เกณฑ์ตรวจสอบใหม่!ดัน IA สู่กุนซือระดับท็อป เตือน’บอร์ด-ซีอีโอ’ตื่นตัวก่อนพัง

HoonSmart.com>>กูรูออดิธ-ผู้ประเมินอิสระชั้นนำ ส่งสัญญาณเตือนบจ. ก่อนพัง เร่งรับมือการประเมินคุณภาพงานตรวจสอบภายในโดยบุคคลภายนอก ตามมาตรฐานสากลใหม่ ย้ำชัดไม่ใช่แค่เรื่องการทำตามกฎระเบียบเพื่อให้สอบผ่านไปวันๆ แต่เป็นกลไกสร้างความเชื่อมั่น-เป็นสปริงบอร์ดปรับโครงสร้างการกำกับดูแลกิจการครั้งใหญ่ เพิ่มคุณค่าเชิงกลยุทธ์ให้แก่องค์กร-ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ยกระดับตลาดทุน

รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ ประธานกรรมการตรวจสอบ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) เปิดเผยมุมมอง ในงานสัมมนา “คุณภาพ IA ผ่านเลนส์การประเมิน” ภายใต้หัวข้อเสวนา “Inside the Lens: เมื่อคุณภาพ ไม่ใช่แค่ผ่านเกณฑ์” ต่อการประเมินคุณภาพงานตรวจสอบภายใน (Internal Audit: IA) โดยบุคคลภายนอก (External Assessment)ว่า ไม่ได้มีไว้เพียงแค่เพื่อให้สอบผ่านเกณฑ์กำกับดูแล แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คณะกรรมการตรวจสอบและผู้ถือหุ้น

ในมิติ การก้าวสู่การเป็น “Trusted Advisor” ขององค์กรใหญ่ เช่น SCG ซึ่งผ่านการประเมินคุณภาพจากหน่วยงานภายนอกมาอย่างต่อเนื่องและกำลังเข้าสู่การประเมินรอบที่ 3 นั้น เป้าหมายที่แท้จริงของการประเมินภายนอกไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำให้ปฏิบัติตามเกณฑ์ แต่เป็นการการันตีว่าหน่วยงานตรวจสอบภายในสามารถทำหน้าที่เป็น “ที่ปรึกษาที่ได้รับความไว้วางใจ”ได้อย่างแท้จริง ​

ทั้งนี้ การผ่านเกณฑ์ประเมินไม่ได้เป็นตัวดัชนีชี้วัดโดยตรงว่าการกำกับดูแลกิจการ (CG) ของบริษัทจะดีหรือไม่ แต่เป็นการสร้างความมั่นใจว่าเครื่องมือและกลไกที่คณะกรรมการตรวจสอบใช้นั้น มีมาตรฐาน รัดกุม และเชื่อถือได้ในระดับสากล

มิติทางออกสำหรับองค์กรขนาดเล็ก (SMEs) ที่มีบุคลากรด้าน IA จำกัด หรือยังต้องพึ่งพาการว่าจ้างหน่วยงานภายนอกถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างมาก ทางออกจึงไม่ควรมุ่งเป้าไปที่การประเมินภายนอกเต็มรูปแบบในทันที แต่ควรใช้วิธีการยกระดับแบบเป็นลำดับขั้น

เริ่มต้นจากการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรภายในก่อน โดยใช้แบบฟอร์มประเมินมาตรฐานของสมาคมผู้ตรวจสอบภายในแห่งประเทศไทยเพื่อสำรวจจุดบกพร่อง

จากนั้น ทำการประเมินตนเองร่วมกับการยืนยันผลจากผู้เชี่ยวชาญอิสระ

ตามด้วย จัดให้มีการประเมินไขว้ระหว่างหน่วยงานหรือผู้ทรงคุณวุฒิ

แล้วถึงก้าวเข้าสู่การประเมินโดยผู้ประเมินอิสระจากภายนอกอย่างเต็มรูปแบบตามไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้

​การวางไทม์ไลน์ที่ชัดเจนและพัฒนาไปทีละขั้น จะช่วยให้องค์กรขนาดเล็กสามารถยกระดับระบบการควบคุมและการกำกับดูแลภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่สร้างภาระด้านทรัพยากรจนเกินไป และทำให้การประเมินสะท้อนศักยภาพที่แท้จริงขององค์กรสูงสุด

สำหรับ แนวทางการสื่อสารและการทำงานร่วมกับฝ่ายบริหาร หากผลประเมินภายนอกระบุว่าหน่วยงานตรวจสอบภายใน ยังคงมีช่องว่าง (Gap) ที่ต้องเร่งแก้ไข หรือจำเป็นต้องขอทรัพยากรเพิ่มเติม เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการปรับปรุงตามข้อเสนอแนะอย่างเป็นรูปธรรม

​หัวหน้าผู้ตรวจสอบภายใน ต้องจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อปิดช่องว่างดังกล่าว เนื่องจากในความเป็นจริงไม่สามารถปฏิบัติตามทุกมาตรฐานได้ครบถ้วนในทันที แผนดังกล่าวจะระบุระยะเวลาการดำเนินงานที่ชัดเจน ก่อนนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการตรวจสอบที่มีประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน (CFO) ร่วมประชุมด้วย ซึ่งกระบวนการปิด Gap นี้จะถูกติดตามผลอย่างต่อเนื่องและอาจต้องใช้เวลาระยะหนึ่งจึงจะบรรลุผลสำเร็จ

ส่วนที่เป็นข้อเสนอแนะ จากผู้ประเมินภายนอก ถือเป็นมุมมองที่มีคุณค่า ซึ่งหลายประเด็นได้ถูกนำไปปฏิบัติจริง เช่น การปรับปรุงกฎบัตรของ IA ให้สอดคล้องกับแผนเชิงกลยุทธ์ของบริษัท ส่งผลให้ฝ่าย IA ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำกลยุทธ์องค์กรในฐานะผู้รับรู้ข้อมูล โดยการสื่อสารประเด็นเหล่านี้กับฝ่ายบริหารได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

​ส่วนกระบวนการปรับปรุง ต้องแยกการดำเนินงานเป็นสองทาง คือ ส่วน Gap ต้องมีแผนการปิดช่องว่างที่ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการตรวจสอบและสามารถวัดผลได้อย่างชัดเจน

ส่วนข้อเสนอแนะจะนำมาพิจารณาร่วมกันระหว่างคณะกรรมการตรวจสอบ ฝ่าย IA และฝ่ายบริหาร ซึ่งที่ผ่านมาดำเนินไปด้วยดีโดยไร้ข้อขัดแย้ง เนื่องจากองค์กรมองว่าการประเมินภายนอกคือการแสวงหามุมมองใหม่ ๆ เพื่อเข้ามาช่วยพัฒนาองค์กรให้ดียิ่งขึ้น

​รศ.ดร.พสุ แนะนำคณะกรรมการตรวจสอบของบริษัทจดทะเบียน เกี่ยวกับการกำหนดกรอบเวลา เทคนิคการคัดเลือกผู้ประเมินภายนอกเพื่อให้กระบวนการประเมินคุณภาพการตรวจสอบภายในเกิดความคุ้มค่าและช่วยขับเคลื่อนธรรมาภิบาลในองค์กรอย่างยั่งยืน หัวใจสำคัญ คือการมองหาผู้ประเมินที่สามารถให้ “มุมมองเชิงลึก” เพื่อนำมาใช้พัฒนาและปรับปรุงองค์กรได้จริง มากกว่าการเข้ามาระบุข้อผิดพลาดหรือตรวจจับความผิดเพียงอย่างเดียว

กระบวนการยกระดับการตรวจสอบภายใน ไม่ควรรอให้ครบกรอบระยะเวลา 5 ปีตามมาตรฐานสากลเท่านั้น บทบาทสำคัญของ AC คือการใช้ประสบการณ์ที่หลากหลายของผู้ประเมินภายนอกจากการบริหารองค์กรอื่น มาช่วยให้ข้อเสนอแนะและผลักดันการพัฒนาหน่วยงาน IA อย่างสม่ำเสมอในทุกๆ ปี

​นอกจากนี้ ยังได้แนะนำให้จัดโครงสร้างการแบ่งเนื้องานของหน่วยงานตรวจสอบภายในออกเป็น 3 ส่วน

1. Run คือ การปฏิบัติงานตามภารกิจปกติและมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นส่วนที่มีการประเมินผลตาม KPI เป็นประจำทุกปี และได้รับการตรวจประเมินจากภายนอกทุก 5 ปี

2. Improve คือ การมุ่งปรับปรุงและยกระดับประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

3. Build คือ การวางแนวทางและสร้างองค์กรเพื่ออนาคต โดยกำหนด Roadmap หรือวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนของ IA ในระยะ 3-5 ปี เช่น การก้าวไปสู่บทบาท “ที่ปรึกษาที่ได้รับความไว้วางใจ”

ในขั้นตอนการพิจารณาแผนงานประจำปี คณะกรรมการตรวจสอบควรกำหนดโจทย์ให้หน่วยงาน IA นำเสนอ Roadmap และประเมินความคืบหน้าของแผนงานดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ

“การประเมินคุณภาพ IA ที่แท้จริงจึงไม่ควรมองแค่ภารกิจการทำงานปกติเท่านั้น แต่ AC ต้องประเมินศักยภาพของ IA ในมิติของการพัฒนางาน และการสร้างความพร้อมเพื่ออนาคตควบคู่กันไป”รศ.ดร.พสุ กล่าว

ความสำเร็จ IA วัดกันที่ “ความยั่งยืน”

นายพงศ์ศักดิ์ แสงสิงคี อดีตผู้อำนวยการฝ่ายตรวจสอบภายใน บริษัท ไทยน้ำทิพย์ และอดีตนายกสมาคมผู้ตรวจสอบภายในแห่งประเทศไทย กล่าวถึงแนวคิดการเตรียมความพร้อมและการดึงศักยภาพสูงสุดของการประเมินภายนอก ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ความเสี่ยงที่อาจจะเกิด แต่เป็น “เกณฑ์บังคับที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอน” ในอนาคตของทุกองค์กร

​ในมุมมองของบริษัทในฐานะผู้รับการตรวจ คาดหวังให้หน่วยงานประเมินอิสระจากภายนอกเปรียบเสมือนคู่คิดทางวิชาชีพ มากกว่าเพียงผู้มาตรวจตามลิสต์ข้อบังคับ โดยต้องมี 3 คุณสมบัติหลัก คือ

1.มีความเป็นกลาง เที่ยงธรรมและเป็นอิสระอย่างแท้จริง

2.เก่ง มีความรู้เชิงวิชาชีพลึกซึ้ง และเข้าใจบริบททางธุรกิจขององค์กรอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดการถกเถียงและยอมรับบนพื้นฐานทางวิชาชีพ ไม่ใช่การใช้อำนาจหรืออาศัยความเก๋า

3.กล้า มีความกล้าที่จะต่อสู้ทางความคิดบนหลักตรรกะที่ถูกต้อง และพร้อมยอมรับข้อโต้แย้งที่มีเหตุผลของผู้รับการตรวจ

ความท้าทายหลักๆ เมื่อผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้าทำการตรวจประเมิน รวมถึงแนวทางการจัดการกรณีที่มีความเห็นไม่ตรงกัน คือ “การสื่อสารภายในองค์กร” ตั้งแต่การตกลงขอบเขตการทำงาน วัตถุประสงค์ ระยะเวลา และทรัพยากรที่ต้องใช้ เพื่อลดภาระงานสนับสนุนด้านเอกสารที่ไม่จำเป็น โดย หัวหน้าผู้ตรวจสอบภายใน (CAE) จะต้องทำหน้าที่เป็นผู้สื่อสารหลักในระดับนโยบาย ร่วมกับผู้บริหารระดับสูงก่อน จากนั้นจึงมอบหมายงานให้ทีมงานปฏิบัติตามลำดับ

บทบาทหลักของ CAE คือการบริหารจัดการให้งานบรรลุผลตามกรอบเวลาและทรัพยากรที่ตกลงกันไว้ หากมีการสื่อสารและติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ประหลาดใจ (Surprise) ขึ้น

“รายงานการตรวจสอบที่ดีต้องไม่มีคำว่า Surprise” ประเด็นปัญหาทุกอย่างต้องได้รับการหารือและถกเถียงล่วงหน้าตั้งแต่เนิ่น ๆ

​กรณี ผลการประเมินพบปัญหา หรือ เจอ Surprise หรือ Gap ต่างๆ มองว่าไม่ใช่เรื่องน่าตกใจหรือเรื่องที่ต้องเสียขวัญ เนื่องจากเกณฑ์การประเมินถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนเปรียบเสมือน “การสอบที่เปิดข้อสอบไว้ล่วงหน้า”

​”หัวหน้าผู้ตรวจสอบภายใน หรือ CAE ที่เข้าใจมาตรฐานจะเก็งข้อสอบและรู้อยู่แล้วว่าองค์กรมี Gap ตรงไหน ซึ่งมักเกิดจากข้อจำกัดด้านทรัพยากร ดังนั้น รายงานผลจากภายนอกจึงไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพรส์ แต่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์จาก Independent Party ที่ช่วยยืนยันปัญหา เพื่อให้ CAE ใช้เป็นแรงขับเคลื่อนในการสื่อสารกับฝ่ายบริหารและคณะกรรมการตรวจสอบ”นายพงศ์ศักดิ์ กล่าว

นายพงศ์ศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ CAE จำเป็นต้องทำหน้าที่เป็น แบบอย่าง ผ่านการสร้างคน สร้างบรรยากาศการทำงาน สร้างระบบ และเครื่องมือ พร้อมถ่ายทอดความรู้ให้ทีมงานเข้าใจถึงความสำคัญก่อนจะขยายขอบเขตการทำงาน การสร้างมุมมองเชิงบวกภายในองค์กรจะส่งผ่านไปยังผู้ประเมินภายนอก และช่วยสร้างบรรยากาศการทำงานร่วมกันที่ดีในที่สุด

ทั้งนี้ จากการศึกษาประเด็นปัญหา และข้อบกพร่อง จากประสบการณ์ขององค์กรอื่นถือเป็น “ทางลัด” สำคัญที่ช่วยให้หน่วยงานตรวจสอบภายใน เข้าใจจุดอ่อนและเริ่มต้นปรับปรุงองค์กรได้อย่างถูกทิศทาง

พร้อมกับเสนอกรอบการทำงานในการเตรียมรับมือการตรวจประเมิน ดังนี้

1.กำหนด Timeline ที่ชัดเจน เริ่มต้นด้วยการระบุวัน เดือน และปี ที่จะต้องรับการประเมินครั้งถัดไปลงในปฏิทิน แล้วนับถอยหลังจากปัจจุบันเพื่อคำนวณระยะเวลาเตรียมการทั้งหมด

2.วาง Roadmap และ Activity กำหนดกิจกรรมที่ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งระบุผู้รับผิดชอบหลัก ในแต่ละกิจกรรมอย่างชัดเจน ทั้งในส่วนของทีมงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง

3.สร้าง Snowball Effect ในองค์กร นำองค์ความรู้ ข้อมูล หรือองค์ประกอบสำคัญที่ได้เรียนรู้ สื่อสารและถ่ายทอดให้ทีมงานเข้าใจ ร่วมกันจัดทำ Template และเปิดพื้นที่ระดมสมอง เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานเชิงบวก ก่อนจะค่อยๆ ขยายผลในวงกว้าง

​”ภาวะผู้นำ ไม่ใช่เรื่องของตำแหน่ง แต่เป็นสภาวะที่ต้องลงมือสร้างขึ้นเอง รางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ CAE คือการส่งมอบหน่วยงานตรวจสอบภายในที่แข็งแกร่ง ยั่งยืน และได้รับการยอมรับจากทุกคนในองค์กร แม้ในวันที่เราลุกออกจากตำแหน่งไปแล้วก็ตาม” นายพงศ์ศักดิ์ กล่าว

นายพงศ์ศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับการบริหารจัดการทีมงาน  ทาง CAE ต้องเริ่มปรับ Mindset จากตัวเองเป็นลำดับแรก ศึกษาเกณฑ์ให้จริงจัง แล้วจึงสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับทีมงานตรวจสอบภายใน รวมถึงสื่อสารไปยังผู้มีส่วนได้เสียให้เข้าใจถึงเป้าหมายที่แท้จริงของการอนุมัติจัดทำการถูกตรวจจากผู้ประเมินภายนอก ว่า ไม่ได้ทำเพียงเพราะเป็นกฎบังคับ แต่ทำเพื่อสร้างคุณค่าให้องค์กร

ผ่า 3 ข้อบกพร่องพบบ่อยของบจ.

นายศุภเชษฐ์ คุณาลักษ์กุล หัวหน้าส่วนงานที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงองค์กร บริษัท KPMG ประเทศไทย เปิดเผยถึงมุมมองในฐานะผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านการประเมินคุณภาพงานตรวจสอบภายในจากภายนอก (External Quality Assessment : QAIP) ว่า เกณฑ์มาตรฐานใหม่อย่าง Global Internal Audit Standards กำลังเข้ามายกระดับมิติการประเมินองค์กรอย่างมีนัยสำคัญ โดยเน้นย้ำให้องค์กรเปลี่ยนผ่านการประเมินจากรูปแบบการตรวจสอบเพื่อความถูกต้องตามระเบียบ (Compliance-based) หรือการติ๊กถูกในช่อง (Tick Box) ไปสู่การประเมินที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าและผลกระทบเชิงกลยุทธ์ (Value and Impact-based) ให้แก่ธุรกิจ

​ในอดีตหลายองค์กรทำ QAIP เพียงเพื่อตรวจสอบว่ามีเอกสาร กฎบัตร หรือคู่มือการปฏิบัติงานครบถ้วนหรือไม่ แต่เป้าหมายสูงสุดของการทำ QAIP ภายใต้มาตรฐานใหม่ ไม่ใช่แค่ตอบว่าฝ่ายตรวจสอบภายใน (Internal Audit: IA) ทำตามมาตรฐานหรือไม่ แต่ต้องตอบให้ได้ว่า เมื่อทำตามมาตรฐานแล้ว ได้สร้างคุณค่าและเกิดผลกระทบเชิงบวกอย่างไรต่อองค์กร

ก่อนเริ่มทำ QAIP องค์กรจะต้องตั้งต้นจากความต้องการของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งคณะกรรมการตรวจสอบ (AC) หัวหน้าผู้ตรวจสอบภายใน (CAE) และผู้บริหาร เพื่อนำมาแปลโจทย์เป็นเป้าหมายการประเมินที่แท้จริง

​นายศุภเชษฐ์ กล่าวว่า จากประสบการณ์การเป็นผู้ประเมินอิสระภายนอก ข้อบกพร่องที่พบบ่อยที่สุด ในบริษัทจดทะเบียนไทย คือ

หนึ่ง เน้น Form มากกว่า Substance หรือ ยึดรูปแบบ มากกว่าเนื้อหา และสร้าง “ของใหม่” เพื่อรับตรวจ เป็นจุดตกม้าตายสำคัญ การพยายามจัดทำเอกสารหรือนโยบายใหม่ขึ้นมาเพื่อรองรับการประเมิน ทำให้ไม่พบสาเหตุรากเหง้าของปัญหาที่แท้จริง ข้อ

ฉะนั้น แนะนำว่า คือควรนำกระบวนการและเอกสารที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมาเปิดเผยตามจริงเพื่อหาทางปรับปรุงร่วมกัน

สอง ขาดการดึงผู้มีส่วนได้เสียเข้ามามีส่วนร่วม โดย IA หลายแห่งทำงานได้ดี แต่ทำอยู่เพียงในฝ่ายตนเอง ไม่ได้สื่อสารให้โลกภายนอกรับรู้ เช่น IA มุ่งหวังจะเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับความไว้วางใจ แต่เมื่อผู้ประเมินไปสัมภาษณ์ผู้บริหาร หรือ AC กลับพบว่าผู้บริหารไม่เคยรับรู้ถึงงานปรึกษาดังกล่าว ดังนั้น การทำ QAIP จึงต้องดึงทุกฝ่ายเข้ามาร่วมให้ความเห็นเพื่อลดช่องว่างมุมมอง

สาม ขาดเป้าหมายและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนก่อนจัดทำ TOR ซึ่งหลายองค์กรมักเร่งรีบขอทำ TOR ตามมาตรฐานทั่วไป โดยยังตอบไม่ได้ว่าเป้าหมาย 1-3 ปีข้างหน้าของ IA คืออะไร ฉะนั้น ควรสำรวจทิศทางของตนเองก่อน เช่น ต้องการปรับตัวสู่ดิจิทัล หรือต้องการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ แล้วจึงนำความคาดหวังของผู้บริหารระดับสูงมาตั้งเป็นโจทย์หลักในการประเมิน

​สำหรับการนำเสนอรายงานผลการประเมินที่มีประเด็นอ่อนไหว หรือข้อบกพร่องสำคัญต่อคณะกรรมการผู้ประเมินภายนอก ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เป็น “ผู้พิพากษา” เพื่อตัดสินความถูกผิด แต่ทำหน้าที่คล้ายกับ IA ที่เข้าไปช่วยหาต้นต่อของปัญหา และวางพิพม์เขียวการแก้ไขในระยะยาว

​ทั้งนี้ ประเด็นข้อบกพร่องที่ตรวจพบทั้งหมด จะต้องมีการนำมาพูดคุยและตกลงร่วมกันกับฝ่ายบริหารระดับสูง และ CAE ตั้งแต่วันแรกเพื่อทำความเข้าใจทิศทางที่องค์กรต้องการก้าวไปอย่างตรงกัน เปรียบเสมือนการ “กลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้อง” ซึ่งจะช่วยให้การส่งมอบรายงานแผนการพัฒนา ในช่วงท้ายเป็นไปอย่างเรียบร้อยและสร้างความสัมพันธ์ที่ดี

ผู้ประเมินอิสระ เสริม CG ยกระดับตลาดทุน

น.ส.กรกช วนสวัสดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทตรวจสอบภายในธรรมนิติ จำกัด ในฐานะผู้ประเมินอิสระหน้างาน เปิดเผยถึงมิติการประเมินคุณภาพงานตรวจสอบภายในจากภายนอก ภายใต้มาตรฐานการตรวจสอบภายในฉบับใหม่ (Global Internal Audit Standards) โดยระบุว่า แก่นแท้ของมาตรฐานใหม่ยังคงเดิม แต่มีความชัดเจนยิ่งขึ้นในการแบ่งแยกบทบาทหน้าที่ของแต่ละฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตรวจสอบภายใน (IA) หัวหน้าผู้ตรวจสอบภายใน (CAE) คณะกรรมการตรวจสอบ (AC) และฝ่ายบริหาร

​ทั้งนี้ มิติการประเมินของผู้ประเมินอิสระ ได้เปลี่ยนจากการมุ่งเน้นเพียงการปฏิบัติตามมาตรฐาน (Compliance) มาเป็นการวัดผลลัพธ์และประสิทธิผล (Effectiveness) ที่เกิดขึ้นจริงกับองค์กร หากแผนการตรวจสอบถูกต้องตามกระบวนการแต่ไม่สอดคล้องกับทิศทางกลยุทธ์ (Strategy) ของบริษัท เช่น องค์กรตั้งเป้าหมายมุ่งเน้นการใช้ AI ในปีถัดไป แต่แผน IA กลับไม่มีการตรวจเช็กด้าน IT Audit หรือระบบคุ้มครองจุดอ่อนเพื่อรองรับ AI แผนดังกล่าวก็ถือว่ายังไม่ตอบโจทย์

​สำหรับมุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) นั้น ไม่ได้สนใจเพียงแค่การปฏิบัติตามมาตรฐานของ IA แต่คาดหวังให้องค์กรมีระบบการควบคุมภายในที่ดี เพื่อสร้างความมั่นคง เติบโตอย่างยั่งยืน และสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

​พร้อมกับเสนอ 3 โมเดลการทำงาน เพื่อไม่ให้กระบวนการประเมินกลายเป็นภาระซ้ำซ้อนแก่ผู้รับการตรวจ

1.วางแผนงานและการสื่อสารที่ชัดเจน โดยทำการตกลงกับหน่วยงานให้ชัดเจนถึงขอบเขตงาน และเรียกขอเฉพาะเอกสารที่จำเป็นต่อการสนับสนุนผลการประเมินเท่านั้น

2.เน้นการหารือกับฝ่ายบริหารและ AC มุ่งเจาะลึกถึงความคาดหวังที่มีต่อ IA และประเมินว่าการทำงานในปัจจุบันสามารถตอบโจทย์เหล่านั้นได้จริงหรือไม่

3.มองการปรับปรุงเป็นเชิงบวก ไม่ควรมองข้อบกพร่องที่ตรวจพบว่าเป็นข้อด้อยหรือความผิดของ IA แต่ควรใช้ผลลัพธ์เป็นแนวทางในการพัฒนาตนเอง เพื่อให้ IA ก้าวไปสู่การเป็นที่ปรึกษาที่ดี และมุ่งวัดผลที่ความสามารถในการติดตามแก้ไขประเด็น

​ทั้งนี้ เชื่อว่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ผู้ประเมินอิสระ จะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับความน่าเชื่อถือของบริษัทจดทะเบียนไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ แม้ไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อผู้ถือหุ้นในทันที แต่การมี IA ที่เป็นอิสระ เข้าใจความเสี่ยง และทำหน้าที่เป็นสายงานกำกับดูแลลำดับที่ 3 เป็นคนกลาง (Third Line) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยเสริมสร้างระบบการบริหารความเสี่ยง การกำกับดูแลกิจการ และการควบคุมภายใน (ERG) ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

​นอกจากนี้ ผู้ประเมินอิสระยังทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมความเข้าใจระหว่าง IA ฝ่ายบริหารระดับสูง และคณะกรรมการบริษัท เพื่อผลักดันการพัฒนาองค์กรในจุดที่จำเป็น

“ผู้ประเมินอิสระ เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในการขับเคลื่อน แต่ปัจจัยสำเร็จสำคัญที่สุดยังคงอยู่ที่วัฒนธรรมองค์กรและการให้ความสำคัญจากผู้นำระดับสูงในการขับเคลื่อนความโปร่งใสอย่างยั่งยืน”

สำหรับ งานสัมมนาดังกล่าว ดำเนินรายการโดย นายมานิต พาณิชย์กุล กรรมการตรวจสอบ (ผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน