HoonSmart.com>>นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นำทีม ครม.สัญจรภาคใต้ เดินหน้า Quick Win เปลี่ยนระบบเยียวยาน้ำท่วมจาก “รอเงินชดเชย” เป็น “ประกันภัยพิบัติถ้วนหน้า” ครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือนทั่วไทย เคลมไวภายใน 15 วัน พร้อมอัดงบเร่งด่วน 142 ล้านบาท รับมือภัยพิบัติภาคใต้
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี ได้กำหนดแนวทางเร่งด่วน หรือ Quick Win เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการทันที โดยครอบคลุม 4 เรื่องสำคัญ คือ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ”
ด้านการป้องกันและบริหารจัดการภัยพิบัติ รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเร่งด่วนกว่า 142 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ ทั้งการก่อสร้างศูนย์พักพิงชั่วคราวที่จังหวัดปัตตานี โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำของเทศบาลนครหาดใหญ่และเทศบาลเมืองควนลัง รวมถึงเห็นชอบการดำเนินโครงการปรับปรุงแก้มลิงคลองเรียน
ที่สำคัญ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการให้ปรับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จาก “การรอรับเงินเยียวยา” ไปสู่ “ระบบประกันภัย” สำหรับครัวเรือน โดยแนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ประชาชนได้รับเงินชดเชย “เร็วกว่าและมากกว่า” ระบบเดิม เมื่อเกิดอุทกภัย วาตภัย หรือแผ่นดินไหว มีเป้าหมายให้ความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ
ทั้งนี้ สำหรับโครงการประกันภัยพิบัติถ้วนหน้า การจัดทำประกันภัยดังกล่าวจะเป็นการเพิ่มหลักประกันและความคุ้มครองให้กับประชาชน โดยมีสาระสำคัญ ได้แก่
1. คุ้มครองประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ
2. ภัยที่ให้ความคุ้มครอง 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว
3. ความคุ้มครอง แบ่งออกเป็น
– ความคุ้มครองที่อยู่อาศัย วงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อครัวเรือนต่อครั้ง โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อปี
– กรณีเสียชีวิต จ่ายผลประโยชน์รายละ 2 ล้านบาท โดยความช่วยเหลือเบื้องต้นสามารถจ่ายได้ภายใน 15 วัน และความช่วยเหลือเพิ่มเติมภายในอีก 15 วัน
ทั้งนี้ ภาครัฐจะเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี ขณะที่วงเงินความคุ้มครองอยู่ที่ 75,000 ล้านบาทต่อปี ที่ผ่านมา รัฐใช้งบประมาณในการช่วยเหลือและเยียวยาประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณที่รัฐต้องใช้ในการเยียวยา ค่าพยาบาล ถุงยังชีพ และการจัดตั้งศูนย์พักพิงเมื่อเกิดภัยพิบัติแล้ว ถือว่าเป็นวงเงินที่น้อยกว่า
แนวทางดังกล่าวจึงเป็นการปรับรูปแบบการบริหารความเสี่ยงที่ช่วยให้รัฐใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันสามารถเพิ่มความคุ้มครองและสร้างหลักประกันให้กับประชาชนได้มากขึ้น
