HoonSmart.com>> “พีทีที โกลบอล เคมิคอล” (PTTGC) โชวฺกำไรสุทธิ 12,208 ล้านบาท ฟื้นตัวแรงจากงวดปีก่อนขาดทุน 3,616 ล้านบาท รับหนุนราคาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มปิโตรเลียมและปิโตรเคมีปรับตัวเพิ่มขึ้น กำไรสต๊อกน้ำมันและรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนสูง ด้านโบรกฯ ชี้กำไรสูงกว่าคาด
บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 2/69 มีกำไรสุทธิ 12,208.35 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 2.50 บาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนกันขาดทุนสุทธิ 3,616.13 ล้านบาท ขาดทุนต่อหุ้น 0.85 บาท
ส่วนงวด 6 เดือน ปี 2569 กำไรสุทธิ 15,440.11 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 3.01 บาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนขาดทุนสุทธิ 6,183.33 ล้านบาท ขาดทุนต่อหุ้น 1.47 บาท
ในไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 172,388 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% และ 29% จากไตรมาส 1/2569 และช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ โดยหลักจากราคาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มปิโตรเลียมและปิโตรเคมีปรับตัวเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อการตึงตัวของอุปทานผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในตลาดจากข้อจำกัดในการจัดหาวัตถุดิบ
สำหรับไตรมาสนี้บริษัทฯ รายงาน Adjusted EBITDA อยู่ที่ 26,932 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/2569 โดยผลประกอบการกลุ่มผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์และโพลิเมอร์มีผลประกอบการดีขึ้นจากราคาผลิตภัณฑ์เอทิลีนและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์โพลีเอทิลีนที่ปรับสูงขึ้นจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบด้านการจัดหาวัตถุดิบของผู้ผลิตปิโตรเคมีในภูมิภาค กอปรกับบริษัทฯ มีปริมาณการขายผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์สูงขึ้นภายหลังจากที่บริษัทฯ กลับมาเดินเครื่องโรงผลิตโอเลฟินส์หน่วยที่ 4 ในไตรมาสที่ 2/2569 ได้ตามแผน
ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์มีผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์เบนซีนและผลิตภัณฑ์พลอยได้ที่ปรับสูงขึ้น
สำหรับผลประกอบการของกลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นกลางปรับตัวสูงขึ้นตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์โดยรวมที่ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะอุปทานตึงตัว ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษมีผลประกอบการที่ดีขึ้นจากการบริหารต้นทุนวัตถุดิบและส่วนต่างราคาสินค้าแบบเชิงรุก รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่องของบริษัท allnex
ธุรกิจโรงกลั่นมีผลประกอบการปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า แม้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมโดยรวมได้รับแรงหนุนจากภาวะอุปทานตึงตัวและอุปสงค์ตามฤดูกาล แต่ได้รับผลกระทบจากนโยการการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นของน้ำมันดีเซล ประกอบกับต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาน้ำมันดิบ (Crude premium) ที่ปรับสูงขึ้น รวมทั้งปริมาณการขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ปรับลดลงจากมาตรการระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงของภาครัฐ
ทั้งนี้ บริษัทฯ มีการดำเนินการตามแนวทางยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการ Portfolio ของธุรกิจให้เข้มแข็ง (Portfolio transformation) และการดำเนินมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายและมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษมีผลประกอบการที่ดีขึ้นจากการบริหารต้นทุนวัตถุดิบและส่วนต่างราคาสินค้าแบบเชิงรุก รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่องของบริษัท allnex ในส่วนของธุรกิจโรงกลั่นมีผลประกอบการปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า แม้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมโดยรวมได้รับแรงหนุนจากภาวะอุปทานตึงตัวและอุปสงค์ตามฤดูกาล แต่ได้รับผลกระทบจากนโยการการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นของน้ำมันดีเซล ประกอบกับต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาน้ำมันดิบ (Crude premium) ที่ปรับสูงขึ้น รวมทั้งปริมาณการขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ปรับลดลงจากมาตรการระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงของภาครัฐ
ทั้งนี้ บริษัทฯ มีการดำเนินการตามแนวทางยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการ Portfolio ของธุรกิจให้เข้มแข็ง (Portfolio transformation) และการดำเนินมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายและมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้บริษัทฯ รับรู้รายการพิเศษจากปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้จากการเปลี่ยนแปลงราคาตามสภาวะตลาด ได้แก่ กำไรจากสต๊อกน้ำมัน (Stock gain) และการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) สุทธิรวมเป็นผลขาดทุน 1,942 ล้านบาท ขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์เพื่อประกันความเสี่ยงด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ 791 ล้านบาท และกำไรสุทธิจากอัตราแลกเปลี่ยนและตราสารอนุพันธ์ทางการเงินรวม 87 ล้านบาท บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนรวม 921 ล้านบาท โดยในไตรมาสนี้ บริษัทฯมีการตั้งประมาณการค่าใช้จ่ายจากแผนปรับการดำเนินธุรกิจของบริษัท จีซี โพลีออลส์ จำกัด (GCP) 1,753 ล้านบาท
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) เผย PTTGC ประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 2/69 ดีกว่าที่คาด และ Bloomberg Consensus ประเมินไว้เฉลี่ย 30% สาเหตุหลักจากกำไรธุรกิจปิโตรเคมีชนิดพิเศษ และส่วนแบ่งกำไรสูงกว่าคาด หนุนกำไรสุทธิเติบโต +278% QoQ พลิกจากขาดทุน YoY ทำระดับสูงสุดรอบ 20 ไตรมาส จากการฟื้นตัวได้ดีของธุรกิจปิโตรเคมี โดยเฉพาะโอเลฟินส์ได้แรงหนุนจากอุปทานตึงตัว ปริมาณขายเพิ่มขึ้นหลังผ่านปิดซ่อมบำรุง รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดี
“คาดระยะสั้นหุ้นจะตอบรับเชิงบวกจากการรายงานงบ 2Q26 สูงกว่าคาด, สามารถคาดหวังเงินปันผลสูง คาด 1H26 DPS ที่ 1.00 บาท/หุ้น Yield 2.7%, เป็นตัวเลือก Hedging สถานการณ์สงครามช่วงสุดสัปดาห์ได้”
———————————————————————————————————————————————————–

