ดาวโจนส์ปิดบวก 116 จุด บอนด์ยีลด์อ่อน คลังสหรัฐเพิ่มซื้อคืนพันธบัตร 2 เท่า

HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 19 ส.ค. 2569 ปรับตัวขึ้น ยุติภาวะขาลงที่ดำเนินมาติดต่อกัน 3วัน หลังจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศว่าจะเพิ่มการรับซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว ซึ่งส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 53,463.05 จุด เพิ่มขึ้น 119.65 จุด, +0.22%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,707.98 จุด เพิ่มขึ้น 16.22 จุด, +0.21%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,331.09 จุด เพิ่มขึ้น 41.38 จุด, +0.16%

ในช่วงแรกการหุ้นปรับตัวขึ้น เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของกระทรวงการคลังลดลง หลังจากที่กระทรวงการคลังประกาศว่าจะเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรของรัฐบาลอย่างน้อยสองเท่า การเพิ่มการซื้อคืนครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่พันธบัตรอายุ 10-30 ปี ซึ่งรวมถึงพันธบัตรอายุ 20 ปีด้วย โดยมาตรการดังกล่าวจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย. ไปจนถึงวันที่ 4 พ.ย.นี้

แต่การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นเริ่มอ่อนตัวลงเมื่อการซื้อขายผ่านไประยะหนึ่ง ในช่วงสูงสุดของวัน ดัชนี Dow Jones ปรับตัวขึ้นมากกว่า 360 จุด หรือ 0.7% ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.7% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปรับตัวขึ้น 0.6%

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ซึ่งเพิ่งทำระดับสูงสุดใหม่ในรอบ 19 ปีที่ระดับเหนือ 5.33% ในวันทำการก่อนหน้า ได้ปรับตัวลดลงกว่า 10 จุด มาอยู่ที่ระดับ 5.184% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวลดลงกว่า 6 จุด มาอยู่ที่ระดับ 4.637%

หุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงต่างปรับตัวสูงขึ้น โดยหุ้นของ Lowe’s และ Home Depot ต่างปรับตัวขึ้นประมาณ 2%

นักวิเคราะห์รายหนึ่งระบุว่า หุ้นกลุ่ม Value ต่างทำผลงานได้ดีมากในวันนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจและวัฏจักรผลประกอบการของภาคธุรกิจยังคงมีความแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ตลาดกำลังเผชิญกับภาวะตึงเครียดโดยมีปัจจัยที่ขัดแย้งกันระหว่างปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งในด้านหนึ่ง กับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นอันเป็นผลมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้นในอีกด้านหนึ่ง โดยภาพรวมแล้ว สถานการณ์ในขณะนี้ยังถือเป็นสภาพแวดล้อมที่ดีเยี่ยมสำหรับตลาดหุ้น เนื่องจากแนวโน้มผลประกอบการที่แข็งแกร่ง

หุ้น Target บริษัทค้าปลีก ปรับขึ้น 4.3% หลังบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายรายปี
หุ้น Moderna พุ่งขึ้นกว่าเท่าตัวหรือราว 177% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ภายในวันเดียว หลังจากวัคซีนรักษามะเร็งผิวหนังชนิดทดลองที่พัฒนาร่วมกับ Merck ประสบความสำเร็จในการทดลองทางคลินิกระยะท้าย ขณะที่หุ้นของ Merck ปรับตัวขึ้นกว่า 12% ซึ่งช่วยหนุนดัชนี Dow ให้ปรับตัวสูงขึ้น

หุ้น Marvell Technology ปรับตัวขึ้นเกือบ 10% ภายหลังการประกาศข้อตกลงกับ Google เกี่ยวกับชิป Tensor Processing Unit (TPU) และการออกใบสำคัญแสดงสิทธิ (warrant) ให้แก่ Alphabet เพื่อใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญของ Marvell คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 1.22 หมื่นล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีตัวอื่นๆ ปรับตัวลดลงหลังจากหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า OpenAI ได้เปิดเผยผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุน โดยแม้รายได้จะขยายตัว 18% เมื่อเทียบระหว่างไตรมาสที่ 1 และ 2 แต่ตัวเลขผลขาดทุนกลับเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ หุ้น Broadcom ลดลงกว่า 4% และหุ้น Advanced Micro Devices ลดลงเกือบ 4% ในขณะที่กองทุน iShares AI Innovation and Tech Active ETF ปรับตัวลดลงราว 2%

นักลงทุนยังจับตาสถานการณ์ทางการค้าหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์โพสต์ข้อความบน Truth Social เมื่อคืนวันอังคารว่า เขาได้ระงับการเก็บภาษีนำเข้า 50% จากแคนาดาเป็นเวลาสามวัน โดยอิงจากข้อเท็จจริงที่ว่าแคนาดาและสหรัฐอเมริกาได้บรรลุข้อตกลงกันแล้ว โดยรอการสรุปเอกสารขั้นสุดท้าย

การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการเจรจาในนาทีสุดท้ายระหว่างเจ้าหน้าที่ของทรัมป์และทีมของนายกรัฐมนตรีมาร์ค คาร์นีย์ แห่งแคนาดา แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญจะกล่าวว่าภาษีดังกล่าวจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจจำกัด แต่ก็เป็นสัญญาณที่ชัดเจนของการเจรจาข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) ที่กำลังจะเกิดขึ้น

รายงานการประชุมประจำเดือนก.ค.ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)ที่เปิดเผยระบุว่า เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหากภาวะเงินเฟ้อยังไม่ชะลอตัวลง โดยในการประชุมเมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา มีกรรมการ 3 รายที่ลงมติสนับสนุนให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบเล็กน้อยสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบสามสัปดาห เนื่องจากราคาน้ำมันที่แข็งตัวขึ้นและความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นได้หักล้างกับผลบวกจากการลดลงของผลตอบแทนพันธบัตรหลังจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มการสนับสนุนสภาพคล่องสำหรับหนี้ระยะยาว

ผลตอบแทนพันธบัตรยูโรโซนลดลงหลังจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่าจะเพิ่มขนาดการสนับสนุนสภาพคล่องสำหรับหนี้ระยะยาวเป็นสองเท่า ผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปีเมื่อวันอังคาร ทำให้ผู้ลงทุนไม่สบายใจและนำไปสู่การเทขายสินทรัพย์เสี่ยง

ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 651.16 จุด ลดลง 0.74 จุด
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,743.35 จุด เพิ่มขึ้น 15.31 จุด, +0.14%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,501.91 จุด ลดลง 7.45 จุด, -0.09%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 26,091.33 จุด ลดลง 37.03 จุด, -0.14%

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 30 ปีซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานปรับตัวลดลงอย่างน้อย 1 จุดขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวเปรียบเสมือนตัวกำหนดทิศทางราคาของสินทรัพย์แทบทุกประเภทในตลาดการเงิน รวมถึงอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวแทบไม่ได้ช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนหรือความเชื่อมั่นต่อความเสี่ยง เนื่องจากยุโรปยังคงเผชิญกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออย่างหนักจากการพึ่งพาพลังงาน ซึ่งส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจดูมืดมนลง

นักวิเคราะห์รายหนึ่ง กล่าวว่า ด้วยราคาน้ำมันที่ยืนเหนือระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลความกังวลเรื่องเงินเฟ้อยังคงมีอยู่ เช่นเดียวกับความกังวลด้านการคลังเกี่ยวกับหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้น

ข้อมูลที่เปิดเผยเมื่อวันพุธระบุว่า การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งพลังงานของโลกนั้นชะลอตัวลง ท่ามกลางข้อโต้แย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเกี่ยวกับสถานะการเปิด-ปิดของเส้นทางเดินเรือดังกล่าว กลุ่มอุตสาหกรรมอากาศยานและการป้องกันประเทศ (.SXPARO) ปรับตัวลดลงมากที่สุด 1.6% ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารของยุโรป ลดลง 1.5%

นักวิเคราะห์ระบุว่า กลุ่มธนาคารกำลังเผชิญกับปัจจัยลบหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจยุโรป และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจจากการที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า ผู้ค้าในตลาดเงินต่างคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรปจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในปีนี้หุ้นกลุ่มทรัพยากรพื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 3.3% ตามทิศทางราคาโลหะมีค่า ซึ่งช่วยชะลอการปรับตัวลงของตลาด ขณะที่หุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ ก็ปรับตัวขึ้น 1.4% เช่นกัน

ช่วงเวลาการรายงานผลประกอบการใกล้สิ้นสุดลง นักลงทุนจับตาประเด็นเงินเฟ้ออีกครั้งแม้ข้อมูลจาก LSEG I/B/E/S จะระบุว่าบริษัทต่างๆ ในดัชนี STOXX 600 มีแนวโน้มรายงานการเติบโตของผลประกอบการที่ระดับ 24.1% (เพิ่มขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์ที่ 23.4% ในสัปดาห์ก่อนหน้า) แต่ความสนใจของตลาดได้หันกลับไปที่ประเด็นราคาพลังงานอีกครั้ง

อัตราเงินเฟ้อราคาผู้บริโภคในยูโรโซนปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 0.2% ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษระบุว่า อัตราเงินเฟ้อราคาผู้บริโภคในอังกฤษปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 2.9% ในเดือนกรกฎาคม จากระดับต่ำสุดในรอบ 15 เดือนที่ 2.6% ในเดือนมิถุนายน โดยการเพิ่มขึ้นสะท้อนถึงการปรับขึ้นเพดานราคาพลังงาน 13% ตามที่ Ofgem (หน่วยงานกำกับดูแล) ได้กำหนดไว้เมื่อเดือนที่แล้ว

นักลงทุนรอการเผยแพร่รายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประจำเดือนก.ค.

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนก.ย.เพิ่มขึ้น 89 เซนต์ หรือ 1.05% ปิดที่ 85.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 60 เซนต์ หรือ 0.66% ปิดที่ 91.62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 
 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–