HoonSmart.com>>วันที่ 31 ส.ค.2569 ที่ประชุมวุฒิสภามีมติด้วยคะแนนเสียง 132 ต่อ 11 เสียง งดออกเสียง 28 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง อนุมัติพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 กรอบวงเงิน 4 แสนล้านบาท ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ หลังจากใช้เวลาในการอภิปรายและชี้แจงนานกว่า 4 ชั่วโมง

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวยืนยันว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้เกิดขึ้นจากความจำเป็นเร่งด่วนและเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ วิกฤตพลังงานครั้งนี้ต่างจากอดีตที่อาจเริ่มจากเศรษฐกิจติดลบหรือธนาคารล้ม แต่ครั้งนี้เริ่มจากพลังงานแพง ลามเป็นของแพง และกระทบกำลังซื้อประชาชนโดยตรง
สำหรับความโปร่งใสและความคุ้มค่าเป็นหัวใจของ พ.ร.ก.ฉบับนี้ ทุกโครงการต้องเปิดเผยบนเว็บไซต์ ตรวจสอบ วิจารณ์ และทักท้วงได้ หากพบส่วนใดไม่โปร่งใสหรือส่อทุจริต ขอให้แจ้งมา รัฐบาลและกระทรวงการคลังพร้อมเข้าไปร่วมตรวจสอบทันที
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ชี้แจงว่า ความกังวลส่วนใหญ่ของสมาชิกวุฒิสภาในการอภิปรายวันนี้อยู่ที่เงินกู้ส่วนที่ 2 วงเงิน 200,000 ล้านบาท สำหรับโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีโครงการใดเสนอเข้ามาอย่างเป็นทางการ จึงยังไม่มีการพิจารณา และไม่ใช่ทุกโครงการที่เสนอมาจะผ่านการพิจารณา เพราะคณะกรรมการกลั่นกรองมีหลักเกณฑ์ละเอียดกว่าที่เขียนไว้ในตัว พ.ร.ก. ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทและไม่สามารถใส่รายละเอียดเชิงปฏิบัติทั้งหมดลงไปได้
ส่วนหลักเกณฑ์สำคัญ โครงการต้องมีความจำเป็นเร่งด่วน แต่ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ต้องพร้อมดำเนินการทันทีเมื่อได้รับอนุมัติ และต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย.2570 พร้อมเบิกจ่ายงวดสุดท้ายไม่เกินวันที่ 31 ธ.ค.2570
ทั้งนี้เนื่องจากเงินกู้ส่วนที่ 2 เป็นเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน คณะกรรมการจึงตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานร่วมพิจารณาก่อนส่งเข้าสู่คณะกรรมการชุดใหญ่ เพื่อให้การตัดสินใจไม่มองเฉพาะมิติการคลัง แต่ครอบคลุมความเหมาะสมทางเทคนิคและผลต่อระบบพลังงานของประเทศ
ทางด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ชี้แจงว่า เงินกู้ 400,000 ล้านบาทแบ่งเป็น 2 ส่วน โดย 200,000 ล้านบาทแรก ใช้บรรเทาผลกระทบแบบมุ่งเป้า ส่งตรงถึงประชาชน ไม่มีการซื้อของหรือเปิดช่องเงินทอน ส่วนอีก 200,000 ล้านบาท เป็นการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืน ไม่ใช่กู้มาปะผุแล้วปล่อยให้เลือดไหลต่อไป
