HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯทั้งสามดัชนีหลักปิดลบ ดาวโจนส์ลดลง 9 จุด นักลงทุนเริ่มระมัดระวังมากขึ้นหลังประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุมประจำปีที่แจ๊กสันโฮล ย้ำถึงเป้าหมายของธนาคารกลางในการต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ เพิ่มโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ย “ราคาน้ำมันดิบ” ปรับลดลง ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดบวก
ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ปิดลบ เนื่องจากนักลงทุนเริ่มระมัดระวังมากขึ้นหลังจากที่เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุมประจำปีที่แจ๊กสันโฮล ย้ำถึงเป้าหมายของธนาคารกลางในการต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งเพิ่มโอกาสในการขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 53,559.99 จุด ลดลง 9.45 จุด, -0.02%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,711.76 จุด ลดลง 19.23 จุด, -0.25%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,402.42 จุด ลดลง 138.93 จุด, -0.52%
วอร์ชกล่าวในสุนทรพจน์ครั้งแรกของเขาที่แจ็กสันโฮลว่า หากไม่มีความมั่นใจว่าอัตราเงินเฟ้อกำลังมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมาย 2% ของเฟดอย่างชัดเจนและรวดเร็วเพียงพอ ธนาคารกลางก็จะต้อง “มีงานต้องทำอีกมาก”
ถ้อยแถลงของวอร์ชถูกตีความว่ามีท่าทีค่อนข้างเข้มงวดด้านนโยบายการเงินในระยะสั้น
บรรดาเทรดเดอร์ต่างเพิ่มน้ำหนักให้กับการคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน หลังจากที่วอร์ชให้ความเห็นว่าข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดไม่ได้บ่งชี้ว่าแนวโน้มมีถึงการเปลี่ยนแปลง “แม้ว่าตัวเลข PCE และ CPI ในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาจะออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บ่งชี้ว่าแนวโน้มพื้นฐานทางเศรษฐกิจได้ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”
ขณะนี้มุมมองของเทรดเดอร์ยังคงแบ่งออกเป็นสองฝ่ายระหว่างการคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นสถานการณ์เดียวกับช่วงก่อนที่ข้อมูลเงินเฟ้อในเดือนนี้จะออกมาในลักษณะที่มีสัญญาณผสมผสานกัน
มาร์ก แฮ็คเก็ตต์ หัวหน้านักกลยุทธ์การตลาดของ Nationwide กล่าวว่า ตลาดมีปฏิกิริยาตอบสนองเพียงเล็กน้อยเพราะวอร์ชยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าจะคงเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% เช่นเดิม และตอกย้ำจุดยืนที่สนับสนุนการใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด แต่เป็นการแสดงจุดยืนที่สม่ำเสมอและชัดเจนมากกว่าการค่อยๆ ปรับเปลี่ยนทีละน้อย
นักลงทุนบางส่วนมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปว่าท่าทีดังกล่าวอาจจะผ่อนคลายลงบ้าง แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น
บิล เบอร์มิงแฮม กรรมการผู้จัดการของ REX Financial กล่าวว่า สุนทรพจน์ของวอร์ชมีเนื้อหาที่หนักแน่นและมีพลังอย่างมาก ไม่เพียงแต่เป็นการส่งสัญญาณไปยังตลาดเท่านั้น แต่ยังเป็นการสื่อสารในภาพรวมด้วยว่า แนวทางการดำเนินงานของธนาคารกลางสหรัฐฯ ตลอดช่วงราว 40 ปีที่ผ่านมานั้น ในบางแง่มุมยังขาดความเข้มงวดเท่าที่ควรจะเป็น
โดยเฉพาะความเห็นของวอร์ชเกี่ยวกับองค์ประกอบของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) นั้น เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า เขากำลังพยายามอย่างมากที่จะสร้างฉันทามติภายในองค์กรเพื่อปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
การคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนพุ่งขึ้นแตะระดับ 57.5% จาก 35.4% หลังจากที่วอร์ชระบุว่าอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่สูงเกินไปและเสถียรภาพด้านราคาจะเป็นประเด็นหลักที่เฟดให้ความสำคัญ แม้ว่าผู้เล่นในตลาดอาจไม่ได้รับความชัดเจนในทุกประเด็นที่ต้องการ แต่ถ้อยแถลงของนายวอร์ชก็ถูกมองว่ามีท่าทีเข้มงวด (hawkish) มากพอที่จะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้นปรับตัวสูงขึ้น
สำหรับบรรยากาศการซื้อขาย นักลงทุนยังคงประเมินและตอบรับรายงานผลประกอบการที่ออกมาดีเกินคาดรวมถึงการคาดการณ์การเติบโตของ Nvidia ซึ่งประกาศเมื่อวันพุธ ขณะที่หุ้นของ Marvell Technology ลดลงหลังจากมีการเปิดเผยผลประกอบการไตรมาสที่สอง ส่วนหุ้น PayPal ร่วงลงกว่า 12% หลังจากมีข่าวว่า Advent และ Stripe ได้ถอนตัวจากการเจรจาเข้าซื้อกิจการที่เคยมีการเสนอไว้ในมูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์
ในรอบสัปดาห์นี้ ดัชนี S&P 500 บวก 0.49% ดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้น 0.85% และดัชนี Dow เพิ่มขึ้น 0.53%
หุ้น Megacap ส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น โดยหุ้น Alphabet เพิ่มขึ้น 1.7% ซึ่งช่วยหนุนดัชนีกลุ่มบริการด้านการสื่อสารของ S&P 500 ให้เป็นกลุ่มที่สร้างแรงบวกมากที่สุดต่อดัชนีหลัก ส่วนหุ้น Apple ก็เพิ่มขึ้น 1.6% เช่นกัน
หุ้น Salesforce ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากวันก่อนหน้า ซึ่งช่วยหนุนดัชนี Dow โดยราคาหุ้นปิดตลาดปรับตัวสูงขึ้น 1.6%
หุ้น Gap พุ่งขึ้นเกือบ 13% หลังจากที่บริษัทค้าปลีกรายนี้ประกาศแต่งตั้ง Michael Francis ผู้คร่ำหวอดในวงการ ให้ดำรงตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ของแบรนด์ Old Navy พร้อมทั้งปรับเพิ่ม
คาดการณ์ผลกำไรประจำปี
สำหรับข้อมูลที่มีการายงานคือ ดัชนีความเชื่อมั่นขั้นสุดท้ายของผู้บริโภคเดือนสิงหาคมจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ซึ่งลดลงมาที่ 51.7 แต่สูงกว่า 51.0 ตัวเลขเบื้องต้น จาก 55.2 ในเดือนกรกฎาคม ผู้บริโภคคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อในช่วง 1 ปีข้างหน้า จะเพิ่มขึ้น 4.0% ลดลงจากคาดการณ์ 4.2% ในเดือนกรกฎาคม ส่วนคาดการณ์เงินในช่วง 5 ปีข้างหน้าอยู่ที่ 3.3% ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อนหน้า
ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวก โดยหุ้นฝรั่งเศสฟื้นตัวจากการถูกเทขายในวันก่อนหน้า ขณะที่นักลงทุนต่างจับตาและประเมินถ้อยแถลงที่เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุมประจำปีที่แจ๊กสันโฮล
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 655.16 จุด เพิ่มขึ้น 3.31 จุด, +0.51%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,824.26 จุด เพิ่มขึ้น 31.72 จุด, +0.29%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,401.18 จุด เพิ่มขึ้น 81.31 จุด, +0.98%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 26,569.99 จุด เพิ่มขึ้น 202.75 จุด, +0.77%
ในรอบสัปดาห์นี้ ดัชนี STOXX 600 ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย หลังจากที่ร่วงลงติดต่อกันมาสองสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ดัชนี CAC 40 ของฝรั่งเศสปรับขึ้น หลังจากที่ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งเดือนในการซื้อขายรอบก่อนหน้า จากการนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับความสามารถของรัฐบาลในการควบคุมสถานะทางการคลังก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในปีหน้า
หุ้นของธนาคารฝรั่งเศสอย่าง Societe Generale, BNP Paribas และ Credit Agricole ปรับตัวขึ้นในช่วง 1% ถึง 1.9% หลังจากที่ร่วงลงในการซื้อขายรอบก่อนหน้า
หุ้นของ EssilorLuxottica เพิ่มขึ้น 2.4% หลังจากประกาศแผนการซื้อหุ้นคืน ขณะที่กลุ่มหุ้นสินค้าหรู ปรับขึ้น 2.3% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวขึ้นที่ดีที่สุดในรอบกว่าหนึ่งเดือน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดได้สะท้อนว่าเศรษฐกิจฝรั่งเศสที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของยูโรโซนกำลังเผชิญความท้าทาย โดยมีการปรับลดการเติบโตของ GDP ในไตรมาสที่สองลงมาอยู่ที่ระดับทรงตัว จากเดิมที่คาดการณ์เบื้องต้นว่าจะขยายตัว 0.2% ซึ่งส่งสัญญาณถึงแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอกว่าที่คาดไว้
นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ ING กล่าวว่า ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจเข้าใกล้ภาวะถดถอยทางเทคนิคอย่างมากในช่วงครึ่งแรกของปี และฝรั่งเศสต้องมีมาตรการปรับปรุงฐานะทางการคลังเพิ่มเติมในปี 2026 เพื่อควบคุมการขาดดุลงบประมาณภาครัฐให้อยู่ต่ำกว่าระดับ 5% หากไม่มีมาตรการเพิ่มเติม ประกอบกับภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังคงซบเซา การขาดดุลอาจพุ่งสูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว
Fitch คาดว่าจะดำเนินการทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของฝรั่งเศสในวันศุกร์ ซึ่งครบรอบหนึ่งปีหลังจากที่ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศลงสู่ระดับ A+ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
นอกจากนี้ ตลาดต่างจับตาและประเมินถ้อยแถลงของวอร์ช ในการประชุมที่เมืองแจ็กสัน โฮลซึ่งได้ย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะดึงอัตราเงินเฟ้อให้กลับสู่ระดับเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลาง แต่ไม่ได้ให้แนวทางที่ชัดเจนนักเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายในอนาคต
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนได้เพิ่มการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง
หุ้นกลุ่มย่อยส่วนใหญ่ในยุโรปปรับตัวสูงขึ้น โดยหุ้นกลุ่มพลังงาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดในสัปดาห์นี้ เพิ่มขึ้น 0.3%
ด้านหุ้นกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ เพิ่มขึ้น 2.5% เป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดในรอบกว่าสองเดือน โดยมี BMW ของเยอรมนี เป็นผู้นำการปรับตัวขึ้น 4.5%
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนตุลาคมลดลง 13 เซนต์ หรือ 0.16% ปิดที่ 83.40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนตุลาคมลดลง 39 เซนต์ หรือ 0.43% ปิดที่ 89.31 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
———————————————————————————————————————————————————–

