TACC ขยายตลาดจาก B2B สู่ B2C  ทุ่ม 45 ล้านบาทดันชาไทยติดเทรนด์

HoonSmart.com>>”ที.เอ.ซี.” ผู้นำด้านห่วงโซ่อุปทาน-วัตถุดิบเครื่องดื่มรายใหญ่ ขยายช่องทางการตลาดเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง เข้าถือหุ้น 30% เป็นเงิน 45 ล้านบาท ใน “เบทเทอร์เทอร์บีมฟู้ด” แบรนด์คลื่นลูกใหม่”ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน”ดันชาไทยติดเทรนด์ เล็งร่วมทุนเพิ่มอีก 1 ดีลภายในปีนี้ ปั้นรายได้ B2C เป็น 20% ใน 3 ปี เตรียมผุดเครื่องดื่มสุขภาพรับโอกาสใหม่ มั่นใจปีนี้โตต่อเนื่องจาก 6 เดือนแรกรายได้พุ่งกว่า 19%

น.ส.ไตรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท ที.เอ.ซี.คอนซูเมอร์ (TACC) ลงนามการเข้าถือหุ้น เชิงกลยุทธ์ ในบริษัทเบทเทอร์บีมฟู้ด ในสัดส่วนการถือหุ้น 30% รวมมูลค่า 45 ล้านบาท ร่วมกับ น.ส.พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด เจ้าของแบรนด์ “ฉันจะกินชาไทยทุกวัน”

นับเป็นเข้าลงทุนเพื่อสร้างความร่วมมือในการยกระดับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย โดยเฉพาะกลุ่มชาไทยที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เป็นการขยายตลาด จากองค์กรสู่องค์กรหรือ B2B ไปสู่ผู้บริโภคโดยตรงหรือ B2C เป็นครั้งแรกของ TACC โดยมีแผนเพิ่มรายได้จากช่องทาง B2C เพิ่มเป็น 20% ในอีก 3 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่รายได้เกือบ 100% มาจากธุรกิจแบบ B2B

“ปีนี้เราจะมีการร่วมลงทุนในลักษณะนี้อีก 1 ราย ขนาดของดีลใกล้เคียงกัน เพื่อขยายเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคโดยตรง แต่คราวนี้เราจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และเป็นแบรนด์ไทยเหมือนกัน โดยใช้จุดแข็งของรสชาติ และความเชี่ยวชาญในตลาดเครื่องดื่มของเราผลักดันแบรนด์ไทยสู่ตลาดโลก”น.ส.ไตรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท ที.เอ.ซี.คอนซูเมอร์ กล่าว

การเคลื่อนไหวทางยุทธศาสตร์ในครั้งนี้ของ TACC ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างรายได้ทางเลือกใหม่ แต่คือการผสานพลังทางธุรกิจ (Synergy) ครั้งสำคัญระหว่างยักษ์ใหญ่ผู้เชี่ยวชาญด้านห่วงโซ่อุปทาน เครื่องดื่ม B2B และแบรนด์ค้าปลีกหนุ่มสาว “ฉันจะกินชาไทยทุกวัน”ที่มีความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่อย่างลึกซึ้ง

จุดเริ่มต้นของความร่วมมือในครั้งนี้เกิดจากการเล็งเห็นโอกาสในสภาวะตลาดการค้าปลีกเครื่องดื่ม ที่แม้จะมีความท้าทายจากสภาวะ Red Ocean ในกลุ่มธุรกิจคาเฟ่ทั่วไป แต่กลุ่มเครื่องดื่มประเภท “ชาไทย” กลับแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตที่แข็งแกร่งและมีความเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคมีความต้องการซื้อซ้ำในชีวิตประจำวัน (Daily Habit)

แบรนด์ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” สามารถสร้างจุดเด่นเฉพาะตัวผ่านรสชาติสูตรพิเศษที่พัฒนามาจากความเข้าใจในรสนิยมของคนไทย สามารถสะกดจิตผู้บริโภคด้วยชื่อแบรนด์ที่จดจำง่าย และการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่ตรงใจกลุ่มคนรุ่นใหม่ จนสามารถขยายสาขาจากจุดเริ่มต้นไปสู่ 27 สาขายอดขายแตะระดับ 100 ล้านบาท ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว และกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เป็น Top of Mind ของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

“เราเริ่มออกตลาดต่างจังหวัดที่ข่อนแก่น และชลบุรี เรียบร้อย แต่ละสาขาใช้งินลงทุนไม่เกิน 2 ล้านบาท และกำลังมองหาศักยภาพทำเลอื่นเพิ่มเติม” น.ส.พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด กล่าว

น.ส.พันธ์ทิพย์ กล่าวว่า การจับมือกับ TACC ไม่เพียงช่วยให้บริษัทมีทรัพยากรและองค์กรความรู้ที่ครบถ้วน แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสใหม่ในการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น โดยเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการยกระดับเครื่องดื่มไทยให้เติบโตได้ไกลกว่าเดิมและสร้างคุณค่าร่วมทั้งต่อผู้บริโภคและพันธมิตรทางธุรกิจ

ในมิติของ TACC การตัดสินใจเข้าถือหุ้นในครั้งนี้ถือเป็นการก้าวข้ามกรอบธุรกิจเดิมที่เป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังในรูปแบบ B2B เข้าสู่การเป็นเจ้าของแบรนด์ร่วมในฝั่ง B2C อย่างเป็นทางการ โดย TACC ไม่ได้มองว่านี่คือการฉีกแนวไปทำธุรกิจที่ไม่ถนัด แต่เป็นการนำเอา “จุดแข็งที่แท้จริง” ซึ่งก็คือความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) ตลอดจนเครือข่ายช่องทางการจัดจำหน่ายขนาดใหญ่ มาสนับสนุนการเติบโตของแบรนด์ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ให้สามารถขยายสเกลได้อย่างรวดเร็ว มีมาตรฐาน และมีต้นทุนที่บริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

เป้าหมายระยะยาวของพันธมิตรทางธุรกิจคู่นี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงการเพิ่มจำนวนสาขาของร้านค้าปลีกภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ (Product Line Extension) ทั้งในรูปแบบเครื่องดื่มพร้อมดื่มสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องอื่นๆ การรุกเข้าสู่ช่องทางการจำหน่ายใหม่ๆ ที่กว้างขึ้น และการขยายระบบห่วงโซ่อุปทานให้ครอบคลุมทั่วประเทศและเตรียมพร้อมสำหรับการวางรากฐานเพื่อนำพาแบรนด์ชาไทยไปสร้างชื่อเสียงในตลาดต่างประเทศในอนาคต

นอกจากนี้ ยังเป็นการสนับสนุนปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร ระบบบัญชี ให้กับบริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด และการสร้างมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ผลักดันแผนการออกสินค้าใหม่ให้สอดรับกับเทรนด์ Longevity และ Wellness ยังเป็นการปูทางเชิงกลยุทธ์เพื่อนำบริษัทเบทเทอร์บีมฟู้ด เข้าสู่การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) เมื่อโครงสร้างพื้นฐานและฐานรายได้มีความพร้อมอย่างแท้จริง

“ผลกระทบทางบัญชีจากการร่วมทุนครั้งนี้ จะยังไม่ส่งผลมากนักต่อผลประกอบการในไตรมาสที่ 3 และ 4 ของ TACC ในปีนี้ แต่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของรายได้นับตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป โดยช่วงที่เหลือของปีนี้เรามั่นใจว่ารายได้เรายังเติบโตต่อเนื่องจากช่วง 6 เดือนแรก”น.ส.ไตรทิพย์

สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2569 กลุ่มบริษัท TACC มีรายได้จากการขายและบริการ 1,321.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจหลัก โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากยอดขายผ่านช่องทางร้าน 7-Eleven และร้านกาแฟพันธุ์ไทยที่ขยายตัวดี ความนิยมของผลิตภัณฑ์กลุ่มชาไทยและชาเขียวที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนการขยายความร่วมมือทางธุรกิจกับลูกค้ารายสำคัญ ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง

การผสานความแข็งแกร่งระหว่างจุดแข็งที่ด้านงานสนับสนุนของ TACCC และความสดใหม่ที่เป็นด่านหน้าของแบรนด์ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” จึงนับเป็นกรณีศึกษาการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทย ในมุมการสร้างนวัตกรรมโมเดลธุรกิจและแผนการเติบโตขององค์กรในระยะยาวร่วมกัน