ปตท.กำไรกระฉูด 52,525 ล้านบ.Q2 โกยครึ่งปี 78,263 ล้านบ.ค่ากลั่น-ปิโตรฯหนุน

HoonSmart.com>>ปตท.(PTT) โชว์ฝีมือไตรมาส 2/69 กวาดกำไรสุทธิ 52,524.59 ล้านบาท พุ่งขึ้น 144% จากไตรมาส 2/68  EBITDA 156,302 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 94.1%ขาดทุนสต๊อกน้ำมันสูงถึง 21,700 ล้านบาท  รวมครึ่งปีกำไร 78,262.89 ล้านบาท เติบโต 74.51% จากค่าการกลั่น-ปิโตรเคมีดีขึ้น ชูปรับปรุงประสิทธิภาพดำเนินงานและคุมต้นทุน ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 91.20 เหรียญสหรัฐ เพิ่มจากเฉลี่ย 71.93 เหรียญสหรัฐฯ แบกภาระช่วยบรรเทาผลกระทบ 8,500 ล้านบาท

บริษัท ปตท. (PTT) รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาสที่ 2/2569 มีกำไรสุทธิ 52,524.59 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 1.85 บาท เพิ่มขึ้นจำนวน  30,991.71 ล้านบาท คิดเป็น 143.93% จากที่มีกำไรสุทธิ 21,532.88 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 0.76 บาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 26,787 ล้านบาท หรือ 104%จากไตรมาสแรกที่จำนวน 25,738 ล้านบาท โดยรวม 6 เดือนปีนี้ กำไรสุทธิทั้งสิ้น 78,262.89 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 2.76 บาท เพิ่มขึ้น 33,414.58 ล้านบาท  คิดเป็น 74.51% จากที่มีกำไรสุทธิ 44,848.31 ล้านบาท หรือ 1.57 บาทต่อหุ้นในช่วงเดียวกันปีก่อน

ในไตรมาสที่ 2/2569 กลุ่มปตท. มีรายได้จากการขายจำนวน 830,389 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 111,660 ล้านบาท หรือ 15.5% จากในไตรมาสแรกที่ 718,729 ล้านบาทและ เพิ่มขึ้น 153,635 ล้านบาท หรือ 22.7% จากในไตรมาสที่ 2/2568 ที่ 676,754 ล้านบาท

นอกจากนี้กลุ่มปตท.มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) รวมการปรับปรุงผลกระทบจากการป้องกันความเสี่ยงจำนวน 156,302 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75,757 ล้านบาท หรือ 94.1% จากในไตรมาส 2/2568 ที่จำนวน 80,545 ล้านบาท โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น โดยธุรกิจการกลั่นปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก Market GRM เพิ่มขึ้น แม้ว่าปริมาณขายลดลง เนื่องจากระดับน้ำมันคงคลังในประเทศอยู่ในระดับสูงและไม่สามารถส่งออกได้

รวมถึงขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงและขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้น โดยในไตรมาส 2/2569 มีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันประมาณ 21,700 ล้านบาท  เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/2568 มีผลขาดทุนประมาณ 7,200 ล้านบาท ประกอบกับธุรกิจปิโตรเคมีมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น ตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น

ส่วนกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมีผลการดำเนินงานสูงขึ้น ตามรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งกลุ่มธุรกิจก๊าซฯเพิ่มขึ้น โดยหลักจากต้นทุนก๊าซฯ ที่ปรับลดลง ประกอบกับราคาขายเฉลี่ยและปริมาณขายผลิตภัณฑ์รวมเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ มีผลการดำเนินงานลดลง โดยหลักจากต้นทุนก๊าซฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาขายเฉลี่ยกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น

“กำไรที่ดีขึ้นในไตรมาสที่ 2/2569 จากปัจจัยส่วนต่างราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นรวมทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานและต้นทุนผ่านการยกระดับการดำเนินงาน (Profit Enhancement) เพื่อรองรับปัจจัยท้าทายภายนอก อย่างไรก็ตามมีการรับรู้ Non-recurring Items สุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. เป็นผลขาดทุนประมาณ 1,400 ล้านบาท โดยหลักจากการขาดทุนจากการประมาณการค่าใช้จ่ายจากการปรับแผนการดำเนินธุรกิจในบริษัท จีซี โพลีออลส์ (GCP) ของบริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ซึ่งสูงกว่ารายการ Non-recurring ในไตรมาส 2/2568 ที่รับรู้เป็นผลกำไรประมาณ 4,300 ล้านบาท โดยหลักจากบริษัทไทยออยล์ (TOP)ที่มีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วมจากการซื้อกิจการในราคาต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมของการเข้าซื้อหุ้นและควบรวมโรงกลั่นน้ำมันของกลุ่มเชลล์ในสิงคโปร์ รวมถึงกำไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้”

สำหรับครึ่งปีแรก 2569 กลุ่มปตท.มี EBITDA รวมการปรับปรุงผลกระทบจากการป้องกันความเสี่ยงจำนวน 272,181 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 97,136 ล้านบาท หรือ 55.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 175,045 ล้านบาท โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น โดยธุรกิจการกลั่นปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก Market GRM และกำไรจากสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้น โดยมีผลกำไรจากสต๊อกน้ำมันประมาณ 24,300 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนประมาณ 5,700 ล้านบาทในช่วงเดียวกันปีก่อน  แม้ว่าขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

ผลประกอบการของกลุ่มปตท.ดีขึ้นมาก จากราคาน้ำมันดิบดูไบ ณ ครึ่งปีแรกเฉลี่ยอยู่ที่ 91.20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 เฉลี่ยอยู่ที่ 71.93 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนค่าเงินบาทเฉลี่ยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจาก 33.69 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อยู่ที่ 32.26 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ดี กลุ่ม ปตท. มีการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนจากการทำ Natural hedge ซึ่งช่วยจำกัดผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทต่อการดำเนินงานในภาพรวม LNG เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นควบคู่กับการบริหารจัดการการลงทุนอย่างมีวินัย

ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นยังส่งผลให้กลุ่ม ปตท. มีภาระด้านสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากหลักประกัน ในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) เงินทุนหมุนเวียนในการจัดหาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงเงินค้างชำระจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของ ปตท. ในการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ แม้ต้องเผชิญกับต้นทุนและความผันผวนที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้น จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง กลุ่ม ปตท.ได้สนับสนุนมาตรการภาครัฐ ทั้งการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่น การควบคุมการส่งออกน้ำมัน และการตรึงราคาขายปลีกน้ำมัน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคประชาชน โดยประเมินเป็นจำนวนเงินกว่า 8,500 ล้านบาท

นอกจากนี้ปตท. ยังคงดำเนินโครงการสำคัญต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับผลการดำเนินงาน (Performance Uplift) และสร้างมูลค่าเพิ่มจากความร่วมมือภายในกลุ่ม ปตท.กว่า 8,700 ล้านบาท ผ่านโครงการ MissionX พร้อมทั้งขับเคลื่อน Digital Transformation ผ่านโครงการ AXIS โดยมุ่งเน้นการนำ Digital Tools และ AI มาใช้ในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และยังเดินหน้าเสริมความร่วมมือด้าน Supply Chain และ Marketing ทั้งในและต่างประเทศผ่านโครงการ P1 และ D1 ควบคู่กับการดำเนินงานด้าน Financial Excellence (F1) เพื่อรักษาวินัยทางการเงินและบริหารสภาพคล่องกระแสเงินสดของกลุ่ม ปตท. อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว เป็นผลให้ปตท.และบริษัทย่อย ยังคงมีผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง