HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งสามดัชนีหลักปิดลบ ดาวโจนส์ลดลง 116 จุด “ราคาน้ำมันดิบ” ปรับเพิ่มขึ้น ความหวังริบหรี่ลงสำหรับสันติภาพในตะวันออกกลาง กดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งสูงสุดรอบหลายทศวรรษ สร้างความกังวลเงินเฟ้อ ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบ
ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ปิดลบ จากราคาน้ำมันปรับขึ้นอันเนื่องจากความหวังที่ริบหรี่ลงสำหรับสันติภาพในตะวันออกกลาง กดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลให้พุ่งสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการกู้ยืมและอัตราเงินเฟ้อ
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 53,343.40 จุด ลดลง 116.38 จุด, -0.22%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,691.76 จุด ลดลง 53.30 จุด, -0.69%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,289.71 จุด ลดลง 355.20 จุด, -1.33%
ดัชนี S&P และดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลดลงรายวันในเชิงเปอร์เซ็นต์ที่มากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม
ความหวังที่จะเห็นการจบลงของความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงริบหรี่ลงอย่างต่อเนื่องในวันอังคาร หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า ขณะนี้สหรัฐฯ ไม่ได้มีการเจรจาหรือหารือใดๆ กับอิหร่าน และยังไม่มีกำหนดการสำหรับการเจรจาด้วย นอกจากนี้ยังระบุว่ามาตรการปิดล้อมทางทะเลนั้น ยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลว่า ราคาน้ำมันอาจยังคงอยู่ในระดับสูง ท่ามกลางภาวะชะงักงันของการเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ โดยสัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปีเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2025
กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์นำในการปรับลงของกลุ่มเทคโนโลยี ส่งผลให้ดัชนี Philadelphia SE
Semiconductor ร่วงลง 5% เนื่องจากนักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มที่เคยปรับตัวขึ้นจากความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั้งนี้ ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นส่งผลให้นักลงทุนเต็มใจจ่ายในราคาที่ต่ำลงสำหรับโอกาสการเติบโตของกำไรในกลุ่มเทคโนโลยี
ในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของดัชนี S&P 500 กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นกลุ่มที่ฉุดดัชนีลงมากที่สุดในแง่ตัวเลข และยังเป็นกลุ่มที่ปรับตัวลดลงมากที่สุดในเชิงเปอร์เซ็นต์ โดยร่วงลง 1.9%
หุ้นรายตัวที่ฉุดดัชนี S&P 500 ลงมากที่สุดได้แก่หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิป ซึ่งรวมถึง Nvidia ผู้ผลิตชิป AI ชั้นนำที่ราคาหุ้นลดลง 2.3% และ Micron Technology ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำที่ราคาหุ้นร่วงลง 7% หลังจากที่ปรับตัวขึ้นเกือบ 18% ในช่วง 5 วันทำการก่อนหน้านี้
หุ้นกลุ่มอื่นที่ได้รับผลกระทบหนักได้แก่บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลอย่าง Sandisk และ Western Digitalซึ่งราคาหุ้นร่วงลง 9% และ 7.4% ตามลำดับ
โทนี เวลช์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ SignatureFD กล่าวว่า ไม่มีปัจจัยใดที่จะสั่นคลอนภาวะตลาดขาขึ้น ได้แรงเท่ากับการปรับตัวสูงขึ้นของอัตราดอกเบี้ย และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้นบ่งชี้ว่านโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) นั้นผ่อนคลายเกินไปเมื่อเทียบกับแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อ
เบิร์นส์ แมคคินนีย์ ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนของ NFJ Investment Group กล่าว ภาวะการซื้อขายคล้ายกับปรากฏการณ์โดมิโน เมื่อการเจรจาหยุดชะงักลง ก็ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น นำไปสู่การคาดการณ์เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นและทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรขยับตัวสูงขึ้นตามไปด้วยและทุกครั้งที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมักจะได้รับผลกระทบอย่างหนักเป็นพิเศษ
นักลงทุนหันออกจากกลุ่มธุรกิจที่มีการเติบโตสูงและแห่เข้าไปยังกลุ่มธุรกิจที่มีความมั่นคงสูง (defensive sectors) เช่น กลุ่มเฮลท์แคร์ ซึ่งปรับตัวขึ้น 1.6% และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น ซึ่งปิดตลาดบวก 1.1%
ทางด้านดัชนี VIX หรือดัชนีชี้วัดความวิตกกังวลของตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ปิดตลาดปรับตัวขึ้น 0.65 จุด มาอยู่ที่ระดับ 15.84 ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม
ด้วยแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น กลุ่มพลังงานในดัชนี S&P 500 เป็นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยเพิ่มขึ้น 1.8% ทั้งนี้ ในช่วงท้ายตลาด สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าของสหรัฐฯ ได้ลดช่วงบวกส่วนใหญ่ลงแต่ยังคงปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.5% หลังจากที่อิหร่านขู่ว่าจะปรับเปลี่ยนท่าทีทางทหารไปสู่ การรุกเต็มรูปแบบและรัฐบาลสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะขยายเวลาข้อตกลงหยุดยิง
หุ้น Home Depot ผู้ค้าปลีกสินค้าปรับปรุงบ้าน ลดลงเล็กน้อย 0.1% แม้ว่าบริษัทจะมียอดขายในไตรมาสที่ 2 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ก็ตาม
นักลงทุนรอผลประกอบการที่จะทยอยประกาศออกมาในสัปดาห์นี้จากบริษัทค้าปลีกรายอื่นๆ รวมถึง Walmart ซึ่งถือเป็นบริษัทดัชนีชี้วัดทิศทางของภาคค้าปลีก นอกจากนี้ รายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประจำเดือนกรกฎาคมที่จะมีการเปิดเผยในวันพุธ อาจช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมุมมองของเฟดต่อสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
นักลงทุนมองว่ารายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของ Nvidia ที่จะรายงาน จะเป็นบททดสอบสำคัญครั้งต่อไปสำหรับกระแสการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานได้แก่ การจ้างงานของภาคเอกชนในช่วง 4 สัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 1 สิงหาคม จาก ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 9,500 ตำแหน่งต่อสัปดาห์ ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรก หลังจากชะลอตัวลงติดต่อกัน 7 สัปดาห์
ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ โดยดัชนี STOXX 600 ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่าสองสัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนเผชิญกับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้นและความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่กลับมาอีกครั้ง ประกอบกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะเจรจากับอิหร่าน
ดัชนี STOXX 600 ปรับตัวลงรุนแรงที่สุดในรอบเกือบหนึ่งเดือน
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 651.90 จุด ลดลง 4.51 จุด , -0.69%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,728.04 จุด เพิ่มขึ้น 7.74 จุด, +0.07%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,509.36 จุด ลดลง 70.24 จุด, -0.82%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 26,128.36 จุด ลดลง 210.25 จุด, -0.80%
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปีเนื่องจากนักลงทุนตื่นตระหนกจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่กลับมาอีกครั้ง และความกังวลเกี่ยวกับสถานะทางการคลัง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 10 ปีปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 3.2610% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2011
นักวิเคราะห์รายหนึ่ง กล่าวว่า การเทขายในตลาดสะท้อนให้เห็นถึงปัจจัยที่มากกว่าการคาดการณ์เงินเฟ้อ โดยอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (real yields) และส่วนชดเชยความเสี่ยงด้านระยะเวลา (term premia) ต่างปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่รัฐบาลมีการออกตราสารหนี้เพิ่มขึ้น ความต้องการจากกองทุนบำเหน็จบำนาญลดลง และนักลงทุนภาคเอกชนเริ่มมีความอ่อนไหวต่อระดับราคามากขึ้น”
ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐที่สูงขึ้นส่งผลกดดันต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เนื่องจากอัตราผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้มูลค่าปัจจุบันของผลกำไรในอนาคตลดลง หุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวลงหนักที่สุดในดัชนี STOXX 600 โดยร่วงลง 2.5% นำโดยหุ้นของผู้ผลิตชิป Infineon และผู้ผลิตอุปกรณ์ผลิตชิป Aixtron ที่ปรับตัวลดลง 7.6% และ 8.8% ตามลำดับ
ในขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มพลังงาน (.SXEP) ปรับตัวขึ้น 0.4% ตามราคาน้ำมันที่พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 สัปดาห์ ท่ามกลางสัญญาณจากอิหร่านที่แสดงท่าทีแข็งกร้าวขึ้น และการที่ทรัมป์ปฏิเสธที่จะเจรจากับทางการอิหร่าน
ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางยังคงส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของยุโรป ซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลักเพื่อตอบสนองความต้องการใช้ภายในภูมิภาค
กอรดอน เคอรร์ นักยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจมหภาคประจำยุโรปของ KBRA กล่าวว่า
ตลาดกำลังจับตาว่ายุโรปจะสามารถเติมก๊าซสำรองให้เต็มได้ในราคาที่เหมาะสมก่อนเข้าสู่ฤดูหนาวหรือไม่ โดยระดับสินค้าคงคลังและต้นทุนในปัจจุบันยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความไม่แน่นอน
นอกจากนี้ ตลาดยังรอคอยการเปิดเผยรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประจำเดือนกรกฎาคม เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ถึงทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลาง
ด้านข้อมูลเศรษฐกิจหนึ่ง สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ZEW เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนของเยอรมนีปรับตัวสูงขึ้นเกินคาดสู่ระดับ 34.2 จุดในเดือนสิงหาคม
สำหรับความเคลื่อนไหวของหุ้นรายตัว หุ้นของ Huber+Suhner ผู้ผลิตอุปกรณ์เชื่อมต่อระบบออปติก ร่วงลงถึง 11.4% หลังจากรายงานกำไรหลักและยอดคำสั่งซื้อในกลุ่มธุรกิจสื่อสารต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ราคาหุ้นมีแนวโน้มเผชิญกับวันที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2019
หุ้น H&M ปรับตัวขึ้นนำตลาดโดยพุ่งขึ้น 4.1% หลังจากผู้บริหารรายหนึ่งเปิดเผยข้อมูลการเข้าซื้อหุ้นของบริษัทจำนวน 8,000 หุ้น
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 44 เซนต์ หรือ 0.52% ปิดที่ 84.94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนเพิ่มขึ้น 15 เซนต์ หรือ 0.17% ปิดที่ 91.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

