
โดย….สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP นักวางแผนการเงิน
อ่านเจอข่าว สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ หรือ สศช.) ที่กล่าวว่า การจ้างงานไตรมาส 1 ของปีนี้ แม้ว่าตัวเลขการจ้างงานจะเพิ่มขึ้นแต่ก็มีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น พบว่า อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น 0.94% ความเสี่ยงที่พบ คือ แรงงานไทย เสี่ยงที่จะถูก AI โดยเฉพาะ Generative AI (Gen AI) เข้ามาทดแทน 2.2 ล้านคน หรือ 5.4% ของตลาดแรงงานไทย
โดยแรงงานที่เข้าข่ายได้รับผลกระทบจาก Gen AI ประมาณ 8.7 ล้านคน หรือคิดเป็น 21.8% ของแรงงานไทยทั้งระบบที่มีประมาณ 40.1 ล้านคนคือ
• กลุ่มที่มีความเสี่ยงถูกทดแทน จำนวน 2.2 ล้านคน ได้แก่
-
o แรงงานที่มีทักษะปานกลาง จำนวน 1.9 ล้านคน เช่น งานเสมียน งานบริการลูกค้า พนักงานบัญชี เป็นต้น และ
-
o แรงงานที่มีทักษะสูง จำนวน 3.3 แสนคน อาทิ ผู้เชี่ยวชาญด้านโฆษณาและการตลาด งานวิเคราะห์การเงินและที่ปรึกษาการลงทุน และงานเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น
• กลุ่มที่นำ AI มาสนับสนุนการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ยังต้องอาศัยทักษะของมนุษย์ จำนวน 6.5 ล้านคน ได้แก่
-
o กลุ่มทักษะสูง จำนวน 6 แสนคน อาทิ กลุ่มผู้จัดการและผู้บริหาร งานบริหารจัดการและบุคลากร และงานประชาสัมพันธ์ เป็นต้น
-
o กลุ่มทักษะปานกลาง จำนวน 5.9 ล้านคน อาทิ พนักงานขาย เจ้าของร้านค้า และพนักงานขับรถ เป็นต้น
-
o กลุ่มทักษะต่ำ จำนวน 6.7 หมื่นคน อาทิ พนักงานขนส่ง และพนักงานจดมาตรวัด เป็นต้น
งานวิจัยหลายๆที่ ก็บอกถึงความเสี่ยงนี้ไปทางเดียวกัน อย่างเช่น
• World Economic Forum ชี้ว่าหลายตำแหน่งงานจะเปลี่ยนแปลง แต่จะมีอาชีพใหม่เกิดขึ้นเช่นกัน
• IMF ประเมินว่า AI จะส่งผลต่อแรงงานจำนวนมาก โดยเฉพาะงานที่ใช้ความรู้ แต่ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการปรับตัวและการพัฒนาทักษะ
• OECD เสนอว่าการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของแรงงาน
เมื่อ AI เริ่มเข้ามาแทนเราในแทบทุกอาชีพ เราเองก็ยังต้องกินต้องใช้ เรียนกว่าจะจบก็หมดเงินไปเยอะ เสียเวลากว่า 20ปี อ้าว จบมาหางานไมได้อีก บางคนต้องออกมาทำอาชีพอิสระ เช่น ค้าขาย รับจ้างชั่วคราว ไรเดอร์ฯลฯ เสียดายความรู้ที่เรียนมา เสียดายทรัพยากรที่เสียไป ไม่ใช่แค่เงินที่พ่อแม่จ่ายให้เราเรียน งบประมาณการศึกษาที่รัฐจัดให้ แต่เสียดายมากกว่า คือ การไม่ได้ใช้ศักยภาพในการทำงานสร้างประโยชน์ให้ประเทศ สร้างความภาคภูมิใจให้ตนเอง และคำถามที่ถามตนเองเสมอ คือ “เราจะยอมรับชะตากรรมอย่างนี้ หรือ จะสู้เพื่ออยู่รอด”
“ในอดีต การศึกษาคือหลักประกันของรายได้ แต่ในอนาคต การเรียนรู้ตลอดชีวิตต่างหากคือหลักประกันของการอยู่รอด”
เมื่อ AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตลาดแรงงาน คำถามที่สำคัญจึงไม่ใช่ “AI จะมาแทนงานของเราหรือไม่ เราไม่จำเป็นต้องแข่งกับ AI ถึงอยากแข่ง เราก็คงแพ้ ลองดูง่ายๆ แค่คำถามทั่วไป เรายังต้องเสียเวลาค้นคว้าหาคำตอบ แต่ AI ใช้เวลาไม่กิ่วินาทีตอบเสร็จ แถมยังให้ข้อเสนอแนะที่รอบด้านมากขึ้นแก่เราอีก แต่คือ เราจะทำงานร่วมกับ AI ได้หรือไม่
ทำนองเดียวกับ เจ้าของธุรกิจหลายคนที่ผมเจอส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนสูงกว่าพนักงานที่จ้างมาเลย แต่สามารถดึงศักยภาพของพนักงานแต่ละคนออกมาใช้เพื่อประโยชน์ขององค์กรได้ พวกเราเองก็เปรียบเสมือน เจ้าของธุรกิจที่ต้องเลือก AI (เปรียบเสมือนพนักงาน) มาทำงาน แต่สำคัญ คือ เรามีความรู้ในการใช้งาน AI หรือไม่ จะใช้ AI ตัวไหนดีที่จะตอบโจทย์ ผู้ที่ปรับตัวได้เร็ว จะใช้ AI เพิ่มผลิตภาพและรายได้ ผู้ที่ไม่ปรับตัว อาจเผชิญแรงกดดันด้านรายได้และอาชีพ
โชคดีตอนนี้ รัฐบาลแจกสิทธิให้ใช้ AI กว่า 30 โมเดลจาก 14 ผู้พัฒนาชั้นนำ เช่น GPT, Gemini, Claude, Grok และ Pathumma LLM (โมเดลภาษาไทยของไทย) แถมมีหลักสูตรเรียนรู้ด้าน AI กว่า 96 หลักสูตร เพื่ออัปสกิล 5 ล้านสิทธิ์ ฟรี สำหรับคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปที่ยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ทางรัฐ หรือ ThaiD (เปิดให้ลงทะเบียนได้ถึง 30 สิงหาคม 2570 ปีหน้าโน่นเลย แต่อย่าชะล่าใจนะ สิทธิมีจำกัดแค่ 5 ล้านสิทธิเท่านั้น ของดีและฟรีมีในโลกเหมือนกัน
แต่คนที่ได้ประโยชน์จาก AI ไม่ใช่คนที่เก่ง AI เพียงอย่างเดียว ดังนั้นลำพังแค่เรียน AI ก็ยังไม่พอ เรายังต้องมีทักษะเพิ่มอีกในหลายๆเรื่อง เช่น การคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร ภาวะผู้นำ การแก้ปัญหาซับซ้อน การตัดสินใจเชิงจริยธรรม ฯลฯ ทักษะเหล่านี้จะช่วยให้เราใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ทักษะเหล่านี้เปรียบเหมือนทรัพย์สินติดตัวเรา (Human Capital) ที่สำคัญที่สุด Warren Buffett ยังพูดเลยว่า “การลงทุนที่ดีทีสุด คือ การลงทุนในความรู้และความสามารถของตนเอง”
กลยุทธ์ 7 ข้อที่เราควรใช้ในการปรับปรุงตัวเองในกระแส AI
1. เรียนรู้ AI ใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพงาน ไม่ใช่แข่งขันกับ AI
2. ลงทุนกับทักษะต่างๆ เช่น การสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ การทำธุรกิจ ฯลฯ มาเสริมการใช้ AI ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
3. มีรายได้หลายทาง อย่าพึ่งเงินเดือนอย่างเดียว เสี่ยงมาก ควรศึกษาและเริ่มลงทุนในตัวเอง ในสินทรัพย์การเงินต่างๆ เช่น หุ้น กองทุน ตราสารหนี้ ฯลฯ หารายได้เสริมจากงานอิสระ หรือ ธุรกิจ เช่น อาชีพออนไลน์ ที่เดี๋ยวนี้ทำกันเยอะมาก หากทำขึ้นก็จะมีรายได้ประจำแบบ passive income เข้ามา เผลอๆมากกว่าเงินเดือนเราซะอีก
4. แบ่งลงทุนในทรัพย์สินสร้างกระแสเงินสด เพื่อสร้างรายได้ประจำที่มั่นคงสำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
5. สร้างแบรนด์ส่วนตัว และสร้างเครือข่าย ความน่าเชื่อถือจะมีโอกาสสร้างรายได้จากหลายช่องทางมากขึ้น และโอกาสใหม่ ๆ มักมาจากความร่วมมือ ไม่ใช่เพียงความสามารถส่วนบุคคล
6. และสุดท้าย อย่าลืมดูแลสุขภาพ ไม่ว่า AI จะมาหรือไม่มา สุขภาพเราสำคัญที่สุด ผมชอบคำพูดของเพื่อนหมอคนหนึ่ง “ถ้าเราสุขภาพดี เราจะมีทุกอย่าง ถ้าเราสุขภาพแย่ เราจะเสียทุกอย่าง”
สรุป
“AI จะไม่แทนที่คนทั้งหมด แต่คนที่ใช้ AI เป็น อาจแทนที่คนที่ไม่ใช้ AI ได้”
