AWC ฟันกำไร 1,468 ล้านบ.โต 4.5%Q2 เล็งหมุนทรัพย์สินตั้งกองรีท 5 หมื่นล้านบ.

HoonSmart.com>>”แอสเสท เวิรด์ คอร์ป” (AWC) เปิดผลงานไตรมาส 2/69 กำไรสุทธิ 1,468 ล้านบาท เติบโต 4.55% รายได้รวม 5,502 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% จากพอร์ตโรงแรมและคอมเมอร์เชียล สนับสนุนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ระดับโลก  ศึกษาจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT)   นำทรัพย์สินขาย 5 หมื่นล้านบาท เปิดโอกาสนักลงทุนเข้าถึงพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ที่มีคุณภาพ

บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (AWC) เปิดเผยผลประกอบการงวดไตรมาสที่ 2/2569 มีกำไรสุทธิ 1,468.40 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 0.0458 บาท เพิ่มขึ้นจำนวน 63.92 ล้านบาท หรือ 4.55% จากช่วงเดียวกันปีก่อนมีกำไรสุทธิ 1,404.48 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 0.0439 บาท (YoY) รวมครึ่งปีนี้ กำไรทั้งสิ้น 3,454.88 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 0.1079 บาท เพิ่มขึ้น  81.07 ล้านบาท หรือ 2.40% จากที่มีกำไรสุทธิ 3,373.81 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 0.1053 บาทช่วงเดียวกันปีก่อน

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (AWC) กล่าวว่า ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 สะท้อนการเติบโตอย่างมีคุณภาพของพอร์ตธุรกิจโรงแรมและคอมเมอร์เชียล ภายใต้กลยุทธ์ Sustainable Growth-Led Strategy ผ่านการต่อยอดทรัพย์สินคุณภาพในจุดหมายปลายทางสำคัญทั่วประเทศ ควบคู่กับการสร้างประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยว และการใช้ชีวิตที่ตอบโจทย์ดีมานด์คุณภาพสูงจากทั่วโลก

บริษัทมีรายได้รวม 5,502 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% ขณะที่กำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) อยู่ที่ 2,850 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% จากการขยายตัวของทั้งสองกลุ่มธุรกิจหลัก โดยกลุ่มโรงแรมและการบริการ มีรายได้ 2,761 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% มีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) อยู่ที่ 3,173 บาทต่อคืน เพิ่มขึ้น 3.2% ได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของกลุ่มโรงแรมในกรุงเทพฯ ควบคู่กับผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของกลุ่มรีสอร์ทระดับลักชัวรีและโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวสำคัญนอกกรุงเทพฯ พร้อมกับการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้โรงแรมในกรุงเทพฯ มี RevPAR เพิ่มขึ้น 7.4%  และกลับมาเติบโตเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 12 เดือน ขณะที่พอร์ตโรงแรมในต่างจังหวัดมี RevPAR เพิ่มขึ้น 8.0%   นำโดยพัทยาที่เพิ่มขึ้น 169% จากการรับรู้ผลการดำเนินงานของโรงแรมใหม่ 2 แห่งที่เปิดให้บริการในปี 2568 ประกอบกับอุปสงค์จากนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ ตามด้วยเชียงใหม่ที่เพิ่มขึ้น 31% จากการเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ส่วนเกาะสมุยและหัวหินเพิ่มขึ้น 10% และ 3% ตามลำดับ ตอกย้ำความแข็งแกร่งของพอร์ตโรงแรมที่กระจายตัวอยู่ในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ

ทั้งนี้ รายได้ของพอร์ตธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเติบโตสู่ 900 ล้านบาทในไตรมาสนี้ 7.3% (YoY) โดย “เอ-ญ่า” รูฟทอป แอท ดิ เอ็มไพร์” มีรายได้ 116 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.3% สะท้อนความสำเร็จในการพัฒนาจุดหมายปลายทางด้านร้านอาหาร

การเติบโตไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากการขยายขนาดของพอร์ตธุรกิจ แต่ยังสะท้อนประสิทธิภาพของสินทรัพย์ที่เปิดดำเนินงาน โดยรายได้จากทรัพย์สินที่เปิดดำเนินงานตามปกติเพิ่มขึ้น 7.4%  ขณะที่ EBITDA ของกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการอยู่ที่ 742 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.7% ซึ่งเติบโตเร็วกว่ารายได้ ส่งผลให้อัตรากำไร EBITDA Margin เพิ่มขึ้นจาก 25.9% เป็น 26.9% สะท้อนความสามารถในการบริหารต้นทุนและประสิทธิภาพการทำกำไรของพอร์ตโรงแรมได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่กลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลยังคงทำผลงานโดดเด่น ทั้งธุรกิจศูนย์การค้าและอาคารสำนักงาน โดยเฉพาะความสำเร็จจากการยกระดับโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ผ่านการเปิด Jurassic World: The Experience ตามมาด้วย SkyFlyers: Wings of Garudapterus และ Better World Better Future ณ Hatch Dome รวมถึงการเดินหน้าปรับกลยุทธ์และยกระดับประสบการณ์ของศูนย์การค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้และความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว

AWC ยังคงขับเคลื่อนการเติบโตของกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลผ่านกลยุทธ์ “AWC’s Lifestyle Destination” โดยพัฒนาสินทรัพย์จากพื้นที่เชิงพาณิชย์สู่จุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์ที่สามารถดึงดูดผู้ใช้บริการ เพิ่มระยะเวลาและการใช้จ่ายภายในโครงการ ตลอดจนสร้างโอกาสทางรายได้ให้แก่ผู้เช่าและพันธมิตรทางธุรกิจ ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลมีรายได้ 2,517 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.4%  ขณะที่รายได้จากการดำเนินงานซึ่งไม่รวมกำไรจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนอยู่ที่ 1,136 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.0%  จากการเติบโตของรายได้ค่าเช่า อัตราการเช่าพื้นที่ และรายได้ค่าเช่าเฉลี่ยของธุรกิจศูนย์การค้า โดยเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ยังคงเป็นแฟลกชิปสำคัญ

AWC ยังคงรักษาโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีมูลค่าสินทรัพย์รวม (Gross Asset Value: GAV) อยู่ที่ 224,100 ล้านบาท จากการลงทุนในโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและการขยายพอร์ตสินทรัพย์คุณภาพตามแผนการลงทุนของบริษัท ขณะที่ IBD/E อยู่ที่ 0.92 เท่า สอดคล้องกับการบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างมีวินัย ซึ่งช่วยรักษาศักยภาพในการจัดหาเงินทุน เพื่อรองรับการลงทุนและการขยายพอร์ตสินทรัพย์ในอนาคต

“ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 นี้สะท้อนถึงความสำเร็จของทิศทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการสร้างเติบโตอย่างมีคุณภาพ ผ่านกลยุทธ์ Sustainable Growth-Led Strategy ในการบริหารพอร์ตโฟลิโอธุรกิจโรงแรมและคอมเมอร์เชียลให้มีความแข็งแกร่ง และยั่งยืน”นางวัลลภากล่าว

ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 AWC เดินหน้าขับเคลื่อนศักยภาพกลุ่มธุรกิจโรงแรมและคอมเมอร์เชียล ด้วยการเปิดตัวโรงแรมแฟร์มอนท์ แบงคอก สุขุมวิท และการผนึกกำลังกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง พร้อมสนับสนุนมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ อาทิ ความร่วมมือกับ Universal Destinations & Experiences พัฒนา “Kung Fu Panda” ใจกลางเยาวราช และ “DreamWorks Water Park” ริมหาดพัทยา ความร่วมมือกับ EMM Williams Productions เตรียมเปิดตัว Avatar: Guardians of EYWA, THE MAGIC WALK™ ณ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ในปี 2570 รวมถึงโครงการ “เคเบิ้ลคาร์รักษ์โลกข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา” และ MONA Bangkok ร่วมกับ MONA จากออสเตรเลีย ตลอดจนการขยายความร่วมมือกับแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดตัว Moxy Pattaya The Aquatique เพื่อร่วมผลักดันประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางระดับโลกและขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน พร้อมส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนไปพร้อมกัน

แนวโน้มของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในครึ่งปีหลังจะปรับตัวดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ ดังนั้น บริษัท ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อขยายฐานกลุ่มลูกค้าคุณภาพ

AWC ศึกษาจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) เพื่อต่อยอดแพลตฟอร์มการเติบโตระยะยาว โดยเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญของ AWC ในการสร้างและพัฒนาจุดหมายปลายทางและสินทรัพย์คุณภาพ เข้ากับกอง REIT สำหรับสินทรัพย์ที่เปิดดำเนินงานและมีศักยภาพสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการถือครองทรัพย์สินประเภทกรรมสิทธิ์ขาด (Freehold) เบื้องต้นคาดว่ามูลค่าสินทรัพย์ที่จะจำหน่ายให้กอง REIT จะอยู่ภายในวงเงินไม่เกิน 50,000 ล้านบาท เปิดโอกาสให้นักลงทุนในประเทศและต่างประเทศเข้าถึงพอร์ตอสังหาริมทรัพย์คุณภาพ พร้อมสนับสนุนการเติบโตของ AWC และเพิ่มทางเลือกการลงทุนในตลาดทุนไทย