ดาวโจนส์ปิดร่วง 374 จุด ราคาน้ำมันพุ่ง กังวลเงินเฟ้อ-เฟดขึ้นดอกเบี้ย

HoonSmart.com>> ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งสามดัชนีหลักปิดลบ ดาวโจนส์ร่วง 374 จุด ราคาน้ำมันดิบพุ่งกว่า 2% เบรนท์ทะลุ 90 เหรียญสหรัฐฯ/บาณ์ร์เรลอีกครั้ง สงครามสร้างความกังวลเงินเฟ้อ เฟดดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดขึ้น

ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ปิดลบ เนื่องจากราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามได้จุดความกังวลเรื่องเงินเฟ้ออีกครั้ง และเพิ่มความเป็นไปได้ที่จะมีการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 53,185.90 จุด ลดลง 374.09 จุด, -0.70%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,686.14 จุด ลดลง 25.62 จุด, -0.33%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,370.89 จุด ลดลง 31.53 จุด, -0.12

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ ยืนยันกับ MS NOW ว่าสหรัฐฯ ได้โจมตีแท่นยิงจรวด 2 แท่นบนเกาะลารักของอิหร่าน ซึ่งเป็นการโจมตีอิหร่านครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น และเพิ่มการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทำให้ความต้องการเสี่ยงของนักลงทุนลดลง และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น

สงครามที่ยังยืดเยื้อในอิหร่านเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อยังคงอยู่ ขณะที่นักลงทุนยังประเมินสุนทรพจน์ของเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ได้กล่าวที่เมืองแจ็กสันโฮล รัฐไวโอมิงเมื่อวันศุกร์ โดยระบุว่าเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงเกินไป และธนาคารกลางยังมี “งานที่ต้องทำ”

ท่าทีที่แข็งกร้าวของวอร์ช ทำให้นักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์ว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25%ในการประชุมครั้งต่อไปเป็น 62% จากประมาณ 40% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ปีเตอร์ ทูซ ประธานบริษัท Chase Investment Counsel กล่าวว่า เมื่อประเมินความเห็นจากวอร์ชเมื่อสัปดาห์ที่แล้วร่วมกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังคงยืดเยื้อในตะวันออกกลางขณะนี้แนวโน้มน้ำหนักเทไปที่ความเป็นไปได้ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน

อีกทั้งเหลือเวลาอีกสัปดาห์ก่อนวันหยุดแรงงาน (Labor Day) นักลงทุนจึงชะลอการเข้ามาซื้อหุ้น

แม้มีการเทขายหุ้นในวงกว้าง แต่ทั้งสามดัชนีหลักต่างก็ปิดบวกได้ในเดือนสิงหาคม โดยดัชนี Nasdaq ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในเชิงเปอร์เซ็นต์สำหรับเดือนสิงหาคม เนื่องจากกระแสการลงทุนในหุ้นกลุ่ม AI ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าราคาหุ้นจะมีความผันผวนหรืออ่อนตัวลงบ้างในช่วงที่ผ่านมา ส่วนดัชนี Dow Jones ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นกลุ่มบริษัทชั้นนำ ก็สามารถปรับตัวขึ้นได้เป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน

ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นกว่า 2.5% ในรอบเดือน ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปรับขึ้นกว่า 3% ส่วนดัชนี Dow ปรับตัวขึ้น 1.3%

ในบรรดากลุ่มอุตสาหกรรมหลัก 11 กลุ่มของดัชนี S&P 500 หุ้นกลุ่มพลังงาน ปรับตัวขึ้นมากที่สุดโดยได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น ส่วนหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค ลดลงหลังมีรายงานข่าวการแก้ไขร่างกฎหมายในวุฒิสภาของรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งแทบไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาความเสี่ยงด้านความรับผิดชอบทางกฎหมายของผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้าในกรณีเกิดไฟป่า

ในกลุ่มพลังงาน หุ้นของ Halliburton และ Valero Energy ต่างปรับขึ้น 1.9% ขณะที่หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคอย่าง PG&E ของรัฐแคลิฟอร์เนียร่วงลงถึง 20.1% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลดลงรายวันที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 6 ปี

ด้านความเคลื่อนไหวของหุ้นตัวอื่นๆ หุ้น GameStop ปรับขึ้น 2.9% หลังจากบริษัทประกาศว่าจะชำระหนี้ประมาณ 27% ของยอดหนี้สินมูลค่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ (ตามแผนที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้) ด้วยเงินสดที่มีอยู่ แทนการออกหุ้นใหม่ ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้สัดส่วนการถือหุ้น (share dilution)ลดลงอีก

ช่วงเวลาการรายงานผลประกอบการส่วนใหญ่ได้ผ่านพ้นไปแล้ว และวันจันทร์ก็ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลทางเศรษฐกิจที่สำคัญมากนัก นักลงทุนจึงหันไปจับตารายงานตัวเลขการจ้างงานประจำเดือนจากกระทรวงแรงงานที่จะมีการเปิดเผยในวันศุกร์นี้

ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางทหารระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ดัชนี STOXX 600 ซึ่งเป็นดัชนีหลักของตลาดหุ้นยุโรปยังคงสามารถปิดบวกติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5

ปริมาณการซื้อขายเบาบางเนื่องจากตลาดหุ้นลอนดอนปิดทำการในวันหยุดธนาคารในฤดูร้อน

ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 651.10 จุด ลดลง 4.06 จุด, -0.62%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,334.50 จุด ลดลง 66.68 จุด, -0.79%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 26,258.11 จุด ลดลง 311.88 จุด, -1.17%

ดัชนี DAX ของเยอรมนีร่วงลงหนักที่สุดในบรรดาดัชนีหลักของภูมิภาค หลังจากข้อมูลเผยว่าอัตราเงินเฟ้อของเยอรมนีเร่งตัวขึ้นในเดือนสิงหาคม อันเป็นผลมาจากความขัดแย้งเกี่ยวกับอิหร่านที่ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม อัตราการเพิ่มขึ้นดังกล่าวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงทรงตัว

นักลงทุนส่วนใหญ่ได้คาดการณ์และสะท้อนความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายนไว้ในราคาตลาดแล้ว

นักวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคระดับโลกของ ING ระบุในบทวิเคราะห์ว่า สถานการณ์ต่างๆ ดูเหมือนจะเอื้อให้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุม ECB สัปดาห์หน้า โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งที่สองของปีนี้อาจถือเป็นการป้องกันความเสี่ยงหรือปรับขึ้นเพื่อเสริมความน่าเชื่อถือของ ECB และเพื่อรับมือล่วงหน้าต่อผลกระทบทางอ้อมหรือผลกระทบต่อเนื่อง ที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อของยูโรโซนและข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ จะเป็นประเด็นสำคัญที่ตลาดจับตามองในช่วงปลายสัปดาห์นี้

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 2 ปี ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อนโยบายการเงิน พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2024 โดยปรับตัวตามทิศทางของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หลังจากที่เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งสัญญาณเมื่อวันศุกร์ว่าอาจจำเป็นต้องมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมันดิบเบรนต์ที่พุ่งขึ้น โดยหุ้นของบริษัท TotalEnergies, Orlen และ OMV ต่างปรับตัวขึ้นในช่วงระหว่าง 1.5% ถึง 3.5%

สื่อของอิหร่านรายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้โจมตีแท่นยิงขีปนาวุธสองแห่งบนเกาะ Larak ของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งถือเป็นปฏิบัติการทางทหารครั้งแรกของสหรัฐฯ ที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะในการต่อต้านอิหร่านนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพอากาศของสหรัฐฯ สองแห่งในประเทศจอร์แดน

การปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานได้ตอกย้ำความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ในช่วงเวลาที่นักลงทุนต่างเตรียมรับมือกับการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนและความตื่นตัวอย่างต่อเนื่องในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ช่วยหนุนให้ดัชนี STOXX 600 ปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนสิงหาคม

รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจากกลุ่ม G20 รวมตัวกันที่รัฐนอร์ทแคโรไลนาในวันจันทร์และวันอังคาร ขณะที่ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูงส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้น 2.36 ดอลลาร์ หรือ 2.83% ปิดที่ 85.76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้น 2.39 ดอลลาร์ หรือ 2.71% ปิดที่ 90.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–