HoonSmart.com>>พีทีที โกลบอล เคมิคอล กางแผนเตรียมตัวสร้างการเติบโตบทใหม่ท่ามกลางความผันผวน เผย 2 ปีจัดโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอ-ลดต้นทุน สร้างเสถียรภาพด้านการเงินได้ตามแผน ผลงานครึ่งปีแรกยืนยันชัดกำไรสุทธิ 15,440 ล้านบาท ลั่นทีมบริหารจับมือประกาศจะไม่กลับไปขาดทุน ดัน allnex ชิงส่วนแบ่งธุรกิจเคมีภัณ์ชนิดพิเศษตลาดเอเชีย-แปซิฟิก จับมือ เอสซีจี เคมิคอลส์ ตั้งบริษัทผลิตโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ ขึ้นท็อป 10 โลก สร้าง EBITDA Uplift เพิ่มอีก 300 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี เตรียมยกระดับมาบตาพุด เสิร์ฟอุตสาหกรรมใหม่ช่วยไทยเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล-คาร์บอนต่ำ
นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนายทิติพงษ์ จุลพรศิริดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) หรือ GC เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจและการบริหารจัดการโครงสร้างทางการเงิน ว่า ท่ามกลางความผันผวนของวัฏจักรธุรกิจปิโตรเคมี ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ดำเนินการลดภาระหนี้สินอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้ภาระหนี้สินจากเงินกู้สถาบันการเงินและหุ้นกู้ทั้งในและต่างประเทศ ณ ไตรมาสที่ 2 เหลืออยู่ที่ระดับประมาณ 150,000 ล้านบาท ซึ่งการปรับลดหนี้สินดังกล่าวช่วยลดต้นทุนทางการเงินและภาระดอกเบี้ยลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงเดินหน้ากลยุทธ์จำหน่ายสินทรัพย์ที่ไม่ทำกำไร (Divestment) เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ (Return on Assets) ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
รวมถึง การเสริมจุดแข็งในการดำเนินธุรกิจแบบบูรณาการ (Integrated Value Chain) ที่ครอบคลุมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) สินค้าเชี่ยวชาญพิเศษ (Specialty) ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ไบโอเคมี (Bio) พร้อมทั้งใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญของพันธมิตรระดับโลกอย่าง Vencorex และ allnex ในการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี พัฒนาบุคลากร และยกระดับการดำเนินงาน เพื่อเตรียมความพร้อมในการยกระดับไปสู่นวัตกรรมเคมีภัณฑ์ขั้นสูง
“เรามั่นใจว่าเราต้องกลับไปจุดที่เราแข็งแรงได้ ความผันผวนที่เราพูดกันตลอดทุกวันนี้ก็ไม่ใช่ว่าผม Conservative มาก แต่มันมีความผันผวนแน่ ๆ แต่สิ่งที่เราทำมาหลายปีที่ผ่านมาเนี่ย การลด Cost 7,000 ล้านบาทในปี 2568 และ ปีนี้ตั้งดป้าลดต้นทุนให้ไดด้ 4,000 ล้านบาทมีความคืบหน้าแล้วมากกว่า 50% ในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งไม่ได้อยู่แค่ครั้งเดียวแล้วจบ แต่ความแข็งแรงนี้จะอยู่กับเราระยะยาว แล้วต้นทุนเราต่ำลง”นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าว
นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า ผู้บริหารทุกคนตั้งเป้าแน่นอนว่าจะไม่ขาดทุน ตอนนี้มองเป้าเลยว่า 3 ปีข้างหน้านี้ คือ ปี 2573 ทาง GC จะกลับมาสู่จุดสมดุลใหม่ เข้าสู่วัฏจักรใหม่แล้ว GC ต้องแข็งแรง ต้องมีกำไร

“หนึ่งใน Mission สำคัญตอนที่ผมกลับมาอยู่ GC ก็คือ ทำอย่างไรที่จะทำให้ทุกคนมั่นใจว่า GC อยู่รอดได้แน่ ๆ แม้ว่าจะเป็นช่วง Down Trend และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ไม่ใช่แค่อยู่รอด แต่ทำอย่างไรที่จะทำให้ GC มีความพร้อมในการที่จะฉกฉวยโอกาสสำหรับการเติบโตในอนาคต”นายทิติพงษ์ จุลพรศิริดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี PTTGC กล่าว
นายทิติพงษ์ กล่าวถึงทิศทางผลประกอบการในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 บริษัทยังคงประเมินสภาวะตลาดด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบซึ่งส่งผลต่อผลกำไรและขาดทุนจากการสต็อกน้ำมัน (Stock Gain/Loss) รวมถึงปัจจัยความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบต่อต้นทุนวัตถุดิบและการเดินเครื่องของโรงงานปิโตรเคมีทั่วโลก
ทั้งนี้ ยังคงเน้นการบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุมเพื่อลดผลกระทบ และคาดว่าตลาดจะค่อย ๆ ปรับตัวเข้าสู่สมดุลและวัฏจักรใหม่ภายหลังสถานการณ์ต่าง ๆ เริ่มคลี่คลาย
ในส่วนของการเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์เดิม อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ทางเทคนิคและเทคโนโลยีในการยกระดับโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อเพิ่มสัดส่วนการผลิตวัตถุดิบปิโตรเคมีกลุ่ม C3, C4 และ C5 จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนวัตถุดิบปิโตรเคมีอยู่ที่เกือบ 50% และผลิตภัณฑ์น้ำมันประมาณ 50% แม้ในเชิงเทคโนโลยีจะสามารถดัดแปลงโครงสร้างโมเลกุลน้ำมันให้กลายเป็นวัตถุดิบปิโตรเคมีเพื่อกระจายไปสู่ธุรกิจปลายน้ำได้มากขึ้น แต่บริษัทยังคงประเมินความคุ้มค่าของการลงทุน (CAPEX) และความคุ้มทุนทางพาณิชย์อย่างรัดกุมท่ามกลางความผันผวนของวัฏจักรปิโตรเคมี ก่อนพิจารณาตัดสินใจในเวลาที่เหมาะสม
ด้านโครงสร้างสภาพคล่อง บริษัทมีกระแสเงินสดในมือแข็งแกร่งราว 50,000 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมภาระการชำระคืนหนี้ในปีถัดไปที่มีอยู่ราว 20,000 ล้านบาทได้อย่างครบถ้วน ขณะที่ภาระหนี้ในปี 2571 มีเพียงไม่กี่พันล้านบาทเท่านั้น เมื่อเทียบกับกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในไตรมาสเดียวที่ทำได้เกือบ 27,000 ล้านบาท ทำให้ความกังวลด้านการชำระคืนหนี้ระยะสั้นถึงปานกลางหมดไป
นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับวงเงินสนับสนุนทางการเงินระยะสั้นและการขยายระยะเวลาชำระค่าวัตถุดิบร่วมกับ ปตท. เพื่อเป็นหลักประกันสภาพคล่อง (Buffer) วงเงินสูงถึง 80,000 ล้านบาท พร้อมแผนการออกหุ้นกู้ระยะยาว 7 ปี และ 10 ปี เพื่อจัดโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสมกับแผนการเติบโตในอนาคต
ส่วนประเด็นการนำส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันตามนโยบายภาครัฐ GC ได้ร่วมสนับสนุนมาตรการดังกล่าวในอัตราเดียวกับโรงกลั่นน้ำมันทุกแห่ง ซึ่งครอบคลุมเฉพาะผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซลที่ผลิตได้ในปริมาณราว 500 ล้านลิตรต่อเดือน ในอัตราการนำส่งตามที่กำหนดแต่ละรอบ โดยยืนยันว่า ได้สะท้อนภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าวไว้ในงบการเงินและผลการดำเนินงานเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งมุ่งเน้นการบริหารจัดการรอบธุรกิจให้มีประสิทธิภาพเพื่อรักษาสมดุลทางการเงิน
นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PTTGC กล่าวว่า ภาวะตลาดปิโตรเคมีในปัจจุบันเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านทางโครงสร้างที่มีความผันผวนสูงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจระดับโลก บริษัทจึงเปลี่ยนมุมมองจากการคาดการณ์จุดสิ้นสุดของวัฏจักรขาลง มาเป็นการปรับกลยุทธ์เพื่อก้าวข้ามและเติบโตในสภาวะแวดล้อมใหม่
”คำถามคือ ถ้ามันมีความท้าทายอยู่กับเรา มีความไม่แน่นอน มีความผันผวนอยู่กับเราตลอด แล้วเราจะก้าวข้าม เพื่อให้มันเป็นการเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจนในโลกของเศรษฐกิจอุตสาหกรรมอย่างไร นั่นเป็นคำถามที่เราตั้ง แล้วก็ใช้ในการทำกลยุทธ์แล้วเดินหน้าของเรา”นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าว
นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า ในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption) GC ได้เปรียบจากการวางระบบ “Integrated Value Chain” และโครงสร้างการใช้วัตถุดิบที่หลากหลายทั้งก๊าซและของเหลว ส่งผลให้บริษัทปรับลดสัดส่วนการใช้น้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลางลงได้ล่วงพัฒนาก่อนเกิดวิกฤต ทำให้สามารถรักษาอัตราการเดินกำลังการผลิต (Operating Rate) ได้ในระดับเกือบเต็มกำลังความสามารถ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียเหนืออย่างชัดเจน

”วัฏจักรปิโตรเคมีมันเปลี่ยนไปแล้ว Scale เปลี่ยนไปแล้ว มันเปลี่ยนไปหาจุดใหม่ ซึ่งเป็นจุดที่ต้องแข็งแรงถึงจะอยู่ได้ แล้วเราเชื่อว่า และเรามั่นใจว่า GC เป็นหนึ่งในผู้ที่แข็งแรง แล้วเราพร้อม… วันนี้ประคองมา 2 ปีกว่าแล้ว เรื่องต่อไปนี้คือเป็นเรื่องของการเตรียมตัว เตรียมความพร้อม เพื่อที่จะเติบโตต่อเมื่อเวลามันมาถึง”นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าว
สำหรับ ปี 2573 ตั้งเป้าปรับสัดส่วนพอร์ตการลงทุน จากกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่มีสัดส่วนราว 80% ในปัจจุบัน ให้ปรับลดลงมาอยู่ที่ 70% และเพิ่มสัดส่วนเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty) ควบคู่กับผลิตภัณฑ์ชีวภาพและผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน (Bio-Green) ขึ้นเป็น 30%
ในส่วนธุรกิจต้นน้ำ ได้ปรับทิศทางสู่การเป็น Bio-refinery โดยใช้เทคโนโลยี Co-processing นำน้ำมันพืชใช้แล้ว เข้าสู่กระบวนการผลิตของโรงกลั่นผ่านระบบ Mass Balance เพื่อแปรรูปเป็นน้ำมันอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) และเคมีภัณฑ์ชีวภาพ ซึ่งมีแผนขยายกำลังการผลิตจาก 2,000 ตันต่อปี เพิ่มขึ้นเป็น 8,000 ตันต่อปี พร้อมจับมือกับพันธมิตรอย่าง Mitsubishi Corporation เพื่อร่วมกันพัฒนา Supply Chain และขยายตลาดต่างประเทศ
ด้านธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมและร่วมมือกับพันธมิตร บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ ( SCGC) ผ่านการลงนาม MOU จัดตั้งบริษัทร่วมทุน
หากกระบวนการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนประสบความสำเร็จ จะส่งผลให้กลุ่มธุรกิจดังกล่าวของไทยก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้ผลิตอันดับหนึ่งในภูมิภาค และเป็นหนึ่งในสิบอันดับแรกของโลก ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนและสรุปรายละเอียดได้ภายในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้
ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้าง synergy จากการผสานจุดแข็งของทั้งสองบริษัท ซึ่ง PTTGC มีความยืดหยุ่นและความพร้อมด้านวัตถุดิบจากการบูรณาการในระบบ ขณะที่ SCGC มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจปลายน้ำ (Downstream) และมีฐานลูกค้าที่หลากหลาย ประกอบกับโรงงานของทั้งสองบริษัทตั้งอยู่ในพื้นที่ติดกันบริเวณมาบตาพุด จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมหาศาล

ในขณะที่ธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty) ภายใต้บริษัท allnex ผู้นำการผลิตสารเคลือบผิวอุตสาหกรรม จะยังคงเป็นแกนหลักสำคัญในการขยายตลาด Specialty ผ่านฐานการผลิต 30 แห่ง และศูนย์ R&D กว่า 20 แห่งทั่วโลก โดยผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปีของ allnex ทำได้สูงกว่าแผนงานที่วางไว้ จากการเติบโตของปริมาณยอดขายและความสามารถในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน การควบคุมต้นทุน และการรักษาระดับกำไรต่อหน่วย (Margin) ได้อย่างมีประสิทธิภาพทั่วทั้ง 3 ทวีปหลัก
allnex อยู่ระหว่างการจัดทำแผนกลยุทธ์ใหม่ภายใต้การนำของผู้บริหารชุดใหม่ เพื่อเร่งการเติบโตผ่านการลงทุนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งเป็นตลาดที่มีอัตราการขยายตัวสูง โดยเน้นพัฒนาโครงการ China Hub เพื่อเป็นศูนย์กลางการผลิตและเทคโนโลยี รวมถึงการขยายโรงงานใน India Hub
สำหรับไทย บริษัทได้อนุมัติโครงการลงทุนผลิตสารปรุงแต่งคุณภาพการเคลือบผิว (Sinking Control Agent: SCA) กำลังการผลิตประมาณ 10,000 ตันต่อปี ที่มาบตาพุด ระยอง โดยดึงเทคโนโลยีขั้นสูงจากเนเธอร์แลนด์เข้ามาผลิตในไทย เพื่อเป็นฐานการส่งออกรองรับความต้องการทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายใน 2 ปีข้างหน้า
“allnex ทำสารเคลือบผิว ทุกอย่างในห้องนี้ก็เป็นสารเคลือบผิวหมด ตลาดใหญ่มาก ตอนนี้ที่โตขึ้นเรื่อย ๆ มันอยู่ในเอเชียแปซิฟิก ก็เลยเน้นเรื่อง China Hub, India Hub ส่วนที่ระยอง เราตัดสินใจลงทุนโครงการ SCA เพื่อเป็นฐานในการขยายตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่โตเร็วมาก”นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังขับเคลื่อนกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน และระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Bio-Green) ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำระดับสากล ได้แก่ โรงงานพลาสติกชีวภาพ NatureWorks ในจังหวัดนครสวรรค์ที่อยู่ระหว่างทดสอบการผลิต การดำเนินธุรกิจรีไซเคิลของ ENVIRO ร่วมกับ ALPLA จากออสเตรีย รวมถึงการจัดหาน้ำมันพืชใช้แล้ว (UCO) ร่วมกับ GGC ตลอดจนความร่วมมือกับบริษัท Toray จากประเทศญี่ปุ่น ในการพัฒนาเทคโนโลยีการหมักด้วยเชื้อชีวภาพเพื่อผลิตสารเคมีสำหรับเส้นใยในอุตสาหกรรมสิ่งทอและยานยนต์ ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมลงทุนโรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) โดยตั้งเป้าสร้างโรงงานเชิงพาณิชย์ภายในปี 2573
สำหรับการดำเนินงานเพื่อตอบสนองนโยบายการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) และเศรษฐกิจหมุนเวียนของภาครัฐ มีแผนต่อยอดการ transform พื้นที่มาบตาพุดไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ผ่านการดึงพาร์ตเนอร์ระดับโลกที่มีเทคโนโลยีและความพร้อมเข้ามา ร่วมพัฒนาเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ เช่น สารเคลือบผิว เทคโนโลยีวัสดุคอมโพสิต สารเคมีสำหรับแบตเตอรี่ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อิเล็กทรอนิกส์ Semiconductor ตลอดจนผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ (Biopolymer) ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนนวัตกรรมภายในองค์กรผ่านการเปิดรับข้อเสนอและแนวคิดการลดต้นทุนของบุคลากร เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาว
“พอเกิด Supply Chain Disruption ไม่สามารถที่จะไปวางฐานการผลิตอื่น ๆ ที่ไหนที่หนึ่งจำนวนมาก ๆ แล้วพึ่งแค่ที่เดียว ทุกคนก็ต้องพยายามกระจายตัว ฉะนั้นหนึ่งในนั้นก็คือต้องมีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แน่ ๆ และทำอย่างไรให้มาบตาพุด อยู่หนึ่งในโลเคชันที่ทุกคนให้ความเชื่อมั่น อันนี้คือเป็นโจทย์ที่ GC จะร่วมทำกับพาร์ทเนอร์ต่าง ๆ รวมทั้งภาครัฐด้วยว่าจะทำไงวางแผนในระยะยาว”นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าว
