HoonSmart.com >> ” PCE ” ผู้นำอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันครบวงจรของไทย โชว์ฟอร์มแกร่ง !!! ไตรมาส 2/69 กำไรสุทธิ 214.2 ล้านบาท โต 59.5% รับแรงหนุน B100-RBDPO และการปรับโครงสร้างสินค้า ดันกำไรขั้นต้นพุ่ง 114.8% สะท้อน !! ความสามารถทำกำไรที่แข็งแกร่งขึ้นต่อเนื่อง
“จุดสำคัญที่สุดของ PCE ไม่ได้ต้องการชนะเพราะผลิตได้มากกว่า แต่ต้องชนะ เพราะบริหารน้ำมันปาล์มได้ทั้งระบบและสร้างมูลค่าจากทุกขั้นของ Value Chain ได้ดีกว่า”

บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ (PCE) ผู้นำในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมันแบบครบวงจรของประเทศไทย รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 (สิ้นสุด 30 มิ.ย.) ท่ามกลางภาวะอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มที่เผชิญความผันผวนและอุปทานวัตถุดิบในประเทศตึงตัว โดยบริษัทสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ดีจากการปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์และช่องทางจำหน่าย
ไตรมาส 2/2569 PCE มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 6,972.4 ล้านบาท ลดลง 37.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 34.7% จากไตรมาส 1/2569 ขณะที่ กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 432.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 114.8% YoY และ 93.8% QoQ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 6.2% จาก 1.8% ในปีก่อน และ 4.3% ในไตรมาสก่อน
กำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรือ EBITDA อยู่ที่ 316.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.3% YoY และ 397.2% QoQ คิดเป็นอัตรา EBITDA 4.5% ขณะที่ กำไรสุทธิอยู่ที่ 214.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.5% YoY และเพิ่มขึ้นอย่างมากจากเพียง 6.7 ล้านบาทในไตรมาส 1/2569
หากพิจารณากำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ อยู่ที่ 214.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80.47 ล้านบาท หรือ 60.18 % YoY จาก 133.7 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2568 ขณะที่กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 0.049 บาท เป็น 0.078 บาทต่อหุ้น หรือเพิ่มขึ้น 60.2%
@@@ รายได้ลด แต่ “คุณภาพกำไร” ดีขึ้น
ภาพที่น่าสนใจของ PCE ในไตรมาสนี้คือ แม้รายได้ลดลงแรง แต่ความสามารถในการทำกำไรกลับปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยรายได้ที่ลดลงมีสาเหตุหลักจากปริมาณจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ หรือ CPO ลดลงตามผลผลิตปาล์มน้ำมันของประเทศ รวมถึงรายได้จากตลาดต่างประเทศที่ชะลอตัว
อย่างไรก็ตาม PCE สามารถชดเชยผลกระทบดังกล่าวด้วยการเพิ่มรายได้จาก B100 และ RBDPO ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความต้องการใช้ไบโอดีเซลในประเทศที่เพิ่มขึ้น
บริษัทระบุว่า การเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ในกลุ่มกลางน้ำถึงปลายน้ำ ประกอบกับการบริหารต้นทุนวัตถุดิบและสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันกำไรขั้นต้นและชดเชยผลกระทบจากยอดขาย CPO ที่ลดลง
สำหรับอัตรากำไรขั้นต้นปรับปรุง หรือ Adjusted GPM อยู่ที่ 5.0% เพิ่มขึ้นจาก 1.8% ในช่วงเดียวกันปีก่อน และ 4.3% ในไตรมาสก่อน สะท้อนการบริหารต้นทุนและสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น ขณะที่ Adjusted NPM อยู่ที่ 2.2%
@@@ ตลาดในประเทศขึ้นแท่นตลาดหลัก
อีกจุดเปลี่ยนสำคัญคือโครงสร้างตลาดของ PCE โดยไตรมาส 2/2569 รายได้จากตลาดในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 5,174.1 ล้านบาท คิดเป็น 74.9% ของรายได้จากการขาย จาก 36.7% ในช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่รายได้จากต่างประเทศลดลงเหลือ 1,734.2 ล้านบาท หรือ 25.1%
ด้านโครงสร้างผลิตภัณฑ์ CPO ยังคงเป็นแหล่งรายได้หลัก แต่ได้รับผลกระทบจากผลผลิตปาล์มในประเทศที่ลดลง ขณะที่สัดส่วนรายได้จาก B100 เพิ่มจาก 5.1% เป็น 18.1% และ RBDPO เพิ่มจาก 7.8% เป็น 14.4% ตามการปรับสูตรการผสมไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 และการใช้ B20 เป็นทางเลือก
บริษัทระบุว่าในไตรมาสนี้รับรู้รายได้จาก B100 สูตรใหม่เต็มไตรมาส ทำให้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีบทบาทเพิ่มขึ้นต่อผลประกอบการ ขณะที่ RBDPO ก็เติบโตตามความต้องการภายในประเทศ
@@@ อุตสาหกรรมปาล์มกดปริมาณ แต่หนุนการบริหารมาร์จิ้น
ไตรมาส 2/2569 อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มไทยอยู่ในภาวะอุปทานวัตถุดิบตึงตัว ผลปาล์มสดช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมอยู่ที่ประมาณ 3.81 ล้านตัน ลดลง 28.7% YoY ขณะที่การผลิต CPO อยู่ที่ประมาณ 0.67 ล้านตัน ลดลง 28.5% YoY จากผลกระทบด้านสภาพอากาศและปริมาณฝนที่ลดลง
ในทางกลับกัน ความต้องการใช้ CPO ในภาคพลังงานเพิ่มขึ้น โดยการใช้ CPO ในอุตสาหกรรมไบโอดีเซลช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมอยู่ที่ประมาณ 0.19 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 29.6% YoY ทำให้การแข่งขันด้านวัตถุดิบ การบริหารสินค้าคงคลัง และการรักษาอัตรากำไรมีความสำคัญมากขึ้น
@@@ ครึ่งปีแรกกำไรโต 36% “กำไรโตสวนรายได้”
สำหรับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปี 2569 PCE มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 12,148.4 ล้านบาท ลดลง 26.9% YoY แต่กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นถึง 101.7% เป็น 656.1 ล้านบาท ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 2.0% เป็น 5.4%
ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 220.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.38 ล้านบาท หรือ 36.76% YoY จาก 161.52 ล้านบาท และกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่เพิ่มขึ้น 36.8% จาก 161.5 ล้านบาท เป็น 220.9 ล้านบาท โดย Adjusted GPM อยู่ที่ 4.7% และ Adjusted NPM อยู่ที่ 2.0%
ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ธุรกิจปาล์มยังเผชิญแรงกดดันจากปริมาณวัตถุดิบและการส่งออก แต่ PCE สามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ปรับสัดส่วนผลิตภัณฑ์และช่องทางจำหน่ายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อรักษาระดับกำไรได้
สำหรับทิศทางระยะกลาง บริษัทมุ่งเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก ควบคู่กับการเพิ่มศักยภาพการผลิต การปรับปรุงโรงกลั่น และการศึกษาผลิตภัณฑ์ปลายน้ำที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพสูงและกลุ่มโอเลโอเคมิคอล ภายใต้กรอบการลงทุนและบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม
จุดเด่นของงบ PCE ไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ “กำไรโตสวนรายได้” จากการเปลี่ยนโครงสร้างผลิตภัณฑ์ไปสู่สินค้าที่สร้างมาร์จิ้นสูงขึ้น โดยเฉพาะ B100 และ RBDPO ขณะที่ตลาดในประเทศกลายเป็นเครื่องยนต์หลัก อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตามทิศทางผลผลิตปาล์ม ราคาวัตถุดิบ นโยบายไบโอดีเซล และข้อจำกัดการส่งออก ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดความสามารถในการรักษามาร์จิ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
@@@@ เป้าหมายปลายทาง PCE “จากผู้ผลิตน้ำมันปาล์ม สู่ผู้นำแพลตฟอร์มน้ำมันปาล์มครบวงจร”
PCE 2030 ไม่ใช่บริษัทที่วัดความสำเร็จจาก “ตันที่ผลิตได้” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นบริษัทที่วัดจาก
* Scale — ขนาดและกำลังการผลิต
* Efficiency — ต้นทุนและประสิทธิภาพ
* Flexibility — ความสามารถในการปรับ Product Mix
* Market Reach — การเข้าถึงตลาดไทยและต่างประเทศ
* Value-added — สัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่ม
* Margin Quality — คุณภาพและความสม่ำเสมอของกำไร
จุดขายสำคัญที่สุดคือ “PCE ไม่ได้ต้องการชนะเพราะผลิตได้มากกว่า แต่ต้องการชนะ เพราะบริหารน้ำมันปาล์มได้ทั้งระบบและสร้างมูลค่าจากทุกขั้นของ Value Chain ได้ดีกว่า”
@@@ 5 กลยุทธ์ที่เชื่อมกันเป็นระบบ
หัวใจสำคัญของ PCE อยู่ที่ 5 กลยุทธ์ได้แก่
1. Own the Chain — คุมห่วงโซ่ให้ได้มากที่สุด
สร้างความได้เปรียบด้วยการเชื่อมโยง ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ ตั้งแต่การจัดหาผลปาล์ม โรงสกัด CPO การกลั่น Olein จนถึงผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่พึ่งกำไรจากส่วนใดส่วนหนึ่งเพียงอย่างเดียว
เป้าหมาย: เมื่อราคาปาล์มผันผวน PCE ยังสามารถบริหาร Margin ได้จากหลายจุดใน Value Chain
2. Smart Supply Chain — เปลี่ยน “การบริหารวัตถุดิบ” เป็นอาวุธแข่งขัน
จุดที่จะทำให้ PCE แตกต่างจากผู้ประกอบการทั่วไป คือความสามารถในการบริหาร วัตถุดิบ + สต็อก + กำลังการผลิต + ตลาด ให้ทำงานเป็นระบบเดียวกัน โดยมีแนวคิดสำคัญคือ
ซื้อให้ถูก → เก็บให้เหมาะ → ผลิตให้ถูกจังหวะ → เปลี่ยน Product Mix → ขายตลาดที่ Margin สูงกว่า
ดังนั้น Inventory ไม่ควรถูกมองเพียงเป็นต้นทุน แต่ต้องกลายเป็น Strategic Asset ที่ช่วยสร้าง Margin และความยืดหยุ่นให้บริษัท
3. Jump+ — ขยายกำลังผลิตอย่าง “เลือกจังหวะ” ไม่ใช่ขยายเพื่อเอาปริมาณ
Jump+ ควรเป็นมากกว่าโครงการเพิ่ม Capacity แต่ วางให้เป็น Growth Engine ของ PCE โดย แบ่งเป็น 3 ระยะ:
Jump Up → เพิ่มกำลังการผลิตและประสิทธิภาพของโรงสกัด
Jump Forward → ยกระดับโรงกลั่นและ Product Mix ไปสู่สินค้าที่มี Margin สูงขึ้น
Jump Beyond → ขยายสู่ Downstream เช่น อาหารคุณภาพสูง และ Oleochemicals
ทำให้การลงทุนทุกบาทตอบคำถามได้ว่า
“เพิ่ม Capacity แล้วสร้าง Margin เพิ่มขึ้นตรงไหน?”
4. Margin Shift — เปลี่ยนจาก “ขาย Commodity” เป็น “สร้าง Value-added Margin”
เป็น กลยุทธ์เด็ดที่สุด ในระยะยาว โดย PCE ไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วยคำถามว่า “ใครผลิตน้ำมันปาล์มได้มากที่สุด?”
แต่ เป็น “ใครสามารถเปลี่ยนน้ำมันปาล์ม 1 ตัน ให้สร้างมูลค่าได้สูงที่สุด?”
ดังนั้น Product Portfolio ควรค่อย ๆ Shift จาก CPO → Refined Oil → Specialty/Food Products → Oleochemicals ยิ่งลงไปปลายน้ำมากเท่าไร บริษัทก็ยิ่งลดการพึ่งพาราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และเพิ่มโอกาสสร้าง Structural Margin ที่ยั่งยืนขึ้น
5. Market Dual Engine — ใช้ตลาดไทยเป็นฐาน และต่างประเทศเป็นเครื่องยนต์เติบโต
สร้างสมดุลระหว่าง Domestic Market เน้นความแข็งแกร่งของฐานลูกค้า ความมั่นคงของยอดขาย และการกระจายสินค้า
Export Market เลือกตลาดที่มีศักยภาพและสินค้าที่สามารถสร้าง Margin สูงกว่า โดยใช้ความสามารถด้าน Supply Chain และ Product Mix เป็นข้อได้เปรียบ ไม่ใช่ “ส่งออกให้มากที่สุด” แต่เป็น ส่งสินค้าให้ถูกตลาด ในเวลาที่ถูกต้อง และใน Product Mix ที่ให้ Margin สูงที่สุด
“PCE จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มครบวงจร ด้วยการควบคุมและยกระดับ Value Chain ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ใช้ความได้เปรียบด้าน Supply Chain และ Product Mix เป็นเครื่องมือบริหาร Margin ขยายกำลังผลิตอย่างมีวินัย และเร่งต่อยอดจาก Commodity สู่ Value-added Products เพื่อสร้างความสามารถในการทำกำไรที่เหนือวัฏจักรสินค้าโภคภัณฑ์”
ท้ายที่สุดแล้ว PCE ผู้นำธุรกิจปาล์มครบวงจร ยืน 1 ชนะเพราะบริหารน้ำมันปาล์มได้ทั้งระบบและสร้างมูลค่าจากทุกขั้นของ Value Chain ได้ดีกว่า”
