GULF แจ้งข้อพิพาท ” ไทยคม-DE” เรื่องก่อนควบรวม ยันใช้สิทธิสู้คดีตามกม.

HoonSmart.com >> GULF แจงข่าวกระทรวงดิจิตัล เรียกปรับ “ไทยคม-GULF”   ยัน GULF ยังไม่มีผลภาระผูกพันทางกฎหมาย- การชำระเงิน  ชี้เป็นเรื่องเดิมของ “อินทัช-ชินวัตรแซทเทลไลท์” ก่อนควบรวม “อินทัช-ไทยคม” พร้อมใช้สิทธิสู้คดีตามกฎหมาย 

ยุพาพิน วังวิวัฒน์

นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์  (GULF) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏข่าวเกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)  อนุมัติให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  (DE)  ดำเนินการทางกฎหมายกับบริษัท ไทยคม  (THCOM)   และ GULF  กรณีการปฏิบัติตามสัญญาสัมปทานดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ   โดยระบุว่า THCOM  มิได้ส่งมอบทรัพย์สินให้ครบถ้วนภายหลังสิ้นสุดอายุสัญญาสัมปทาน และอาจมีค่าปรับเป็น
จำนวน  1,250 ล้านบาท นั้น

บริษัทฯ ขอเรียนชี้แจงว่า บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH – หรือ เดิมชื่อ  ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ ) และบริษัท ไทยคม (เดิมชื่อ บริษัท ชินวัตรแซทเทลไลท์ ) ร่วมกันเป็นคู่สัญญากับกระทรวงฯ ในสัญญาสัมปทานเพื่อดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ โดยมีบริษัท ไทยคม ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการ (Operator) กิจการดาวเทียมตามสัญญาสัมปทานดังกล่าวในนามของบริษัท อินทัช และต่อมาสัญญาสัมปทานดังกล่าวได้สิ้นสุดลง ตามกำหนดระยะเวลา 30 ปี โดยบริษัท ไทยคม ปฏิบัติตามสัญญาและส่งมอบทรัพย์สินภายใต้สัญญาสัมปทานคืนให้แก่กระทรวงฯ โดยครบถ้วนแล้วเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2564

ต่อมา วันที่ 1 เม.ย. 2568 บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์  (GULF) ได้ควบรวมบริษัทกับ INTUCH  เสร็จสมบูรณ์ตามกฎหมาย เกิดเป็นบริษัท “บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์”  ซึ่งเป็นนิติบุคคลใหม่ที่รับโอนไป ทั้งทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของบริษัท อินทัช โดยผลของกฎหมาย อันมีผลให้บริษัทฯ เข้าสวมสิทธิเป็นคู่สัญญา หรือคู่ความในกรณีพิพาทใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสัญญาสัมปทานดังกล่าวแทนที่ บริษัท อินทัช ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ หากมีการเริ่มต้นกระบวนการอนุญาโตตุลาการ บริษัทฯ จะใช้สิทธิในการต่อสู้คดีตามกรอบกฎหมาย เพื่อรักษาสิทธิ
และผลประโยชน์ของบริษัทฯ ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องต่อไป

ทั้งนี้ ณ วันที่มีหนังสือฉบับนี้ บริษัทฯ ยังไม่มีภาระผูกพันหรือ หน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องดำเนินการตามที่ปรากฏเป็นข่าว และยังไม่มีภาระผูกพันในการชำระเงินจำนวนประมาณ 1,250 ล้านบาท ให้แก่กระทรวงแต่อย่างใด

หากมีความคืบหน้าประการใด บริษัทฯ จะเรียนแจ้งข้อมูลต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและผู้ถือหุ้นรับทราบต่อไป