องหยุดนำโครงการนำร่อง มาขยายผลโดยตรง แต่ต้องมองภาพรวมเพื่อหา Enterprise Value และเชื่อมโยงการทำงานระหว่างแผนกก่อนทำการขยายผล

องค์กรขนาดใหญ่ มักมีระบบหรือโครงสร้างเก่าจำนวนมาก จำเป็นต้อง “คิดใหม่ ทำใหม่” กับโมเดลธุรกิจ (Reinvent Business Model) ไม่ควรนำเทคโนโลยีใหม่ไปครอบลงบนกระบวนการทำงานเดิมๆ แต่ต้องให้ พนักงานที่มีความเข้าใจงาน เข้ามาร่วมออกแบบกระบวนการ และนำ AI เข้ามาเสริมเพื่อสร้างการเติบโต

ปัจจัยสำคัญในการวัดผลและการเตรียมความพร้อมบุคลากรว่า การวัด KPI ควรวัดจาก “มูลค่าที่เพิ่มขึ้นจริงให้กับองค์กร”

สำหรับองค์กรที่มีประวัติยาวนาน การจะก้าวข้ามยุค AI ได้นั้น ขึ้นอยู่กับการสร้างความพร้อมของบุคลากรต่อการเปลี่ยนแปลงโดยการปรับ mindset และการเตรียมทักษะการตัดสินใจ ซึ่งในส่วนของเอคเซนเชอร์เอง ผู้บริหารยังคงต้องเข้าร่วมการอบรม AI หลักสูตรเฉพาะบุคคลยาวนานถึง 100 ชั่วโมง โดยมี AI Agent ช่วยสนับสนุนการทำงานในด้านต่างๆ เช่น การบริหารงบประมาณ การดูแลพนักงาน และการประเมินความพึงพอใจ เพื่อสะท้อนถึงความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ในยุคดิจิทัล