HoonSmart.com>>”ราช กรุ๊ป” (RATCH) ลุยธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ 5S ตั้งเป้าปี 69 EBITDA 15,000 ล้านบาท พรุ่งนี้ (25 ส.ค.) บอร์ดพิจารณาจ่ายปันผลระหว่างกาล ทุ่มงบ 1 หมื่นล้านบาท บุกลงทุนในไทย อินโดฯ เล็งเพิ่มพอร์ตญี่ปุ่น มุ่งซัพพลายเชนโรงไฟฟ้าชีวมวล เจรจาร่วมทุน SAF ในตุรกี 100,000 ตันต่อปี สร้าง New S-Curve พบ 3 ทางออกโรงไฟฟ้าหมดอายุ ลุ้นรัฐต่อเวลา-ร่วมลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์-ขายทรัพย์สิน
นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป (RATCH) กล่าวว่า แนวโน้มกำไรสุทธิในครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรกที่ทำได้ 2,628 ล้านบาท มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) 7,620 ล้านบาท โดยตั้งเป้าทั้งปี EBITDA ถึง 15,000 ล้านบาท โดยเตรียมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์(COD) โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ NPSI ในฟิลิปปินส์ ขนาดกำลังการผลิตรวม 145 เมกะวัตต์พีก (MWp) กำลังการผลิตตามการถือหุ้น 71.05 MWp และโรงไฟฟ้าพลังน้ำซองเกียง 1 ในเวียดนาม กำลังการผลิตตามการถือหุ้น 5.5 MW คาด COD ไตรมาส 4/2569 ทั้งนี้คณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) พิจารณาจ่ายปันผลระหว่างกาลในวันพรุ่งนี้ (25 ส.ค.)

การเติบโตของปีนี้และในระยะยาว บริษัทฯพร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ 5 ด้านอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีความก้าวหน้าในหลายด้านทั้งการบริหารสินทรัพย์ได้มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาพัฒนาระบบซ่อมบำรุงแบบเชิงคาดการณ์ ในโรงไฟฟ้าราชเอ็นเนอร์จี ระยอง และโรงไฟฟ้าราชโคเจนเนอเรชั่น ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าประเภท SPP และบริษัทฯ ถือหุ้นทั้งหมด เพื่อตรวจจับและแจ้งเตือนความผิดปกติล่วงหน้าก่อนเกิดความเสียหายจริง ลดความเสี่ยงการหยุดเดินเครื่องฉุกเฉิน เพิ่มความเชื่อถือได้และความพร้อมจ่ายของเครื่องจักร ซึ่งช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าใช้จ่ายการซ่อมบำรุง และรายได้ให้กับโรงไฟฟ้ามากขึ้น
ทางด้านการลงทุน บริษัทฯมีการจัดสรรงบไว้จำนวน 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการที่ผูกพันการลงทุนแล้วและลงทุนต่อเนื่องประมาณ 4,000 ล้านบาท ส่วนโครงการใหม่ที่จะมาจาก M&A หรือโครงการ Brownfield ประมาณ 3,000 ล้านบาท และงบสำหรับเตรียมรับโอกาสการลงทุนใหม่ 3,000 ล้านบาท โดยได้เตรียมเงินทุนไว้พร้อมแล้ว ต้นทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำประมาณ 1-2% ต่อปี และมีศักยภาพในการระดมทุนในหลายสกุลตามแหล่งลงทุนในประเทศต่างๆ
สำหรับการลงทุนในประเทศไทย บริษัทฯ เตรียมความพร้อมลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) โดยตั้งเป้าหมายที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ครอบคลุมทั้งโครงการโซลาร์ชุมชน โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังลม และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล ขณะเดียวกันบริษัทฯ ก็สนใจที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน (Transition Energy) เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ บริษัทฯ ได้สรรหาพื้นที่ที่เหมาะสมเป็นที่ตั้งโครงการ รวมทั้งเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน
นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมองโอกาสการลงทุนในอินโดนีเซียตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของอินโดนีเซีย (RUPTL) โดยได้เตรียมแผนโครงการส่วนขยายของโรงไฟฟ้าไพตัน ในชวาตะวันออก ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ (MW) เพราะมีความพร้อมทั้งด้านพื้นที่และศักยภาพในการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าชวา-บาหลี นอกจากนี้ยังได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการขยายกำลังผลิตเครื่องยนต์ก๊าซ (Gas Engine) ขนาด 200 MW และโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพร้อมระบบทำความเย็น กำลังการผลิต 140 MW ในเมืองบาตัม ด้วย
นอกจากนี้ยังมองเห็นโอกาสในการขยายการลงทุนในญี่ปุ่นในช่วงนี้ นอกจากค่าเงินเยนอ่อนมากแล้ว เล็งเห็นโอกาสในการลงทุนซัพพลายเชนของโรงไฟฟ้าชีวมวล ท่ามกลางความต้องการพลังงานในประเทศสูงขึ้น ซึ่งพลังงานไฮโดรเจน ยังไม่ใช่คำตอบ ส่วนพลังงานลมก็ไม่ได้ เพราะพื้นที่ตั้งมีแผ่นดินไหว
ขณะเดียวกัน ยังมีความก้าวหน้าในการเจรจาเข้าร่วมลงทุนโครงการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ในประเทศตุรกี ซึ่งมีกำลังผลิต 100,000 ตันต่อปี อีกทั้งยังอยู่ระหว่างการจัดทำโมเดลธุรกิจใหม่สำหรับพัฒนาพื้นที่โรงไฟฟ้าราชบุรี โดยเบื้องต้นจะเน้นการบริการสาธารณูปโภคพื้นฐาน และธุรกิจเกี่ยวข้องเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือธุรกิจใหม่ในอนาคต
ส่วนโรงไฟฟ้าที่ราชบุรีซึ่งกำลังจะหมดอายุสัญญา PPA จำนวน 3 ยูนิต กำลังผลิตยูนิตละ 700 เมกะวัตต์ พิจารณาผลตอบแทนของการลงทุนไม่ต่ำกว่าตัวเลขสองหลัก (Double Digit) ภายใต้ 3 แนวทาง คือ 1. รอนโยบายรัฐจะมีการต่ออายุให้หรือไม่ 2.มาใช้รองรับ Data Center โดยกลุ่มลูกค้าหลักที่บริษัทเข้าไปเจรจาด้วยส่วนใหญ่เป็นผู้ให้บริการระดับ Hyperscale ซึ่งจะพิจารณาโอกาสความเป็นไปได้ทั้งการขายทรัพย์สินโรงไฟฟ้า หรือขายไฟฟ้าให้กับกลุ่มดังกล่าว ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างรอกฎเกณฑ์ปฏิบัติที่ชัดเจนจากภาครัฐในเรื่องการกำกับดูแลการใช้ไฟและน้ำ หากโครงการ Data Center ไม่เกิดขึ้นจริง 3.บริษัทมีแผนสำรองในการขายทรัพย์สินของโรงไฟฟ้าออกไป
ส่วนความสำเร็จในครึ่งปีแรก บริษัทฯ สามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมด้านดิจิทัลด้วยการให้บริการพลังงานไฟฟ้าแก่ธุรกิจศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center โดยบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี ขนาดกำลังการผลิต 154.2 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้น 51.67% ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า กำลังผลิตไฟฟ้า 60 เมกะวัตต์กับลูกค้า Data Center ซึ่งตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ในจังหวัดชลบุรี และโรงผลิตไฟฟ้านวนคร ขนาดกำลังการผลิต 232 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้น 40% ได้บรรลุข้อตกลงผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้า Data Center ในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร จำนวน 2 ราย กำลังการผลิต 48 เมกะวัตต์ และ 20 เมกะวัตต์แล้ว
ปัจจุบันบริษัทฯลงทุนถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อมในโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลักและพลังงานทดแทนในประเทศไทย สปป.ลาว ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น รับรู้กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 9,483.99 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นเขื้อเพลิงฟอสซิล 6,503.16 เมกะวัตต์ หรือ 68.57% และพลังงานทดแทน 2,980.72 เมกะวัตต์ หรือ 31.43% โดยตั้งเป้าหมายปี 2569 จะมีสัดส่วนกำลังการผลิตพลังงานทดแทนไม่น้อยกว่า 30% ของกำลังการผลิตรวม และเพิ่มเป็นมากกว่า 50% ในปี 2583
“ในช่วง 6 เดือนแรก โครงการที่อยู่ในมือมีความก้าวหน้าในหลายด้านเป็นที่น่าพอใจ บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทาง 5 กลยุทธ์ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงยังได้ขับเคลื่อนโรดแมปการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ด้วย” นายนิทัศน์ กล่าว
