ดาวโจนส์ปิดบวก 295 จุด แรงช้อนซื้อกลับ บอนด์ยีลด์ชะลอ

HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯทั้งสามดัชนีหลักปิดบวก ดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 295 จุด ฟื้นตัวหลังจากร่วงลงติดต่อกันมา 3 วัน แรงซื้อหุ้นและกลุ่มอุตสาหกรรมที่อาจถูกเทขายมากเกินไป ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลชะลอตัวลงหลังพุ่งขึ้นต่อเนื่องแตะระดับสูงสุดรอบหลายปี “ราคาน้ำมันดิบ” ขยับขึ้นต่อ ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบเล็กน้อย

ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 2 กันยายน 2569 ปิดบวก โดยฟื้นตัวบางส่วนหลังจากที่ร่วงลงติดต่อกันมา 3 วัน ขณะที่นักลงทุนเข้าซื้อหุ้นและกลุ่มอุตสาหกรรมที่อาจถูกเทขายมากเกินไป ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลชะลอตัวลงหลังจากที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องจนแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปีในช่วงที่ผ่านมา

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 53,061.95 จุด เพิ่มขึ้น 295.07 จุด, +0.56%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,666.60 จุด เพิ่มขึ้น 35.13 จุด, +0.46%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,217.83 จุด เพิ่มขึ้น 118.05 จุด, +0.45%

ดัชนี Russell 2000 ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นขนาดเล็ก ปรับตัวขึ้น 1.1% และทำผลงานได้โดดเด่นกว่าดัชนีหุ้นขนาดใหญ่

บรรยากาศในตลาดปรับตัวดีขึ้นจากราคาน้ำมันเริ่มชะลอตัวลง ประกอบกับเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ลดทอนความคาดหมายที่ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างแน่นอนในเดือนกันยายน โดยนายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟด สาขานิวยอร์ก กล่าวกับสำนักข่าว CNBC ว่า ในขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนว่าจำเป็นต้องมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายนเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

นอกจากนี้ วิลเลียมส์ยังระบุว่าการปรับตัวสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอาจมีสาเหตุมาจากภาวะเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง มากกว่าที่จะเกิดจากการพุ่งขึ้นของคาดการณ์เงินเฟ้อ ในวันพุธ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล อายุ 10 ปี ยังคงอยู่ที่ระดับ 4.79% หลังแตะ 4.818%ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2023 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 5.27%

ในรายกลุ่มอุตสาหกรรม หุ้นกลุ่มสายการบิน กลุ่มเหมืองทองคำและเงิน และกลุ่มธนาคารระดับภูมิภาค เป็นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นที่สุด ขณะที่หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์และบริการ ซึ่งถูกมองว่าอาจได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของ AI (AI disruption) มีผลการดำเนินงานที่ต่ำกว่าตลาด

ดัชนี Philadelphia SE Semiconductor Index บวก 0.45% ขณะที่นักลงทุนบริษัทผู้ผลิตชิป Broadcom ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่สองหลังปิดตลาด

หุ้นNvidia บริษัทผู้ผลิตชิปที่อยู่แถวหน้าของกระแส AI ปรับตัวขึ้น 3.2% ขณะที่ Micron และ Qualcomm ปรับตัวขึ้น 2.4% และ 2.0% ตามลำดับ

หุ้น Dell พุ่งขึ้น 15.8% หลังจากปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรและรายได้ประจำปี

หุ้น Brown-Forman ผู้ผลิตวิสกี้ Jack Daniel’s ปรับตัวสูงขึ้น 3.9% หลังจากรายงานผลกำไรรายไตรมาสที่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

หุ้น Uber Technologies แอปพลิเคชันเรียกรถรายใหญ่ บวก 1.6% หลังจากบริษัทประกาศแผนการปลดพนักงานประมาณ 10% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด

อย่างไรก็ตามการปรับขึ้นยังจำกัดจากแรงเทขายในตลาดพันธบัตรทั่วโลกที่ยังต่อเนื่องจากความกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้อและหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้น ประกอบกับสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงาน ได้แก่ การจ้างงานของภาคเอกชนเดือนสิงหาคมจาก ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) ที่เพิ่มขึ้น 38,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่า 47,000 ตำแหน่ง ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) รายงานเมื่อวันพุธว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวในระดับ ปานกลาง แม้มีความกังวลเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับสงครามในอิหร่านและผลกระทบที่มีต่อระดับราคาสินค้าก็ตาม

ในรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจหรือ Beige Book ที่จัดทำขึ้นเป็นระยะนั้น บรรดาภาคธุรกิจระบุว่าภาพรวมการจ้างงาน เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่ระดับราคาปรับตัวสูงขึ้นในระดับปานกลางแม้มี 1ใน 12 เขตเศรษฐกิจหนึ่งรายงานว่าปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากก็ตาม

นักลงทุนจับตาการรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนสิงกาคม ในวันศุกร์นี้ (4 ก.ย.) ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า จะเพิ่มขึ้น 58,000 ตำแหน่ง และคาดว่าอัตราว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.1%

ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบเล็กน้อย โดยได้รับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นได้ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อที่มาจากราคาพลังงาน

ดัชนี STOXX 600 ร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งเดือนระหว่างการซื้อขาย โดยกลุ่มค้าปลีกเป็นกลุ่มที่ฉุดตลาดลงมากที่สุดด้วยการปรับตัวลดลง 2.3%
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 645.91 จุด ลดลง 1.55 จุด, -0.24%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,756.45 จุด ลดลง 32.83 จุด, -0.30%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,280.63 จุด ลดลง 21.22 จุด, -0.26%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,839.33 จุด ลดลง 130.78 จุด, -0.50%

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ซื้อขายอยู่ที่ระดับสูงกว่า 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เกิดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อมากขึ้น ขณะที่สหรัฐฯ และอิหร่านต่างโจมตีกันอีกในช่วงข้ามคืน ซึ่งเป็นการยกระดับความขัดแย้งระหว่างสองประเทศที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายสัปดาห์

ยุโรปถูกมองว่ามีความเปราะบางเป็นพิเศษต่อความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาหลายเดือน เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน แต่ผลประกอบการที่แข็งแกร่งในช่วงฤดูกาลรายงานผลประกอบการล่าสุดเป็นข่าวดีสำหรับนักลงทุน และช่วยจำกัดการร่วงลงของดัชนี STOXX ได้บ้าง จากสัญญาณที่บ่งชี้ว่าบริษัทต่างๆ รับมือได้ดีกว่าที่คาดไว้

กอร์ดอน เคอร์ นักยุทธศาสตร์มหภาคยุโรปของ KBRA กล่าวว่า ภาพรวมยังคงค่อนข้างดี และการเติบโตดีกว่าที่คาด อย่างไรก็ตาม ความกังวลเกี่ยวกับระดับราคาที่สูงขึ้นคือปัจจัยที่ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนในระยะสั้น

ประเด็นหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงของกลุ่มประเทศในยุโรป เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี และอังกฤษ กำลังเป็นที่จับตา เนื่องจากภาวะอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นอาจเพิ่มภาระทางการคลังให้กับประเทศเหล่านี้

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 10 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2011 ทั้งนี้ ข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG ชี้ว่านักลงทุนประเมินโอกาสเกือบ 100% ที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในสัปดาห์หน้า และคาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวมเกือบ 0.50% ภายในสิ้นปีนี้

อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นถือเป็นปัจจัยบวกในภาพรวมต่อธนาคาร โดย หุ้นกลุ่มธนาคารที่ปรับขึ้น 0.6%ช่วยจำกัดการปรับตัวลงของดัชนี STOXX

หุ้น ING ปรับตัวขึ้นนำกลุ่มโดยบวก 2.4% หลังจาก Morgan Stanley ปรับเพิ่มคำแนะนำการลงทุนเป็นOverweightจากEqual-weight เพราะแนวโน้มผลประกอบการระยะกลางของธนาคารในยุโรปยังคงเป็นบวก โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของสินเชื่อและการลงทุนที่แข็งแกร่งในภาคการผลิต

หุ้น Volkswagen ร่วงลง 3.2% หลังจาก STOXX ผู้จัดทำดัชนีประกาศว่า Nokia Oyj ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมของฟินแลนด์ จะกลับเข้ามาอยู่ในดัชนี Euro STOXX 50 อีกครั้ง โดยเข้ามาแทนที่

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้น 79 เซนต์ หรือ 0.88% ปิดที่ 91.01ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 98 เซนต์ หรือ 1.04% ปิดที่ 95.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–

 
 

1 กย