HoonSmart.com>>ตลาดหลักทรัพย์ฯ เร่งเดินหน้ายุทธศาสตร์ขับเคลื่อนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม สตาร์ทอัพไทย ปรับตัวรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก ยกระดับประสิทธิภาพองค์กร ขยายฐานการค้าสู่ต่างประเทศ ทางรอดยุคเศรษฐกิจไทยโตต่ำ
นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ และ LiVEx เปิดเผยถึงการจัดงานสัมมนา “SME ต้องรอด 2026:Unlock New Possibilities” ว่า กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 99% ของภาคธุรกิจในประเทศไทย แต่กลับมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยลบภายนอกอย่างสงครามการค้า ภาวะสงคราม และปัญหาเศรษฐกิจโลกมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ การสร้างความเข้มแข็งและการปรับตัวทางธุรกิจจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญสูงสุดในการอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ร่วมมือกับพันธมิตรรวม 22 หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ ในการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครบวงจร ตั้งแต่การให้ความรู้ผ่าน LiVE Platform ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดทุนผ่านตลาด mai และ LiVE Exchange
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) อยู่ระหว่างการจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนในรูปแบบ PE Trust Fund เพื่อทำหน้าที่เป็น Pre-IPO Fund เข้าไปร่วมลงทุนและให้การสนับสนุน SME เชิงรุก
ปัจจุบันได้รับการอนุมัติเงินทุนจาก CMDFแล้ว จำนวน 300 ล้านบาท พร้อมการตอบรับเบื้องต้นจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) อีก 300 ล้านบาท รวมถึงสถาบันการเงินการเงินเฉพาะกิจอย่าง SME Bank และ EXIM Bank อีกแห่งละประมาณ 100 ถึง 200 ล้านบาท ซึ่งกองทุนดังกล่าวจะคัดเลือกผู้จัดการกองทุนมืออาชีพพร้อมทีมที่ปรึกษาทางการเงิน (In-house IB) เข้ามาช่วยวางระบบบัญชี จัดทำโมเดลธุรกิจ และปรับปรุงกลยุทธ์การขยายตลาดสู่สากล
เพื่อรับมือกับบริบทการค้าในยุคใหม่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมุ่งผลักดันให้ผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มยอดขาย เข้าใจฐานลูกค้า ตลอดจนลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพของบุคลากร ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติโครงสร้างธุรกิจที่จำเป็นในการเข้าถึงโอกาสการเติบโตใหม่ๆ ในตลาดต่างประเทศ ร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและหน่วยงานภาคีเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างเข้มแข็งในระยะยาว
ทั้งนี้ กองทุน PE Trust มุ่งเน้นการสนับสนุนผู้ประกอบการกลุ่ม New Economy และโมเดลธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตสูง (High Growth) ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและต่อยอดไปสู่การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งในกระดาน LiVEx, mai และ SET ในอนาคต ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการแก้ไขจุดอ่อนของตลาดทุนไทยที่ยังคงพึ่งพาธุรกิจกลุ่ม Traditional Economy
“เราโฟกัสที่ กธุรกิจนวัตกรรมยุคใหม่ ที่มีเป้าหมายเข้าสู่ตลาดทุน มีโมเดลธุรกิจที่ขยายตัวได้จริงเพื่อสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ลงทุน และมีผู้นำองค์กรที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน (Facilitator) ในการบ่มเพาะและเชื่อมโยงระบบนิเวศการเงิน”นายประพันธ์ กล่าว
นายประพันธ์ กล่าวว่า การสนับสนุนทางการเงินถูกออกแบบให้ครอบคลุมทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ ตั้งแต่เงินทุนสนับสนุนเปล่า สำหรับผู้ประกอบการระยะเริ่มต้น ไปจนถึงเงินร่วมลงทุนจาก NIA ใน 3 รูปแบบ ได้แก่ NIA ร่วมทุนผ่าน PE Trust Fund NIA ลงทุนประกบร่วมกับกองทุน VC (Matching Fund) และ NIA สนับสนุนตรงแก่สตาร์ทอัพ นอกจากนี้ ยังมีการเสริมสภาพคล่องผ่านกลไกสินเชื่อและการค้ำประกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างครบวงจร
“ภาคธุรกิจเอสเอ็มอี สนใจเข้าร่วมงานกว่า 2,000 ราย ซึ่งครอบคลุมความต้องการที่หลากหลาย ตั้งแต่การแสวงหาความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI การจับคู่พันธมิตรทางธุรกิจ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์”นายประพันธ์ กล่าว
ความเคลื่อนไหวหลังจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนดจัดงานแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 กันยายน เพื่อชี้แจงรายละเอียดแผนงานแก่สาธารณชน พร้อมเร่งกระบวนการสรรหาผู้จัดการกองทุนมืออาชีพให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ เพื่อเริ่มต้นการคัดเลือกบริษัทเป้าหมายเข้าสู่กองทุนอย่างเป็นรูปธรรม
