คอลัมน์ความจริงความคิด : “สลับพระ สอนอะไรเรา”

โดย….สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP นักวางแผนการเงิน

เป็นข่าวดังอีกข่าวสำหรับเรื่อง “เซียนดังสลับพระทองคำเป็นพระทองแดง” เรื่องนี้จะจริงเท็จอย่างไร เจ้าตัวเซียนพระเองเป็นคนรู้ดีที่สุด เราก็ได้แต่ติดตามข้อมูลหาความรู้ไปเรื่อยๆ แต่ก็ฉุกคิดเหมือนกันนะว่า “ถ้าจริง คนที่รวยขนาดจ่ายเงินสด 9 ล้านบาทได้ทำไมต้องเสี่ยงทุจริตให้เสียชื่อเสียงด้วย” เหมือนกับสมัยก่อนที่เราเคยเชื่อกับคำพูดที่ว่า “คนรวยไม่โกง” สุดท้ายคนรวยนี่แหละตัวดี โกงหนัก โกงเนียนกว่าคนไม่รวยอีก นี่ไม่ได้หมายความว่าคนรวยทุกคนเป็นคนโกงนะ

แล้วทำไมคนพวกนี้ถึงทุจริต ทำผิดกัน
ก็นึกถึงคำพูดหนึ่งที่ได้ยินมานานล่ะ ที่ว่า

“คนไม่ได้กลัวทำผิด แต่กลัวถูกจับได้ว่าทำผิด”

สาเหตุที่คนกลัวการถูกจับได้
• กลัวการสูญเสีย: กลัวเสียชื่อเสียง หน้าตา งาน หรือเงินทองที่สร้างมา
• กลัวการถูกลงโทษ: ผลกระทบจากบทลงโทษที่รุนแรงทำให้คนเลือกที่จะปกปิด

ดังนั้นถ้าการทำผิดใด มีโอกาสถูกจับได้ว่าทำผิดมีน้อย คนก็จะกล้าทำผิดมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ พวกฉ้อโกงออนไลน์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น หลอกลงทุน หลอกขายของ ฯลฯ พวกนี้เยอะมาก ขยันมาก ก็เพราะโอกาสที่จะถูกจับมีน้อยมาก และยิ่งสังคมไหนที่การบังคับใช้กฎหมายไม่เข้มแข็งก็จะยิ่งทุจริตกันเยอะ อย่างปัญหาคอรัปชั่นในบางประเทศ เป็นต้น
โอกาสเองก็เป็นเพียง 1 ใน 4 องค์ประกอบแห่ง Fraud Diamond (เพชรแห่งการฉ้อโกง) ที่ชักจูงให้คนตัดสินใจทุจริต ดังนี้

องค์ประกอบทั้ง 4 ด้านของ Fraud Diamond
1.แรงกดดัน/แรงจูงใจ (Pressure/ Incentive)
o ปัญหาเงินขาดมือหรือเป้าหมายผลประกอบการที่สูงเกินไป กรณีนี้เห็นบ่อยมาก อย่างเช่น การขายของโดยบอกข้อมูลไม่ครบ หรือ ให้ข้อมูลที่ผิด ฯลฯ
o ขายได้ราคาดี อย่างเช่น กรณีสลับพระ ถ้าเป็นจริงตามข่าว เห็นข่าวว่าราคาตลาดพระอยู่สูงถึง 20 ล้านบาท ลำพังถ้าจบกันตามราคาตอนแรก 2.5 ล้านบาท ก็กำไร 8 เท่าเห็นๆ แต่เพราะโลภมาก อยากได้กำไรมากกว่านั้น เลยกลายเป็น “โลภมาก ลาภหาย”

2.โอกาส (Opportunity)
o การเห็นช่องโหว่หรือโอกาสข้างหน้า เป็นตัวจุดชนวนให้คิดว่า “ทำได้โดยไม่มีใครรู้” ยกตัวอย่างง่ายๆนะ ตอนรถเราติดไฟแดงอยู่ตรงสี่แยกตอนมืดค่ำ และถนนที่ตัดไม่มีรถ สิ่งที่เราจะคิดกันก็คือ “ฝ่าไฟแดงดีมั๊ย?” และสิ่งเราจะทำต่อก็คือ “ดูว่ามีกล้องหรือไม่?” ถ้า “มีกล้อง” โอกาสที่เราจะฝ่าไฟแดงก็น้อยลง ซึ่งจากข้อมูล กรุงเทพมหานคร ระบุว่าหลังจากติดตั้งกล้อง AI ตรวจจับการจอดหรือขับขี่บนทางเท้า สถิติผู้กระทำผิดลดลงอย่างชัดเจน
อย่างกรณีนี้ ก็เช่นกัน เหตุการณ์เกิดขึ้นในร้านของเซียนพระ บุคคลภายนอกไม่มีใครรู้ว่า เกิดอะไรขึ้นบ้าง เหตุการณ์จริงเป็นยังไง (ยกเว้นแต่มีกล้องวงจรปิดหรือไม่)

3.การหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง (Rationalization)
o เมื่อขาดการหักห้ามใจ สมองจะเริ่มสร้างกลไกปกป้องตัวเอง เช่น คิดว่า “ทำแค่ครั้งเดียวคงไม่เป็นไร” หรือ “ใคร ๆ เขาก็ทำกัน”
o “ทำมาหลายครั้งแล้ว โอกาสถูกจับได้มีน้อย ถึงถูกจับได้ ก็แค่คืนพระ พร้อมอ้างเหตุผลดีๆหน่อย” เทียบกับ “ไม่ถูกจับได้” กำไรเป็นสิบๆล้านเห็นๆ

4.ความสามารถ (Capability) ตัวอย่างเช่น
o คุณสมบัติส่วนบุคคลที่ทำให้มีอำนาจและช่องทางในการโกงสำเร็จ
o ตำแหน่งหน้าที่ที่อยู่ระดับสูงจนสามารถหลีกเลี่ยงระบบตรวจสอบได้
o สติปัญญาและทักษะในการหาช่องโหว่และปิดบังร่องรอยความผิด
o ความสามารถในการรับมือกับความเครียดและโกหกได้อย่างแนบเนียน

ในกรณีสลับพระนี้ เซียนพระเป็นคนในวงการ ก็ถือได้ว่ามีความรู้ ความสามารถ และอยู่ในตำแหน่งที่มีแรงจูงใจให้ทำทุจริตได้เยอะ

พิจารณาจาก 4 องค์ประกอบเพชรแห่งการฉ้อโกง ถ้า “คนพร้อม ปัจจัยพร้อม โอกาสพร้อม” หากใจไม่แข็งพอ ก็มีโอกาสที่จะแฟ้ใจตัวเอง ทำทุจริตได้สูงแล้วอะไร คือ สาเหตุที่ทำให้บางคนเลือกที่จะตัดสินใจทำทุจริต พฤติกรรมนี้อธิบายในทางพฤติกรรมการเงิน (Behavioral Finance) และจิตวิทยาเศรษฐศาสตร์ได้ว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกขับเคลื่อนด้วย “ความอคติทางพริบตา” (Present Bias) และ “ความโลภที่บดบังความเสี่ยง” โดยมีปัจจัยเชิงพฤติกรรมหลัก ๆ ดังนี้

1.Present Bias & Hyperbolic Discounting (การมองเห็นคุณค่าปัจจุบันมากกว่าอนาคต)
มนุษย์มักให้ค่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับ “ทันที” สูงกว่าผลประโยชน์หรือผลเสียที่จะตามมาใน “อนาคต”
• การขาดการหักห้ามใจ: สมองส่วนอารมณ์ (Limbic System) ตอบสนองต่อโอกาสตรงหน้าอย่างรุนแรง
• ผลลัพธ์: มองเห็นเงินหรือผลประโยชน์ที่จะได้ตอนนี้เป็นก้อนใหญ่ ส่วนความเสี่ยงที่จะโดนจับได้หรือบทลงโทษในอนาคต ถูกสมองลดทอนคุณค่าลงไปจนรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว

2.Availability Heuristic & Overconfidence (ความมั่นใจในตัวเองสูงเกินไป)
• ผู้กระทำมักประเมินความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ของตัวเองสูงเกินไป (Overconfidence Bias)
• สมองเลือกโฟกัสแต่ภาพความสำเร็จและการได้ใช้เงิน (Availability Heuristic) จนละเลยสถิติหรือความจริงที่ว่า การทุจริตส่วนใหญ่มักถูกจับได้ในที่สุด

3.Loss Aversion ในมุมกลับ (การกลัวเสียโอกาส)
ทฤษฎี Prospect Theory ระบุว่าคนเราเกลียดการสูญเสีย ในกรณีนี้ “โอกาสที่อยู่ตรงหน้า” ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่มีมูลค่าไปแล้ว หากปล่อยผ่านไปจะรู้สึก “เสียดาย” หรือรู้สึกว่าตนเอง “ขาดทุน” จึงยอมเสี่ยงทำทุจริตเพื่อคว้ามันไว้

สรุปสุดท้าย “มีสติ รู้ทันอารมณ์ตัวเอง” ดีที่สุด พูดง่าย แต่ทำยากเนอะ
.
 
 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–