HoonSmart.com>>รมว.คลัง เปิดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระลอกใหม่ ดันไทยทำหน้าที่ “ผู้เชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจ” ผสานพลังภูมิภาคอาเซียนเร่งเปลี่ยน 4 วิกฤตเชิงโครงสร้างให้เป็นโอกาสทางการค้า การลงทุน การเติบโตอย่างยั่งยืน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.กระทรวงกรคลัง กล่าวในงาน “BANGKOK BUSINESS SUMMIT” กล่าวตอนหนึ่งว่า สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับความผันผวน ความไม่แน่นอน และความซับซ้อนที่สูงขึ้น พร้อมชูแนวคิดการเป็น “ผู้เชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจ” (Trusted Connector) เพื่อเปลี่ยนจุดแข็งที่หลากหลายให้เป็นพลังร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภายใต้แนวทางรับมือ 4 ด้านหลัก ดังนี้
1. ด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ จากยุคสมัยของการมุ่งเน้นเฉพาะ “ประสิทธิภาพ” เพียงอย่างเดียวได้สิ้นสุดลงแล้ว การค้าและการลงทุนในปัจจุบันต้องมาพร้อมกับ “ความมั่นคง” มาตรการกีดกันภาษีทางการค้า การควบคุมการส่งออก การอุดหนุนภาครัฐ และกฎถิ่นกำเนิดสินค้าที่เข้มงวดมากขึ้น กำลังเปลี่ยนทิศทางการไหลเวียนของทุนและสินค้า ขณะที่สินค้าส่วนเกินจากตลาดหนึ่งกำลังทะลักเข้าสู่อีกตลาด
ไทยและอาเซียนต้องเร่งประสานความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ (G2G) ในการกำหนดกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน และมาตรฐานร่วมกัน พร้อมสนับสนุนให้ภาคเอกชนจับคู่ทางธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อลดการแข่งขันกันเองอย่างไร้ประโยชน์ และปรับตัวรับการย้ายฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติที่มองหาแหล่งลงทุนที่ปลอดภัย
2. ด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล กำลังกลายเป็นแหล่งพลังงานใหม่ของ productividad แต่การเข้าถึงเซมิคอนดักเตอร์ กำลังการประมวลผล ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) พลังงานไฟฟ้าสำหรับระบบกริด และบุคลากรที่มีทักษะ กำลังกลายเป็นประเด็นเชิงนโยบายที่กระทบทั้งการเติบโตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานอย่างก้าวกระโดด
ต่อการรองรับเรื่องนี้ ได้เร่งผลักดันข้อตกลงกรอบการดำเนินงานเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (DEFA) มุ่งเน้นการกระจายเทคโนโลยีสู่เศรษฐกิจวงกว้างและกลุ่ม SMEs พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ การกำกับดูแล AI การเชื่อมโยงระบบชำระเงินข้ามแดน เช่น การเชื่อม PromptPay กับ PayNow รวมถึงการร่วมกันปราบปรามภัยคุกคามทางไซเบอร์ มิจฉาชีพ และสแกมเมอร์ในระดับภูมิภาค
3. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความมั่นคงทางพลังงาน ภัยธรรมชาติทั้งอุทกภัยและภัยแล้งที่ถี่ขึ้นกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม เสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหารระดับโลก รวมถึงหยุดชะงักห่วงโซ่การผลิตอุตสาหกรรมไฮเทค ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในไทยที่กระทบต่อการผลิตคอมพิวเตอร์ทั่วโลก
รัฐฯเร่งผลักดันโครงการโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดระหว่างประเทศสมาชิกที่มีศักยภาพแตกต่างกัน ช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานเขียวของภาคอุตสาหกรรม
4. โครงสร้างประชากรและสังคมสูงวัย จากอัตราการเกิดที่ลดลงและอายุขัยที่ยาวขึ้นกำลังสร้างแรงกดดันต่อกำลังแรงงาน Productivity และเพิ่มภาระงบประมาณทางการคลังของหลายประเทศ เช่น ไทยและสิงคโปร์
ทางอาเซียนจะใช้ประโยชน์จากความแตกต่างทางโครงสร้างประชากร โดยประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างไทยและสิงคโปร์จะมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ และเศรษฐกิจสูงวัย ขณะที่ประเทศที่มีประชากรเยาวชนสูงอย่างเวียดนาม ลาว และฟิลิปปินส์ จะเสริมสร้างกำลังแรงงาน ผ่านการผลักดันนโยบายการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรีและเป็นระบบในภูมิภาค
รมว.คลัง กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมทำหน้าที่เป็น “ผู้เปิดทาง” (Enabler) ในการวางนโยบายและโครงสร้างพื้นฐาน แต่หัวใจสำคัญของการแปลงไอเดียให้เป็นการลงทุนจริงคือ ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชน
การเติบโตในระลอกใหม่ (New Horizons) จะไม่ใช่เพียงแค่การดึงดูดเงินลงทุนหรือสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่เป็นการสร้างระบบที่เชื่อมโยงทั้งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาด ระบบขนส่งคมนาคม โลจิสติกส์ และศักยภาพของมนุษย์เข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนความหลากหลายของอาเซียนให้เป็นพลังร่วม และดันภูมิภาคนี้ให้เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโต แห่งใหม่ของโล
กอย่างยั่งยืน
