TRUE จ่อขายหุ้นกู้ 1.1 หมื่นล้านบ. ทริสฯชี้กำไรโตต่อ ไม่ห่วงหนี้สูง

HoonSmart.com>> “ทรู คอร์ปอเรชั่น” (TRUE)  เตรียมขายหุ้นกู้ 1.1 หมื่นล้านบาท ได้รับอันดับเครดิต A+ แนวโน้มบวก ทริสฯมองกำไรดีขึ้น สร้างกระแสเงินสด รับมือภาระหนี้สูงได้ ม่ั่นใจบริษัทจะสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดในธุรกิจโทรคมนาคมของประเทศไทยไว้ได้

บริษัททริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 1.1 หมื่นล้านบาทและไถ่ถอนภายใน 10 ปีของ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ที่ระดับ “A+” เพื่อไปใช้ชำระหนี้และ/หรือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน และยังคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันที่ระดับ “A+” พร้อมคงแนวโน้มอันดับเครดิต “Positive” (บวก) ด้วย

อันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะผู้นำทางการตลาดของบริษัทในธุรกิจให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมและบริการดิจิทัลในประเทศไทย ซึ่งได้รับแรงหนุนจากโครงข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ตลอดจนการถือครองคลื่นความถี่ที่หลากหลาย และแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี นอกจากนี้ การพิจารณาอันดับเครดิตยังคำนึงถึงแนวโน้มการทำกำไรที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องของบริษัทอีกด้วย อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตยังคงถูกจำกัดโดยภาระหนี้สินจำนวนมากและโครงสร้างเงินทุนที่มีภาระหนี้สูง

ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สอดคล้องกับความคาดหมายของทริสฯ โดยบริษัทมีรายได้จากการดำเนินงานรวมทั้งสิ้น 9.28 หมื่นล้านบาทและมี EBITDA อยู่ที่จำนวน 5.81 หมื่นล้านบาท

รายได้จากการให้บริการซึ่งไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (Interconnection Charges — IC) และรายได้จากการให้เช่าโครงข่ายเติบโตเล็กน้อยมาอยู่ที่จำนวน 8.24 หมื่นล้านบาทในช่วงครึ่งปีแรก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 89% ของรายได้จากการดำเนินงานรวม ทั้งนี้ รายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นเติบโตเกือบ 1% ได้รับแรงหนุนจากฐานผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้น 2% มาอยู่ที่ 48.6 ล้านราย ณ สิ้นเดือนมิ.ย. 2569 ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการแบบเฉลี่ย (Blended Average Revenue Per User – Blended ARPU) ยังคงค่อนข้างทรงตัว

สำหรับรายได้จากการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงนั้นยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องซึ่งมีแรงขับเคลื่อนจากการเพิ่มขึ้นของทั้งจำนวนผู้ใช้บริการและการปรับเพิ่มขึ้นของรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการโดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความพยายามของบริษัทในการขยายการให้บริการเพื่อตอบสนองอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นในด้านโซลูชันบ้านอัจฉริยะ (Smart-home Solutions) และการเชื่อมต่อภายในบ้านด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) (AI-enabled Home Connectivity) ซึ่งการเติบโตของทั้งสองธุรกิจนี้ช่วยชดเชยการลดลงอย่างต่อเนื่องของรายได้จากการบอกรับสมาชิกในธุรกิจโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิก (Pay-TV) ที่ยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในการรับชมสื่อ

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทยังคงแข็งแกร่ง โดยบริษัทมี EBITDA Margin อยู่ที่ระดับ 62.7% ซึ่งช่วยสนับสนุนการสร้างกระแสเงินสดและอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินให้ดีขึ้น การขยายตัวของอัตรากำไรมีปัจจัยผลักดันจากการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างมีวินัย ตลอดจนการรับรู้ประโยชน์จากการผสานพลังทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และการที่ต้นทุนค่าเช่าโครงข่ายคลื่นความถี่หมดไปภายหลังจากที่บริษัทได้รับใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ใหม่ในไตรมาสที่ 3/2568 ทริสฯคาดว่าความสามารถในการทำกำไรจะยังคงแข็งแกร่งในระยะปานกลางโดยมีปัจจัยหนุนจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและการเติบโตของรายได้จากการให้บริการ

ณ เดือนมิ.ย. 2569 ภาระหนี้ของบริษัทยังคงอยู่ในระดับสูงโดยมีหนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้วจำนวน 4.7 แสนล้านบาทและมีอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนอยู่ที่ระดับ 85.5%

อย่างไรก็ตาม การสร้างกำไรที่แข็งแกร่งช่วยเสริมให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินที่สำคัญของบริษัทปรับตัวดีขึ้น โดยอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ลดลงมาอยู่ที่ 4.1 เท่า ในขณะที่อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินปรับตัวดีขึ้นเป็น 19.8% ทั้งนี้ ทริสฯคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2569-2571 โดยได้รับแรงหนุนจากผลกำไรที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและการลดลงของภาระหนี้ โดยคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA จะปรับตัวดีขึ้นเป็น 3.5-4.0 เท่า ในขณะที่อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 20%-24% ในช่วงประมาณการ

ณ เดือนมิ.ย. 2569 บริษัทมีหนี้สินรวมทั้งสิ้นจำนวน 3.26 แสนล้านบาทซึ่งไม่รวมหนี้สินตามสัญญาเช่าและภาระหนี้จากค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนต่อหนี้สินรวมอยู่ที่ระดับประมาณ 6.5% ของหนี้สินรวม

แนวโน้มอันดับเครดิต “Positive” (บวก) สะท้อนถึงมุมมองของทริสฯที่เห็นว่าความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของบริษัทจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยมีปัจจัยหนุนจากการรับรู้ประโยชน์จากการผสานพลังทางธุรกิจและการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน อีกทั้งยังคาดว่าบริษัทจะสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดในธุรกิจโทรคมนาคมของประเทศไทยเอาไว้ได้ ในขณะเดียวกันก็เสริมสร้างผลการดำเนินงานให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในช่วง 3 ปีข้างหน้า ส่วนการใช้จ่ายด้านเงินทุนนั้นก็คาดว่าจะยังคงเป็นไปอย่างมีวินัยโดยที่หนี้สินอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับประมาณการของทริสฯ