ชี้ช่องเก็บหุ้นไทย P/E ถูก-หุ้นกู้เกรด A AI CapEx -เฮลท์แคร์ไฮบริด ฝ่าคลื่นผันผวน

HoonSmart.com>>FETCO x ThaiBMA x Finnomena แชร์มุมมองในงาน Investment Forum 2026 ชี้ความผันผวนโลกเป็นโอกาส เจาะลึกหุ้นไทย Valuation ถูก P/E เพียง 12-13 เท่า รับอานิสงส์ย้ายฐานการผลิต ด้านตราสารหนี้ชูแนวคิด “Flight to Quality” เน้นบอนด์รัฐ หุ้นกู้เกรด A+ พร้อมกางแผนกระจายพอร์ตหุ้นโลกไปสู่กลุ่ม AI CapEx – Healthcare ไฮบริด รับมือตลาดผันผวน

จากงานสัมมนา Investment Forum 2026: “Investment in the Storm — ลงทุนให้มั่นคง เมื่อโลกกำลังสั่นไหว” ช่วง เสวนา (หุ้น ตราสารหนี้ กองทุนรวม)

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยกำลังก้าวเข้าสู่รอบการฟื้นตัว ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และ ตลาดทุนโลก โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจโลกไว้ที่ระดับ 3% ในปีนี้ และมีแนวโน้มขยายตัวสู่ 3.4% ในปีถัดไป แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่ปรับตัวขึ้นเด่นชัด

ขณะเดียวกัน กำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกตามดัชนี MSCI World All Country Index มีการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยไตรมาสล่าสุดเติบโตกว่า 30% ซึ่งการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นในรอบนี้ไม่ได้เกิดจากกระแสเงินทุนหรือสภาพคล่องเพียงอย่างเดียว แต่ได้รับการสนับสนุนจากผลกำไรที่แท้จริง ไม่เพียงแค่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เท่านั้น แต่หุ้นกลุ่มเศรษฐกิจเก่า (Old Economy) เช่น กลุ่มการเงิน อุตสาหกรรม และสาธารณูปโภค ต่างก็มีการเติบโตเช่นกัน นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ และหลายประเทศทั่วโลกเริ่มเข้าสู่ระดับที่ควบคุมได้ ลดแรงกดดันต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรงในระยะข้างหน้า

​สำหรับ ประเทศไทย ตลาดหุ้นไทยกำลังฟื้นตัว การปรับโครงสร้าง Supply Chain โลก จากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี กำลังกลายเป็นโอกาสของไทย ด้วยนโยบายการเป็นมิตรกับภาคธุรกิจและความเป็นกลางของไทย กลายเป็นจุดแข็งสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เห็นได้จากยอดการยื่นขอรับการส่งเสริมและการอนุมัติโครงการจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในช่วงครึ่งปีแรกที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

การลงทุนใหม่เหล่านี้จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยไปสู่ New Economy แม้ IMF จะคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้เติบโตราว 2% และปีถัดไปที่ 2.2% ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ และเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสี้างประชากรสูงอายุ การเกิดต่ำ แต่การลงทุนในตลาดหุ้นคนจะมองไปที่อนาคต โดยนักลงทุนต่างมองข้ามไปยังปี 2028-2029 ที่ IMF คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับเข้าสู่ช่วงขยายตัวเต็มที่ จากการเปิดรับโอกาสใหม่ๆ จะช่วยยกระดับศักยภาพการเติบโตให้สูงกว่าในอดีต

รวมถึงนักลงทุนต่างชาติเริ่มเข้าซื้อหุ้นไทยเพื่อคาดหวังการเร่งตัวของเศรษฐกิจในช่วงปี 2028–2029 และเพื่อกระจายความเสี่ยงจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ราคาแพง ปีนี้เริ่มเห็นแรงซื้อกลับเข้ามาแล้วราว 70,000 ล้านบาท จากที่เคยขายสะสมหุ้นไทย กว่า 800,000 ล้านบาทในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา และยังมีโอกาสไหลเข้าเพิ่มเติมตามความมั่นคงของนโยบายรัฐบาล โดยความต่อเนื่องของแรงซื้อต่างชาติจะขึ้นอยู่กับเสถียรภาพทางการเมืองและการผลักดันนโยบายของรัฐเป็นสำคัญ

ปัจจัยทางการเมืองที่มีรัฐบาลเสียงข้างมาก ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่มีเสถียรภาพชัดเจน จากการที่รัฐบาลมีแกนนำหลักถือครองเสียงเกือบ 200 เสียง และมีการนำกลุ่มเทคโนแครต (Technocrats) เข้ามาขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติว่ารัฐบาลจะสามารถผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนในระยะยาว

ในด้านผลประกอบการ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน โดย Bloomberg Consensus ชี้ว่านักวิเคราะห์ได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีแสดงว่าตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้

นอกจากนี้ มูลค่าหุ้นไทย (Valuation) ยังคงไม่แพง โดยมีอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) รวมอยู่ที่ประมาณ 15 เท่า และหากตัดหุ้นที่มี P/E สูงอย่าง DELTA ออก ค่า P/E ของตลาดจะลดลงมาเหลือเพียง 12-13 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับภูมิภาค

ตลาดทุนไทยยังได้อานิสงส์จากโครงการ “JUMP+” ที่มุ่งปลดล็อกมูลค่าหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่ซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value) ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ถึง 61% หรือเกือบ 500 บริษัท สะท้อนว่ายังมีหุ้นที่ถูกมองข้ามและรอการปลดล็อกมูลค่าอยู่อีกมาก ให้กลับมากำหนดแผนสร้างมูลค่าเพิ่มมูลค่าองค์กรและสื่อสารกับตลาดอย่างเป็นระบบ เปิดเผยข้อมูล และจัด Analyst Meeting อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งโมเดลการเพิ่มมูลค่าลักษณะนี้เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในประเทศญี่ปุ่นและได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติเป็นอย่างมาก

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและเงินเฟ้อเริ่มคลายความกังวล แม้วิกฤตสงครามและความไม่แน่นอนทางการค้าจะกดดันเศรษฐกิจโลก แต่ภาพรวมยังเติบโตได้ดีกว่าคาด ขณะที่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ปรับตัวขึ้นโดดเด่นรับอานิสงส์การส่งออกเทคโนโลยีและ AI ด้านอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ และทั่วโลกสามารถควบคุมได้ดีกว่าที่เคยหวั่นเกรง ส่งผลให้แรงกดดันในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับการจัดพอร์ตการลงทุนในตลาดหุ้นไทย แม้จะไม่มีหุ้นเทคโนโลยีขั้นสูงโดยตรง แต่มีกลุ่มธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จาก Ecosystem ของ AI และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น กลุ่มสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งจำเป็นต่อการเชื่อมต่อข้อมูลกับ Data Center กลุ่มโรงไฟฟ้า รวมถึงกลุ่มธนาคารที่จะได้รับอานิสงส์จากวงจรการลงทุนรอบใหม่ (Investment Cycle) ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก

ขณะที่มาตรการบัญชีการออมเพื่อการลงทุน (TISA) แม้เน้นส่งเสริมวินัยการออมในระยะยาวมากกว่าการกระตุ้นระยะสั้น แต่ด้วยลักษณะที่เป็นมาตรการถาวร และเปิดกว้างให้จัดสรรน้ำหนักการลงทุนได้ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และกองทุนอย่างเสรี จะช่วยสร้างสภาพคล่องสะสมเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต

น.ส.อริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า ตลาดตราสารหนี้ไทยได้ก้าวขึ้นมาเป็น 1 ใน 3 เสาหลักของระบบการเงินประเทศด้วยมูลค่ารวมสูงถึง 18 ล้านล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับมูลค่าตลาดหุ้นและสินเชื่อภาคธนาคาร โดยมีพันธบัตรรัฐบาลคิดเป็นสัดส่วนใหญ่สุดราว 10 ล้านล้านบาท ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและดำเนินมาตรการกระตุ้นต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดหุ้นกู้ภาคเอกชนมีสัดส่วนราว 20-25% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 4.5 ล้านล้านบาท ซึ่งมีการกระจายตัวของผู้ออกหุ้นกู้ในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งพลังงาน การเงิน อสังหาริมทรัพย์ และพาณิชยกรรม อีกทั้งยังมีความแข็งแกร่งด้านเครดิตอย่างมาก โดยมากกว่า 94% ของหุ้นกู้ในตลาดจัดอยู่ในกลุ่มน่าลงทุน (Investment Grade) และมีส่วนที่เป็นหุ้นกู้เสี่ยงสูงหรือ High Yield ไม่เกิน 6% เท่านั้น

สำหรับทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) ระยะข้างหน้า คาดการณ์ว่า บอนด์ยีลด์ไทยอายุ 10 ปี ซึ่งปัจจุบันเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับราว 2.08% จะยังคงทรงตัวและเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ โดยไม่มีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นอย่างกะทันหันเหมือนในช่วงก่อนหน้า หากสถานการณ์ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้ลุกลามรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับเดิมต่อไป เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

ท่ามกลางภาวะตลาดการเงินโลกที่เผชิญความผันผวน การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง แต่เสถียรภาพทางการเมืองของไทยที่ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา ได้กลายเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่ช่วยพยุงบรรยากาศการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ ให้กลายเป็นหลุมหลบภัยและเบาะรองรับความเสี่ยงสำคัญที่ช่วยประคองพอร์ตการลงทุนให้มีความมั่นคง ท่ามกลางความกังวลเดิมเกี่ยวกับปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ในบางกลุ่มอุตสาหกรรม

​ภาพรวมการออกหุ้นกู้ในช่วง 7 เดือนแรกของปียังคงเติบโตขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกลุ่ม Investment Grade ขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่า 3%

แม้ว่ายอดการออกหุ้นกู้ใหม่โดยรวมจะยังคงต่ำกว่ายอดหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระ แต่ปัจจัยหลักมาจากบริษัทขนาดใหญ่และธนาคารพาณิชย์มีทางเลือกในการบริหารจัดการสภาพคล่องที่หลากหลายขึ้น โดยธนาคารหลายแห่งเลือกที่จะไม่ออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพื่อทดแทนชุดเดิมเนื่องจากมีสภาพคล่องเกินในระบบ

ขณะที่บริษัทเอกชนขนาดใหญ่บางแห่งหันไปใช้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษจากธนาคารพาณิชย์ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยตลาดผันผวน ซึ่งคาดว่าบริษัทกลุ่มนี้จะเริ่มกลับมาเสนอขายหุ้นกู้ตามปกติในช่วงที่เหลือของปี

ภาวะสภาพคล่องของภาคเอกชนไทยยังคงตึงตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กลไกการชำระหนี้ของผู้ออกหุ้นกู้บางรายประสบภาวะขาดสภาพคล่องชั่วคราวและไม่สามารถจัดหาเงินสดมาจ่ายคืนตามกำหนดได้ ซึ่งนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ (Default) อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวเริ่มนำไปสู่กระบวนการเจรจารอบใหม่ระหว่างผู้ออกตราสารหนี้และนักลงทุน เพื่อปรับเปลี่ยนเงื่อนไขและยืดระยะเวลาการชำระหนี้ออกไป แทนที่จะปล่อยให้เกิดการเบี้ยวหนี้โดยสมบูรณ์ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าอัตราการเกิดผู้ผิดนัดชำระหนี้รายใหม่อาจไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่แนวโน้มการขอยืดอายุหนี้ยังคงมีโอกาสเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตราบใดที่สภาวะทางการเงินของเอกชนหลายแห่งยังคงเผชิญความตึงตัว

​ความกังวลต่อเสถียรภาพทางการเงินส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนจากยอดการออกหุ้นกู้กลุ่มเสี่ยงสูงหรือเกรดต่ำกว่าที่น่าลงทุน (High Yield) ที่ปรับตัวลดลงถึง 18%

ขณะเดียวกัน ผู้ประสงค์จะออกตราสารหนี้ในกลุ่มที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำ หรือกลุ่มที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Unrated) จำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อ ด้วยการหันมาเสนอขาย ‘หุ้นกู้แบบมีหลักประกัน’ (Secured Bonds) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการนำสินทรัพย์ที่มีตัวตนมาตั้งเป็นหลักประกัน หรือการจัดหาบุคคลที่สามเข้ามาค้ำประกันการชำระหนี้ เพื่อลดความเสี่ยงและดึงดูดเงินลงทุนในสภาวะที่ตลาดมีความระมัดระวังสูง

ความกังวลต่อความเสี่ยงดังกล่าวได้นำไปสู่ภาวะ “Flight to Quality” อย่างชัดเจน ส่งผลให้ส่วนชดเชยความเสี่ยงของหุ้นกู้ (Credit Spread) กลุ่มอันดับความน่าเชื่อถือระดับ A ขึ้นไป หดตัวลงแคบที่สุดในรอบ 6 ปี โดยหุ้นกู้เกรด AAA มีส่วนต่างดอกเบี้ยเหนือพันธบัตรรัฐบาลเหลือเพียง 0.33% และเกรด A เหลือเพียงประมาณ 1% ซึ่งเป็นผลมาจากแรงซื้อของนักลงทุนสถาบันที่มุ่งเน้นความปลอดภัย

ในขณะที่หุ้นกู้กลุ่มความเสี่ยงสูงกว่าอย่าง Triple B (BBB) ซึ่งเน้นขายผู้ลงทุนรายย่อย ยังคงต้องเสนออัตราดอกเบี้ยที่สูงถึง 4-5% เพื่อดึงดูดการลงทุน

​นอกจากนี้ ผลกระทบจากกรณีการผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้หลายแห่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่กระตุ้นให้ทั้งนักลงทุนปรับพฤติกรรมเน้นความปลอดภัย และหน่วยงานกำกับดูแลเร่งปรับปรุงกฎเกณฑ์พร้อมผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ลงทุนอย่างเป็นระบบ

กลุ่มที่ผิดนัดชำระหนี้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ตามที่ตลาดกังวล แต่กระจายตัวอยู่ในหลายภาคธุรกิจ ทั้งก่อสร้าง พลังงานบางแห่ง และการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง

ในขณะที่กลุ่มปรับโครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งยังคงได้อานิสงส์จากการมีสินทรัพย์ที่จับต้องได้ ส่งผลให้หลายบริษัทสามารถทยอยขายสินทรัพย์เพื่อนำเงินมาชำระหนี้คืนได้โดยไม่ถึงขั้นผิดนัดชำระหนี้

​เมื่อพิจารณาฐานะทางการเงินของกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคจำนวน 40 บริษัทออกหุ้นกู้ พบว่าภาพรวมมีแนวโน้มแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นต่างปรับตัวลดลง ขณะที่สัดส่วนหนี้ระยะสั้นที่ถึงกำหนดชำระใน 1 ปีลดลงอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ อัตราส่วนสภาพคล่อง ตลอดจนอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ปรับตัวดีขึ้นทั้งหมด

สำหรับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ แม้ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด แต่ตัวเลขทางการเงินโดยรวมยังทรงตัวได้ โดย D/E Ratio มีทิศทางลดลง ซึ่งส่วนหนึ่งอาจสะท้อนถึงการลดลงของการออกหุ้นกู้หรือการกู้ยืมจากธนาคาร

​ในส่วนของอันดับความน่าเชื่อถือ ตลาดเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากการที่จำนวนบริษัทที่ถูกปรับลดเกรด (Downgrade) ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 47 บริษัทในปี 2567 เหลือ 34 บริษัทในปี 2568 และลดลงเหลือ 23 บริษัทในปี 2569 แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวยังคงสูงกว่าจำนวนบริษัทที่ได้รับการปรับเพิ่มเกรด (Upgrade) ก็ตาม

​ด้านความเชื่อมั่นในการเสนอขายหุ้นกู้ใหม่ หุ้นกู้ในกลุ่ม Investment Grade ตั้งแต่ระดับ Triple A ไปจนถึง Triple B ยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนสูงจนสามารถขายได้เต็มจำนวน 100% ตรงกันข้ามกับกลุ่ม Non-rated และ High Yield ที่ยอดการเสนอขายปรับตัวลดลง 18% ซึ่งสะท้อนถึงความระมัดระวังของนักลงทุนที่เน้นการเลือกลงทุนเป็นรายบริษัทมากขึ้น

นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ CEO บลน. ฟินโนมีนา กล่าวถึง ทิศทางการลงทุนในหุ้นกลุ่มเอไอโลก ว่า เกิดความกังวลในกลุ่มผู้ให้บริการแพลตฟอร์มขนาดใหญ่เริ่มปรากฏชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการแปลงเทคโนโลยี AI ให้เป็นรายได้เชิงพาณิชย์ เช่น กรณีของ Meta ที่ยังคงถูกตลาดตั้งคำถามถึงช่องทางสร้างรายได้ใหม่นอกเหนือจากการยิงโฆษณาตามปกติ ขณะเดียวกัน โครงสร้างการเงินของบริษัทในกลุ่ม Hyperscaler มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัทที่ใช้วิธีระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้นอกระบบ (Private Credit) หรือการออกหุ้นกู้เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่าง Oracle กำลังเผชิญการลงโทษจากตลาด เนื่องจากอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ที่พุ่งสูงขึ้นในยุคอัตราดอกเบี้ยทรงตัวในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกยังคงขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ที่สามารถทำผลงาน EPS Growth ได้โดดเด่นจากอานิสงส์ของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี

นอกจากนี้ การลงทุนในธีม AI เริ่มกระจายตัวออกจากกลุ่ม 7 นางฟ้า ไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์จากการขยายงบลงทุน เช่น กลุ่มผู้ผลิตชิปและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ระบบจัดการพลังงานสมาร์ทกริด  และระบบระบายความร้อน กลุ่มอุตสาหกรรมและก่อสร้าง ที่ได้รับอานิสงส์จากการก่อสร้าง Data Center และนโยบายการดึงฐานการผลิตกลับประเทศ

“ยังคงมีมุมมองเป็นบวกต่อการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ  แต่ต้องเป็นลักษณะกระจายการลงทุน หลีกเลี่ยงการกระจุกตัวในหุ้น Big Tech เพียงไม่กี่ตัว และแนะนำการลงทุนผ่านดัชนี เช่น S&P 500 หรือกองทุนที่มีการบริหารจัดการเชิงรุกตามปัจจัยเชิงโมเมนตัม (เช่น S&P 500 Momentum) รวมถึงหุ้นกลุ่มขนาดกลางและขนาดเล็กในภาคอุตสาหกรรมที่ยังคงมีมูลค่า (Valuation) อยู่ในระดับที่น่าสนใจและได้ประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว”นายชยนนท์ กล่าว

นายชยนนท์ กล่าวว่า หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ (Healthcare) กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการมีคุณลักษณะแบบ “ไฮบริด” (Hybrid) ที่สามารถสร้างอัตราการเติบโต (Growth Rate) ได้สูงกว่าค่าเฉลียของดัชนี S&P 500 ในบางช่วงเวลา ขณะเดียวกันยังทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Defensive Play) ในยามเศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากความต้องการด้านการรักษายังคงเป็นปัจจัยสี่ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากวัฏจักรเศรษฐกิจมากนัก

แม้นักลงทุน จะมองว่าหุ้นเฮลธ์แคร์มีความผันผวนต่ำและให้อัตราผลตอบแทนที่ไม่หวือหวาเมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี แต่กระแสความสนใจในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทรนด์การดูแลสุขภาพเพื่อยืนยาว (Longevity) กำลังเป็นตัวเร่งการเติบโตใหม่ โดยบริษัทยายักษ์ใหญ่ระดับโลก อาทิ Eli Lilly, Novo Nordisk และ Merck ได้เริ่มทุ่มงบลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI Data Center เพื่อเร่งกระบวนการพัฒนานวัตกรรมยา

​กรณีศึกษาล่าสุด จาก Insilico Medicine ที่พัฒนายา สำหรับรักษาภาวะผังผืดในปอด สะท้อนให้เห็นว่า AI สามารถย่นระยะเวลาการพัฒนาและการทดลองทางคลินิกระยะที่ 1 จากเดิมที่ต้องใช้เวลานานถึง 10 ปี ให้เหลือเพียง 18 เดือน ก่อนเข้าสู่กระบวนการทดลองระยะถัดไปได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องติดตามประเด็นการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการลงทุน (CapEx) ด้าน AI ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรของบริษัทในระยะสั้น

​นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยาในช่วงปี 2026 ถึง 2028 กำลังเผชิญความท้าทายจากปรากฏการณ์สิทธิบัตรยาทยอยหมดอายุ รวมถึงยากลุ่มสิทธิพิเศษอย่าง GLP-1 ที่ใช้สำหรับลดน้ำหนัก ส่งผลให้เกิดการแข่งขันจากยาลอกเลียนแบบและการบีบตัวของอัตรากำไร (Margin Pressures) ทำให้บริษัทยายักษ์ใหญ่ต้องเร่งเข้าซื้อกิจการ (M&A) ในกลุ่มชีวเวชพันธุ์ (Biotechnology) และพันธุศาสตร์ (Genomics) เพื่อเสริมทัพสิทธิบัตรยาใหม่

​สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้จัดตามระดับความเสี่ยง

กลยุทธ์เน้นผลตอบแทนเชิงรุก (Active Strategy) เลือกลงทุนในกองทุน Active Fund ที่มุ่งเน้นกลุ่ม Biotech, Life Sciences และ Longevity ที่นำเทคโนโลยี AI มาใช้ เพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาด (Outperform) เช่น กองทุน KKP GHC-A ของ บลจ.เกียรตินาคินภัทร ซึ่งมีกองทุนหลักคือ Janus Global Life Sciences

กลยุทธ์เน้นความเสี่ยงต่ำ (Passive/Defensive Strategy) เลือกลงทุนผ่าน Healthcare ETF ซึ่งกระจายการลงทุนครอบคลุมทั้งอุปกรณ์การแพทย์ โรงพยาบาล และยา แม้การเติบโตจะค่อยเป็นค่อยไป แต่มีความผันผวนต่ำและให้กระแสเงินสดที่สม่ำเสมอมากกว่า

สำหรับ การลงทุนในตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกและตราสารหนี้ไทยกำลังได้รับปัจจัยหนุนจากแนวโน้มการผ่อนคลายอัตราดอกเบี้ยและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เริ่มชะลอตัวลง โดยประเมินว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 25 ปี ถือเป็นจุดที่เหมาะสมสำหรับการเข้าสะสมเพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาว

ขณะเดียวกัน นโยบายการเงินของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ยังมีแนวทางผลักดันการลดดอกเบี้ยซึ่งจะส่งผลดีต่อราคาตราสารหนี้ในภาพรวม

​สำหรับ การจัดสรรเงินลงทุนในฝั่งตราสารหนี้ แนะนำให้กระจายน้ำหนักการลงทุนระหว่างตราสารหนี้ต่างประเทศผ่านกองทุนที่มีการบริหารจัดการระยะเวลาถือครองอย่างยืดหยุ่น ควบคู่ไปกับการเพิ่มน้ำหนักในพันธบัตรรัฐบาลไทยเพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงทางเงินตราที่มีต้นทุนสูง

ทั้งนี้ แนะนำ ลงทุนในตราสารหนี้ไทยและตราสารหนี้โลกรวมกันในสัดส่วน 30-40% ของพอร์ตการลงทุน จะช่วยให้พอร์ตสามารถสร้างเป้าหมายผลตอบแทนเฉลี่ยได้ที่ระดับ 5% ต่อปีได้อย่างมีเสถียรภาพ

อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงยังคงทรงตัวในระดับสูง ตราสารหนี้เพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดหุ้นได้สมบูรณ์ จึงจำเป็นต้องแบ่งน้ำหนักเงินลงทุนอีก 10% ไว้ในสินทรัพย์โภคภัณฑ์อย่างทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง โดยคาดการณ์ว่าราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบระดับ 4,500 ถึง 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในช่วงปลายปี จากแรงซื้อสะสมของธนาคารกลางต่างประเทศและมาตรการจัดระเบียบการเก็งกำไรในตลาดทองคำล่วงหน้าของจีน

​ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอีก 50% ที่เหลือ แนะนำให้เน้นการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกในสัดส่วน 25-30% ผ่านกองทุนรวมต่างประเทศ เช่น B-INNOTECH เพื่อกระจายการลงทุนไปยังผู้นำเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น รวมถึงบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ในไต้หวันและเกาหลีใต้ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

พร้อมทั้งเสริมความแข็งแกร่งด้วยหุ้นกลุ่มดูแลสุขภาพ (Healthcare) เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนในช่วงที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเกิดการปรับฐาน

ส่วนหุ้นไทยยังคงมีจุดขายหลักในเรื่องของอัตราการจ่ายเงินปันผลที่โดดเด่น แม้จะขาดแคลนหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และหุ้นกลุ่มเติบโตสูงเมื่อเทียบกับตลาดระดับสากล

โดยดัชนี SET High Dividend (SET HD) ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าทั้งตลาดหุ้นยุโรปและสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกัน หุ้นส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มกองทุน Thai ESG ทำให้ขอบเขตการลงทุนมีความสอดคล้องกันอย่างมีนัยสำคัญ

​เมื่อดูโครงสร้างภายในของดัชนี SET HD ประกอบด้วยหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์เป็นสัดส่วนสูงถึงครึ่งหนึ่ง ซึ่งสามารถทำผลงานด้านราคาได้อย่างโดดเด่นตั้งแต่ช่วงต้นปีพร้อมทั้งรักษาการจ่ายเงินปันผลให้อยู่ในระดับ 5-6%

ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีขนาดรองลงมาอย่างกลุ่มพลังงานยังคงสามารถสร้างกำไรและจ่ายเงินปันผลได้ดีตามทิศทางราคาน้ำมันในช่วงครึ่งปีแรก  อย่างไรก็ตาม ดัชนีจะมีการปรับสมดุลและคัดเลือกหลักทรัพย์ใหม่ตามรอบ หากผลประกอบการของกลุ่มวัฏจักรเริ่มชะลอตัวลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก

​สำหรับการบริหารพอร์ตการลงทุนเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีผ่านกองทุน Thai ESG แนะนำให้มุ่งเน้นการลงทุนในกลุ่มหุ้นปันผลเป็นหลัก โดยเสนอรูปแบบการจัดสรรน้ำหนักการลงทุนแบบผสมผสานระหว่างหุ้นไทย 70% และตราสารหนี้ 30% เพื่อเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการจำกัดความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้นมาจากจุดต่ำสุด พร้อมทั้งลดโอกาสการสูญเสียโอกาสทางการลงทุนหากเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยสามารถพุ่งแตะระดับ 1,700 จุดได้ในช่วงปลายปี

“การบริหารจัดการความเสี่ยงในช่วงภาวะตลาดขาลง ควรให้ความสำคัญกับการปกป้องเงินต้นและควบคุมความเสี่ยงเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะมุ่งเน้นการสร้างผลกำไรในช่วงตลาดขาขึ้น พร้อมกำหนดเป้าหมายอัตราผลตอบแทนการลงทุนไว้ที่ระดับมากกว่า 10% ขึ้นไป เพื่อให้สามารถชนะค่าเฉลี่ยของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ”นายชยนนท์ กล่าว