DELTA เพิ่มงบลงทุนอีก 20% รับออเดอร์แบบยกชุดทั่วโลก 4 อิเล็กฯกำไรพุ่ง

HoonSmart.com>>”เดลต้า อีเลคโทรนิคส์” ตอกย้ำขีดความสามารถทำกำไรยุค AI ชี้สัดส่วนรายได้ Data Center พุ่งแตะ 60% พร้อมเพิ่มงบลงทุนเป็น 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จาก 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อัพเกรดระบบผลิตอัตโนมัติ รองรับคำสั่งซื้อชิ้นส่วนแบบยกชุดของตลาดโลก จากเดิมที่สั่งรายชิ้น มั่นใจรายได้โต 2 หลักถึงปีหน้า ด้าน 4 บริษัทอิเล็กฯ   HANA กำไรไตรมาส 2/69 พุ่งขึ้น 838.21%  SMT พลิกกำไร 40.71 ล้าน  KCE  โต 51.49%  CCET  เพิ่มขึ้น 48.13%   

นายวิคเตอร์ เจิ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA เปิดเผยถึงโครงสร้างรายได้และการเติบโตทางธุรกิจในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ว่า กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center ได้กลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากกลุ่มธุรกิจดังกล่าวขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับใกล้เคียง 55-60% ของฐานรายได้รวมเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยอยู่ระดับ 20-30% ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สะท้อนผ่านอัตราการเติบโตของรายได้ในช่วงครึ่งหลังของปีเทียบกับครึ่งปีแรกที่ขยายตัวสูงถึง 45% โดยบริษัทยังคงยืนยันเป้าหมายการเติบโตของรายได้รวมในระดับ 2 หลัก (Double-digit Growth) อย่างต่อเนื่อง ทั้งในปีนี้และปีถัดไป

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันความต้องการระบบพลังงานและสร้างอัตรากำไร (Margin) ที่สูงขึ้น มาจากการที่แอปพลิเคชัน AI บริโภคพลังงานไฟฟ้าต่อตู้เซิร์ฟเวอร์ (Rack) สูงขึ้นอย่างมาก โดยเพิ่มขึ้นจากยุค Data Center แบบดั้งเดิมที่ใช้พลังงานราว 15 ถึง 20 กิโลวัตต์ต่อแร็ค พุ่งสูงขึ้นเป็นมากกว่า 300 กิโลวัตต์ต่อแร็ค หรือคิดเป็นการเติบโตกว่า 10 เท่าตัว ส่งผลให้ราคาขายต่อหน่วย (Unit Price) ของระบบพลังงานรุ่นใหม่ปรับตัวสูงขึ้นตาม และส่งผลดีต่อภาพรวมผลการดำเนินงานของบริษัท

เพื่อรองรับอุปสงค์ที่ขยายตัวและทิศทางของลูกค้าที่เปลี่ยนจากการซื้อชิ้นส่วนเดี่ยว มาเป็นการสั่งผลิตระบบรวม เช่น Sub-system หรือ Power Rack บริษัทได้ปรับเพิ่มงบลงทุนการเงิน (CAPEX) สำหรับปีนี้ขึ้นเป็นประมาณ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมที่ตั้งไว้ราว 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเน้นการลงทุนในเครื่องจักร SMT สายการประกอบ และการเร่งปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่ระบบอัตโนมัติ (Automation) เพิ่มเติมจากการขยายอาคารโรงงานผลิตที่ได้วางแผนไว้ก่อนหน้านี้

สำหรับประเด็นความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มผลประกอบการช่วงครึ่งปีหลัง และความตึงตัวในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Bottlenecks) โดยเฉพาะการขาดแคลนชิปเซ็ตเซมิคอนดักเตอร์ เมมโมรี่ และ GPU/TPU ตลอดจนต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น มาตรการภาษี และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

นายวิคเตอร์ เจิ้ง ตอบว่า ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลกระทบให้เกิดการชะลอตัวหรือสะดุดลงบ้างในระยะสั้น แต่จะไม่กระทบต่อเป้าหมายการเติบโตระยะยาว เนื่องจากผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดยังคงเดินหน้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทได้ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับซัพพลายเออร์หลัก และวางแผนจัดหาวัตถุดิบล่วงหน้าเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ห่วงโซ่อุปทาน

นอกจากนี้ ในประเด็นมาตรการลงโทษทางคว่ำบาตรของสหภาพยุโรป (EU Sanctions) ต่อซัพพลายเออร์ในประเทศจีน สถานการณ์ดังกล่าวอยู่ภายใต้การควบคุมและสามารถบริหารจัดการได้ โดยเดลต้าได้ใช้กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงด้วยการกระจายฐานผู้ผลิต (Vendor Base) ชิ้นส่วนสำคัญไปยังซัพพลายเออร์ 2 ถึง 3 ราย (Dual/Triple Sourcing) ทั้งในประเทศจีนและภายนอกประเทศจีนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีข้อจำกัดด้านการจัดหาวัตถุดิบในการดำเนินธุรกิจ

ในส่วนของโซลูชันระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling Solution) ปัจจุบันยังมีสัดส่วนรายได้เป็นตัวเลขหลักเดียวต่ำๆ (Low Single-digit) เนื่องจากยังเป็นเทคโนโลยีใหม่ซึ่งฐานการผลิตหลักยังอยู่ที่จีนและไต้หวัน

แต่เดลต้า ประเทศไทย เริ่มเข้ามารับบทบาทประกอบระบบย่อย (Sub-systems) และได้จัดสรรพื้นที่โรงงานรองรับการขยายกำลังการผลิตไว้แล้ว รวมถึงยังได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของกลุ่มสินค้าพัดลมระบายอากาศกำลังสูง (High-power Fans) ที่ยังมีความจำเป็นต้องใช้ร่วมกันเพื่อช่วยระบายความร้อน โดยผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มีการจ่ายค่าสิทธิ (Royalty Fee) ให้แก่บริษัทแม่ตามสัดส่วนรายได้ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำเช่นกัน

พร้อมกับยก รายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประจำเดือนกรกฎาคม  ที่ระบุว่า ประเทศไทยเป็น 1 ใน 4 ประเทศในภูมิภาค ร่วมกับเกาหลีใต้ ไต้หวัน และมาเลเซีย ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับ AI โดยคาดว่าการส่งออกในกลุ่มนี้จะช่วยหนุนการเติบโตของ GDP ไทยเพิ่มขึ้นจากระดับ 1.4-1.5% ไปสู่ระดับ 1.9% เนื่องจากประเทศไทยมีห่วงโซ่อุปทานที่ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั้งระบบพลังงาน ระบบระบายความร้อน ระบบเครือข่าย อุปกรณ์ออปติก และระบบจัดเก็บข้อมูล

ขณะเดียวกัน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ได้ขยายวงกว้างออกไปนอกเหนือจากการประมวลผลใน Data Center โดยเข้าสู่อุตสาหกรรมหลากหลายประเภท เช่น ระบบอัตโนมัติในอาคารและโรงงาน (Smart Manufacturing) การตรวจสอบคุณภาพสินค้าด้วย AI (Optical Inspection) ที่ช่วยเพิ่มอัตราผลตอบแทนการผลิต (Yield Rate) รวมไปถึงการบริหารจัดการพลังงาน ระบบความปลอดภัย สถาบันการเงิน และการขนส่ง

นายวิคเตอร์ เจิ้ง กล่าวถึงกรณีนโยบายภาครัฐของไทยเกี่ยวกับการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าพิเศษสำหรับ Data Center นั้น แม้จะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเดลต้าเนื่องจากจัดอยู่ในกลุ่มการใช้ไฟฟ้าทั่วไป แต่บริษัทฯมองว่าเป็นทิศทางเชิงบวกที่จะช่วยเพิ่มความชัดเจนในการคำนวณผลตอบแทนของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ (Chain Reaction) ในการดึงดูดเงินลงทุน บุคลากรที่มีทักษะสูง และวิศวกรรุ่นใหม่เข้ามาพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในประเทศไทยต่อไป

ทั้งนี้ นายวิคเตอร์ เจิ้ง ได้กล่าวในฐานะเจ้าภาพจัดงานประชุมสุดยอดอุตสาหกรรมแห่งอนาคตประจำปี 2569 หรือ Delta Future Industry Summit 2026 ภายใต้ธีม “ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย เพื่อรองรับวิวัฒนาการของ AI และการใช้พลังงานไฟฟ้า (Advancing Thailand’s Infrastructure for AI and Electrification Evolution) ว่า ประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบพลังงานไฟฟ้าที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ด้วยแรงหนุนจากระบบนิเวศการผลิตที่แข็งแกร่ง นโยบายที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ และแรงงานทักษะสูงที่กำลังเติบโต

ในขณะเดียวกัน ความต้องการไฟฟ้าเพื่อใช้ในระบบประมวลผลข้อมูลเพิ่มสูงขึ้น ก็กำลังสร้างแรงกดดันต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไทยมากขึ้น งาน Delta Future Industry Summit 2026 จึงเป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนมุมมองและสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในการร่วมกันรับมือกับความท้าทาย และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

4 อิเล็กทรอนิกส์ กำไรพุ่งกระฉูด

ทางด้าน 4 บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ ประกาศกำไรสุทธิไตรมาสที่ 2/2569 เติบโตก้าวกระโดด นำโดย บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA)  พุ่งขึ้น 838.21% เป็น 326.31 ล้านบาท ตามด้วย บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) หรือ SMT พลิกมีกำไร 40.71 ล้านบาท ก้าวกระโดด 190.45%จากปีก่อนขาดทุน 45 ล้านบาท KCE  กำไรโต 51.49%  แตะ 275.92 ล้านบาท และบริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ CCET  กำไรเพิ่มขึ้น 48.13% เป็น 711 ล้านบาท

HANA มีกำไรสุทธิถึง 326 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนมีกำไรเพียง  34.78 ล้านบาท  มาจากรายได้จากการขาย 5,365 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% ซึ่งมีรายได้จากการขาย 5,199 ล้านบาท รายได้จากการขายในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐฯเพิ่มขึ้น 5% อยู่ที่ 165 ล้านเหรียญสหรัฐ จาก 157 ล้านเหรียญสหรัฐฯ กำไรจากการดำเนินงานตามปกติ เพิ่มขึ้น 84% อยู่ที่ 278 ล้านบาท จาก 151 ล้านบาท เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของยอดขาย กำไรขั้นต้นที่สูงขึ้นและกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ไตรมาส 2/2568  มีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน

” อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 1.3 จุด อยู่ที่ 10.7%  เทียบกับระดับ 9.4% เนื่องจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นของหน่วยงานเซมิคอนดักเตอร์ และหน่วยงานพาวเวอร์ มาสเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ (PMS)”ฮานาฯระบุ

———————————————————————————————————————————————————–

 

———————————————————————————————————————————————————–