HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯทั้งสามดัชนีหลักปิดบวก ดาวโจนส์พุ่ง 624 จุด บอนด์ยีลด์ลดลง หวังธนาคารกลางสหรัฐฯ คงดอกเบี้ยหลังผู้ว่าการเฟดหนุนคงดอกเบี้ย หากข้อมูลบ่งชี้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อกำลังชะลอตัวลง “ราคาน้ำมันดิบ” เบรนท์ปรับลดลง ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดบวก
ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 3 กันยายน 2569 ปิดบวก ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนมีความหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจคงอัตราดอกเบี้ย หลังจากคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ สมาชิกคณะผู้ว่าการเฟดให้ความเห็นว่าแรงกดดันด้านราคาเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น และจะสนับสนุนให้เฟดคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม หากข้อมูลบ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อกำลังชะลอตัวลง
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 53,686.11 จุด เพิ่มขึ้น 624.16 จุด, +1.18%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,747.71 จุด เพิ่มขึ้น 81.11 จุด, +1.06%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,584.06 จุด เพิ่มขึ้น 366.23 จุด, +1.40%
ทั้งสามดัชนีหลัก ต่างปิดปรับตัวสูงขึ้นอย่างน้อย 1% โดยดัชนี Nasdaq ได้รับแรงหนุนจากกลุ่ม Magnificent Seven และต่างมีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นในภาพรวมรายสัปดาห์
วอลเลอร์ได้แสดงความมั่นใจต่อแนวโน้มเงินเฟ้อในปัจจุบัน โดยกล่าวว่า ผลกระทบจากการขึ้นภาษีศุลกากรน่าจะมีจำกัด และราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคส่วนอื่น ๆ ของเศรษฐกิจ แม้เขายอมรับว่าอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ “สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดอย่างเห็นได้ชัด” แต่ก็ชี้ว่าแนวโน้มล่าสุด “บ่งชี้ว่าในที่สุดก็เริ่มเห็นสัญญาณของการชะลอตัวของเงินเฟ้อแล้ว”
“หากแนวโน้มนี้ยังคงปรากฏอยู่ในข้อมูลที่จะทยอยออกมาในช่วงสองสัปดาห์ข้างหน้า ผมก็มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนให้คงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (federal funds rate) ไว้ที่ระดับปัจจุบัน” วอลเลอร์กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์
กระทรวงแรงงานมีกำหนดรายงานข้อมูลเงินเฟ้อ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในสัปดาห์หน้า ขณะที่กำหนดการประชุมของเฟดคือวันที่ 15-16 กันยายน
ตลาดการเงินได้ปรับลดคาดการณ์เกี่ยวกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเฟดเดือนกันยายน โดยข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CMEบ่งชี้โอกาสที่จะมีการขึ้นดอกเบี้ยลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.4% จาก 63.2% เมื่อวันพุธ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐาน ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 4.77% ปรับตัวลดลงจากพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2023 หลังวอลเลอร์ กล่าวว่าเขามีแนวโน้มที่จะสนับสนุนให้เฟดคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม
ความเห็นของวอลเอร์ ประกอบกับการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วของค่าเงินเยน เป็นปัจจัยหนุนให้ผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลดลงในวงกว้าง และช่วยสร้างแรงส่งให้กับตลาด แม้ราคาน้ำมันจะยังคงยืนอยู่ในระดับสูงก็ตาม
ในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของดัชนี S&P 500 กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย เป็นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในแง่ของเปอร์เซ็นต์ ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงาน ปรับขึ้นน้อยที่สุด
หุ้น Nvidia ปรับขึ้น 1.8% หลังจากบริษัทประกาศแผนเข้าซื้อกิจการ Hugging Face ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนา ด้วยมูลค่า 1.29 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อท้าชนกับคู่แข่งอย่าง OpenAI และ Anthropic
หุ้นผู้ผลิตชิป Broadcom ร่วงลง 2.7% หลังจากบริษัทคาดการณ์รายได้ไตรมาสที่ 4 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
ด้านหุ้น Snowflake พุ่งขึ้น 16.6% หลังจากการคาดการณ์รายได้รายปีที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนในกลุ่มซอฟต์แวร์โดยรวม โดยหุ้น ServiceNow Salesforce และ Adobe ต่างปรับขึ้นในช่วงระหว่าง 2.1% ถึง 6.5% ในวันดังกล่าว
แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นมาใหม่จะยังคงทำให้ประเด็นเรื่องเงินเฟ้ออยู่ในความสนใจ แต่ขณะนี้ตลาดกำลังเริ่มหันไปจับตามองตลาดแรงงานมากขึ้น เนื่องจากมีการทยอยเปิดเผยข้อมูลทางเศรษฐกิจหลายชุดซึ่งถือเป็นการปูทางไปสู่การรายงานตัวเลขการจ้างงานที่จะมีขึ้นในวันศุกร์นี้
สถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) รายงาน ดัชนีภาคบริการเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 55.4 สูงกว่า 54.1 ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์
Challenger, Gray & Christmas ซึ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษาด้านการจัดหางานใหม่ รายงานว่าการประกาศเลิกจ้างงานในเดือนสิงหาคมชะลอตัวลง ซึ่งถือเป็นสัญญาณล่าสุดที่สะท้อนถึงภาวะตลาดแรงงานที่มีทั้ง “การจ้างงานต่ำและการเลิกจ้างต่ำ” ข้อมูลนี้สอดคล้องกับตัวเลขจากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ เกี่ยวกับจำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานเพิ่มขึ้น 2,000 ราย มาที่ 206,000 ราย สูงกว่า 205,000 รายที่นักวิเคราะห์คาด
นักลงทุนจับตาการรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนสิงกาคม ในวันศุกร์นี้ (4 ก.ย.) ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า จะเพิ่มขึ้น 58,000 ตำแหน่ง และคาดว่าอัตราว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.1%
ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกหลังจากร่วงลงติดต่อกัน 3 วันทำการ โดยได้รับแรงหนุนจากการที่แรงเทขายในตลาดพันธบัตรทั่วโลกเริ่มชะลอตัวลง ประกอบกับนักลงทุนต่างจับตาข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ถึงทิศทางนโยบายการเงินในระยะต่อไปของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
ดัชนี STOXX 600 ฟื้นตัวหลังจากที่ร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งเดือนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นในภูมิภาคส่วนใหญ่ต่างก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 649.10 จุด เพิ่มขึ้น 3.19 จุด, +0.49%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,286.40 จุด เพิ่มขึ้น 5.77 จุด, +0.07%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 26,003.32 จุด เพิ่มขึ้น 163.99 จุด, +0.63%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,831.52 จุด เพิ่มขึ้น 75.07 จุด, +0.70%
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเผชิญแรงกดดันเนื่องจากสงครามกับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น และเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ หนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้น และนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น
หุ้นในยุโรปมีความเสี่ยงเป็นพิเศษต่อราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เนื่องจากภูมิภาคนี้พึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นอย่างมาก แม้ราคาน้ำมันลดลงในวันพฤหัสบดี แต่ยังคงอยู่เหนือ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรยูโรโซนลดลงจากระดับสูงสุดในรอบหลายปี
ผลสำรวจล่าสุดชี้ให้เห็นว่า การเติบโตของภาคบริการซึ่งเป็นภาคส่วนหลักของยูโรโซนได้ชะลอตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือนเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แม้ว่าอุปสงค์ที่แข็งแกร่งและครอบคลุมในวงกว้างจะช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมของภาคเอกชนให้ยังคงทรงตัวอยู่ได้ก็ตาม
บรรดาเทรดเดอร์ต่างมีความมั่นใจเกือบเต็มร้อยว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 2.5% ในการประชุมสัปดาห์หน้า และจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งละ 0.25% จำนวน 2 ครั้งภายในช่วงกลางปี 2027
ตลาดจับตารายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ที่จะเปิดเผยในวันศุกร์นี้อย่างใกล้ชิด เพื่อหาสัญญาณใหม่เกี่ยวกับทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หลังจากที่ถ้อยแถลงในเชิงใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด ของเควิน วอร์ช ประธานเฟดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้เทรดเดอร์เพิ่มการคาดการณ์ว่าเฟด จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในอนาคต
สำหรับหุ้นรายตัว หุ้น Soitec ผู้ผลิตวัสดุสำหรับชิปสัญชาติฝรั่งเศสพุ่งขึ้น 10.3% ขึ้นมานำดัชนี STOXX 600 หลังจากที่ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของรายได้สำหรับไตรมาสที่ 2 ของปี 2027 เป็น 50% เมื่อเทียบปีต่อปี จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 30%
หุ้นกลุ่มสินค้าหรูปรับตัวลดลงนำกลุ่มอื่น โดยร่วงลง 2% เนื่องจากนักลงทุนมีความระมัดระวังมากขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมนี้ ทั้งนี้ หุ้น LVMH ลดลง 1.8% หุ้น Hermes และ Kering ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Gucci ลดลงประมาณ 2% และ 3% ตามลำดับ
หุ้น Commerzbank ธนาคารเยอรมนีเพิ่มขึ้น 2.3% หลังจากที่ประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนรอบใหม่มูลค่าสูงสุดถึง 1.2 พันล้านยูโร (1.39 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
หุ้น Deutsche Telekom (บวก 1.1% หลังจากที่ Elliott Investment Management เข้าไปถือหุ้นในบริษัท
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้น 29 เซนต์ หรือ 0.32% ปิดที่ 91.30ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายนลดลง 11 เซนต์ หรือ 0.12% ปิดที่ 95.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
———————————————————————————————————————————————————–

