HoonSmart.com>>ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวก 140 จุด, S&P500 และ Nasdaq ปิดลบ แรงกดดันจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี จับตาผลประกอบการ Nvidia,รายงานตัวเลขเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด ด้าน “ราคาน้ำมันดิบ” ร่วงกว่า 2% ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดทรงตัว
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average) วันที่ 24 สิงหาคม 2569 ปิดบวกที่ 53,417.16 จุด เพิ่มขึ้น 140.15 จุด หรือ +0.26% แต่ดัชนี S&P500 และดัชนี Nasdaq ปิดตลาดในแดนลบ โดยได้รับแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งบดบังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวลดลง ขณะที่นักลงทุนชั่งน้ำหนักมาตรการทางเศรษฐกิจรอบใหม่ที่สหรัฐฯ มีต่ออิหร่าน และเตรียมรับมือกับสัปดาห์สำคัญที่จะมีการเปิดเผยผลประกอบการของ Nvidia รวมถึงรายงานตัวเลขเงินเฟ้อที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิด
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,652.86 จุด ลดลง 21.51 จุด, -0.28%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,980.19 จุด ลดลง 200.26 จุด, -0.76%
การปรับตัวลดลงของหุ้นกลุ่มชิปส่งผลกดดันต่อภาพรวมของตลาด โดยหุ้น Micron Technology ปรับตัวลง 5.8% ขณะที่ Advanced Micro Devices และ Broadcom ลดลงกว่า 3% และ 2% ตามลำดับ
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอื่นๆ ต่างก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน โดยหุ้น Coherent และ Lumentum ต่างลดลงกว่า 4% ส่วน Sandisk ร่วงลง 6% ทางด้าน Corning ปรับตัวลดลงเกือบ 3% และ Seagate Technology ปรับตัวลดลง 6.5%
ความเชื่อมั่นที่มีต่อบริษัทเทคโนโลยียังได้รับผลกระทบจากกระแสต่อต้านทางการเมืองที่มีต่อศูนย์ข้อมูล (Data Center) สำหรับ AI ซึ่งนับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
สำนักข่าว Axios รายงานเมื่อวันอาทิตย์ว่า นายเกร็ก แอบบอตต์ ผู้ว่าการรัฐเท็กซัส ได้กล่าวเตือนอุตสาหกรรม AI ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงและชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมาจากฝั่งพรรครีพับลิกัน โดยระบุว่าบริษัทศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ขุดหลุมฝังศพตัวเองและสมควรได้รับกระแสต่อต้านที่กำลังเผชิญอยู่ เนื่องจากล้มเหลวในการสร้างการยอมรับจากชุมชนในพื้นที่
ในเดือนนี้นายแอบบอตต์ได้สั่งระงับการอนุมัติโครงการศูนย์ข้อมูล (data center) แห่งใหม่ผ่านกระบวนการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าของรัฐ โดยอ้างถึงความกังวลว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบ ในช่วงเวลาที่กระแสต่อต้านโครงการเหล่านี้กำลังเพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มการเงินปรับขึ้น โดยหุ้น JPMorgan Chase เพิ่มขึ้น 1.4% และ Visa เพิ่มขึ้น 3% ซึ่งช่วยพยุงดัชนี Dow Jones เอาไว้ได้
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลดลงหลังจาก CNBC รายงานว่ากระทรวงการคลังสหรัฐฯ อาจใช้เงินจากบัญชีเงินฝากคลัง (General Account) เพื่อเป็นเงินทุนในการดำเนินโครงการรับซื้อคืนพันธบัตร โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ลดลง มาอยู่ที่ระดับ 4.704% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ซึ่งพุ่งทะลุระดับ 5.3% เมื่อสัปดาห์ที่แล้วจนแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี ก็ลดลง มาอยู่ที่ระดับ 5.234%
ในระหว่างการแถลงข่าวเมื่อช่วงบ่ายวันจันทร์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสก็อตต์ เบสเซนต์ ประกาศ “ปฏิบัติการขับไล่ทางเศรษฐกิจ” ซึ่งเป็นการขยายมาตรการคว่ำบาตรเพื่อกดดันอิหร่าน และประเทศใดก็ตามที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิหร่าน โดยระบุว่าประเทศที่มีความสัมพันธ์กับรัฐบาลอิหร่านจะถูก “ตัดออกจากระบบเงินดอลลาร์สหรัฐ”
อีกปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นคือการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าสหรัฐฯ จะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสำหรับ “รถยนต์และรถบรรทุกทุกประเภท (ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก) ชิ้นส่วนยานยนต์ และเหล็ก” จากแคนาดา เป็นอัตรา 50% โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027
หุ้นผู้ผลิตรถยนต์อย่าง Ford และ General Motors ปรับตัวลดลง 3.3% และ 1.1% ตามลำดับ ขณะที่หุ้นของบริษัทขนส่งสินค้าทางรถบรรทุกอย่าง J.B. Hunt Transport ร่วงลงประมาณ 5.7%
ความผันผวนในตลาดทำให้ความสนใจพุ่งเป้าไปที่ถ้อยแถลงของเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในงานประชุมที่แจ๊กสันโฮล วันศุกร์นี้ โดยนักลงทุนต่างรอสัญญาณบ่งชี้มุมมองของผู้กำหนดนโยบายที่มีต่อมาตรการช่วยเหลือของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ
นอกจากนี้ ผลประกอบการรายไตรมาสของ Nvidia ยักษ์ใหญ่ด้าน AI คาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาด หากมีสัญญาณการเติบโตที่ชะลอตัวลง อาจจุดชนวนความกังวลเรื่องมูลค่าหุ้นที่สูงเกินจริงขึ้นมาอีกครั้ง
ตลาดยังจับตารายงานดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตร
วัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ โดยมีกำหนดเผยแพร่ในวันพุธนี้
ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ภายในสิ้นปี 2026
ตลาดหุ้นยุโรปทรงตัว ขณะที่นักลงทุนจับตาสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงรอการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญตลอดทั้งสัปดาห์ ซึ่งอาจให้สัญญานเพิ่มเติมเกี่ยวกับทิศทางนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB)
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 654.21 จุด เพิ่มขึ้น 0.03 จุด , +0.00%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,854.32 จุด เพิ่มขึ้น 37.76 จุด, +0.35%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,453.01 จุด ลดลง 31.42 จุด, -0.37%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 26,106.60 จุด ลดลง 29.96 จุด, -0.11%
นักลงทุนต่างเตรียมรับมือกับรายละเอียดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่อาจมีความเข้มงวดมากขึ้นต่อประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิหร่าน ซึ่งคาดว่าจะมีการประกาศโดยนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขณะเดียวกันผู้บัญชาการทหารบกของปากีสถานได้เดินทางเยือนกรุงเตหะรานเพื่อโน้มน้าวให้อิหร่านกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง
คริส โบแชมป์ หัวหน้านักวิเคราะห์ตลาดของ IG Group กล่าวว่า ขณะนี้มีปัจจัยที่ไม่แน่นอนหลายประการเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตรนี้ หากสถานการณ์ดำเนินไปในทิศทางที่มาตรการของสหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจของอิหร่าน วิธีเดียวที่อิหร่านตอบโต้ทำได้ คือการลงมือปฏิบัติการในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะส่งผลกระทบที่เลวร้ายสำหรับตลาดหุ้นยุโรป
ความเสี่ยงเรื่องมาตรการคว่ำบาตรเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ ซึ่งปกคลุมตลาดทั่วโลกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ ประกอบกับความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันยืนอยู่ในระดับสูง
ในบรรดากลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ หุ้นกลุ่มการท่องเที่ยวและสันทนาการที่ใช้พลังงานปรับขึ้นมากที่สุด โดยเพิ่มขึ้น 1.7% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ลดลง 1.9%
หุ้นกลุ่มสื่อ และหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและของใช้ในครัวเรือน ปรับขึ้น 1.4%
หุ้นกลุ่มพลังงาน ลดลง 1.6% ตามทิศทางราคาน้ำมัน ส่งผลให้เป็นกลุ่มที่ทำผลงานได้แย่ที่สุด ในขณะที่หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ลดลง 1% เช่นกัน
หุ้นกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน ลดลง 1% แม้ว่าจะมีข้อมูลระบุว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในยุโรปปรับตัวสูงขึ้นในเดือนกรกฎาคมก็ตาม
ส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ลดลง 0.8% ก่อนการเปิดเผยผลประกอบการของ Nvidia ในวันพุธ ท่ามกลางความกังวลที่ยังคงมีอยู่ว่าผู้ผลิตชิปรายนี้จะสามารถทำผลงานได้ตามความคาดหวังที่พุ่งสูงหรือไม่
ตลาดเงินกำลังคาดการณ์ถึงการเคลื่อนไหวที่เข้มงวดมากขึ้นจากธนาคารกลางยุโรป โดยคาดการณ์ว่าความตึงเครียดทางภูมิศาสตร์การเมืองอาจทำให้แรงกดดันด้านราคาสูงขึ้นและผลักดันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากให้เข้าใกล้ 3% ภายในปลายปี 2027
นักลงทุนยังรอการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจหลายรายการในสัปดาห์นี้ รวมถึงข้อมูล GDP ของเยอรมนีและฝรั่งเศส ผลสำรวจ Ifo ของเยอรมนี และตัวเลขเงินเฟ้อของสเปน ซึ่งอาจมีผลต่อความคาดหวังเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวที่เข้มงวดมากขึ้นของ ECB ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอีกครั้ง
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนตุลาคม ลดลง 2.05 ดอลลาร์ หรือ 2.35% ปิดที่ 85.01 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนตุลาคม ลดลง 2.22 ดอลลาร์ หรือ 2.35% ปิดที่ 92.17 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
———————————————————————————————————————————————————–

