ดาวโจนส์ปิดบวก 263 จุด ผลประกอบการแกร่ง เจรจาสหรัฐกับอิหร่านคืบ

HoonSmart.com>>ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้น 263 จุด แรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งและการปรับตัวขึ้นของหุ้น Nvidia ผสมสัญญาณความคืบหน้าเจรจาสันติภาพกับอิหร่าน ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 วันทำการจากหุ้น SpaceX และ AMD ร่วงลงหลัง ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average) วันที่ 5 สิงหาคม 2569 ปรับขึ้นต่อเนื่องจากวันก่อนหน้าและยังคงปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 54,349.12 จุด เพิ่มขึ้น 263.24 จุด หรือ +0.49% โดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งและการปรับตัวขึ้นของหุ้น Nvidia และจากสัญญาณความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพกับอิหร่าน ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 วันทำการ เนื่องจากหุ้น SpaceX และ AMD ร่วงลงหลังจากการประกาศผลประกอบการรายไตรมาส

ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,723.55 จุด ลดลง 12.97 จุด, -0.17%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,363.44 จุด ลดลง 221.55 จุด, -0.83%
หุ้น Nvidia ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทดัชนี Dow พุ่งขึ้นกว่า 3% หลังจาก Elon Musk กล่าวว่า

SpaceX จะเลือกใช้เฉพาะโปรเซสเซอร์ของ Nvidia เท่านั้นในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในอนาคต โดยในการประชุมรายงานผลประกอบการของ SpaceX เขาระบุว่า Nvidia มี “คอมพิวเตอร์สำหรับ AI ที่ดีที่สุด” พร้อมทั้งกล่าวเสริมว่า “เราเลือกใช้เฉพาะ Nvidia เท่านั้น”

อย่างไรก็ตาม หุ้น SpaceX ลดลงกว่า 13% หลังจากที่เปิดเผยรายงานผลประกอบการรายไตรมาสฉบับแรกนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อเดือนมิถุนายน โดยบริษัทระบุว่า รายจ่ายทุน (Capital Expenditure) ในไตรมาสที่สองพุ่งสูงขึ้นถึง 6 เท่า สู่ระดับ 1.84 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยเม็ดเงินส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้กับการพัฒนาด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ราคาหุ้น SpaceX อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากการสิ้นสุดระยะเวลาห้ามขายหุ้น (lock-up period) หลังการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ซึ่งจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันพฤหัสบดีนี้

ราคาหุ้น Amgen ปรับขึ้น 4.6% ซึ่งช่วยหนุนดัชนีดาวโจนส์ให้บวกขึ้นกว่า 100 จุด หลังจากที่บริษัทผู้ผลิตยารายนี้มียอดขายในไตรมาสที่ 2 เพิ่มขึ้น 9% ทางด้านคู่แข่งอย่าง Eli Lilly ราคาหุ้นพุ่งขึ้น 4.9% ภายหลังการปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ตลอดทั้งปี ขณะที่ดัชนีกลุ่มธุรกิจเฮลท์แคร์ของ S&P 500 ปิดตลาดปรับขึ้น 1.3% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในวันดังกล่าว

นอกจากนี้ หุ้น Disney ที่ปรับตัวสูงขึ้น 3.6% หลังจากรายงานผลกำไรไตรมาสที่ 3 สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ก็มีส่วนช่วยหนุนดัชนีดาวโจนส์เช่นกัน
บริษัทผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่อย่าง Advanced Micro Devices และ Alphabet ซึ่งเป็นหนึ่งใน
กลุ่มหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำ Magnificent Seven ต่างลดลง โดยราคาหุ้น Advanced Micro Devices ลดลง 7% หลังจากบริษัทรายงานผลกำไรที่ปรับปรุงแล้ว (adjusted earnings) สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาดเพียงเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทุนต่างมองหาหลักฐานเพิ่มเติมว่า การลงทุนมหาศาลใน AI จะส่งผลให้เติบโตที่เร็วขึ้น ส่วน Alphabet ลดลง 4% หลังจากบริษัทประกาศปรับโครงสร้างหน่วยงานด้าน AI

ราคาน้ำมันทรงตัวหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวเป็นนัยว่าสหรัฐฯ ใกล้บรรลุข้อตกลงกับอิหร่านแล้ว

แหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่านและเจ้าหน้าที่ระดับภูมิภาค 2 คน เปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า ข้อเสนอข้อตกลงระหว่างอิหร่านและโอมานจะทำให้อิหร่านควบคุมเรือที่เข้าสู่อ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นการยอมอ่อนข้อครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของอิหร่าน

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา กาตาร์เปิดเผยว่ามีการร่างข้อเสนอระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นเส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันถึงหนึ่งในห้าของปริมาณน้ำมันทั่วโลก นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าอิหร่านกำลังพิจารณาอนุญาตให้ประเทศในยุโรปเข้ามาเก็บกู้ทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นว่าการเดินเรือในภูมิภาคนี้จะสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงาน ได้แก่การจ้างงานของภาคเอกชนเดือนกรกฎาคมจากออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) ที่เพิ่มขึ้นเพียง 44,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่า75,000 ตำแหน่งที่นักวิเคราะห์คาดการณ์

ข้อมูลนี้เป็นรายงานฉบับที่สองในชุดข้อมูลเกี่ยวกับตลาดแรงงานที่ทยอยออกมาในสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะมีการเปิดเผยรายงานตัวเลขการจ้างงานจากภาครัฐในวันศุกร์

สถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) ระบุว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 54.1 ในเดือนกรกฎาคม จาก 54.0 ในเดือนมิถุนายน ซึ่งแม้ต่ำกว่า 54.5 ตัวเลขคาดการณ์จากการสำรวจนักเศรษฐศาสตร์โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ แต่ก็ยังคงอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่บ่งชี้ถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

นีล คาชคารี ประธาน เฟด สาขามินนิอาโพลิส กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า เขาเชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่จะเริ่มทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ข้อมูลจาก CME FedWatch ระบุว่า การคาดการณ์เรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมเดือนกันยายนได้ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 54.9% จากระดับ 58.3% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ตลาดหุ้นยุโรปปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ ขณะที่นักลงทุนประเมินผลประกอบการล่าสุดของบริษัทจดทะเบียน ควบคู่ไปกับการติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีความเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว

หุ้นยุโรปสามารถไต่ระดับขึ้นสู่จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้ถึง 3 ครั้งจากการซื้อขาย 4 รอบล่าสุด เนื่องจากผลประกอบการที่สดใสของบริษัทจดทะเบียนมีน้ำหนักมากกว่าความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 657.14 จุด เพิ่มขึ้น 0.28 จุด, +0.04%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,888.30 จุด เพิ่มขึ้น 8.92 จุด, +0.08%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,669.30 จุด เพิ่มขึ้น 2.67 จุด,+0.03%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 26,126.30 จุด ลดลง 76.05 จุด, -0.29%

ดัชนีหลักส่วนใหญ่ในภูมิภาคเคลื่อนไหวทรงตัวหรือปรับตัวลดลง ขณะที่ดัชนี IBEX ของสเปนสวนทางด้วยการปรับตัวขึ้น 0.2%

ตลาดต่างชั่งน้ำหนักสัญญาณที่หลากหลายจากตะวันออกกลาง หลังจากกลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งมีความเชื่อมโยงกับอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดง

หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันอังคารว่า รัฐบาลของเขาได้หารือ กับอิหร่านระหว่างการเจรจาตลอดทั้งวันและเป็นไปอย่างดีเยี่ยม

แคทลีน บรูค ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ XTB กล่าวว่า โดยภาพรวมแล้ว ตลาดต่างให้น้ำหนักกับประเด็นทางการเมืองและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์น้อยลง ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนราคาหุ้นในขณะนี้

หุ้น Glencore ปรับตัวสูงขึ้น 4.1% หลังจากบริษัทรายงานผลกำไรในช่วงครึ่งปีแรกที่พุ่งขึ้นถึง 86% ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

หุ้น Siemens Energy แทบไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าบริษัทผู้ให้บริการด้านพลังงานจะประกาศผลประกอบการไตรมาสที่สามสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็ตาม

หุ้น Heineken เพิ่มขึ้น 2.2% หลังจากที่บริษัทผลิตเบียร์ยักษ์ใหญ่จากเนเธอร์แลนด์ทำกำไรครึ่งปีแรกได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้ว่าจะลดจำนวนพนักงานลงประมาณ 3,000 คนก็ตาม

หุ้นกลุ่มเหมืองแร่นำในการเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มขึ้น 2.3% เนื่องจากราคาทองคำพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหนึ่งเดือนจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง

หุ้นบริษัทประกันภัย Prudential ลดลง 6.4% หลังจากมีรายงานว่าหน่วยงานสรรพากรของจีนแผ่นดินใหญ่เริ่มเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากผลตอบแทนจากกรมธรรม์ประกันภัยนอกประเทศ ส่งผลกระทบต่อธนาคารยุโรปที่เน้นตลาดเอเชีย โดย HSBC ลดลง 4.7%

หุ้น Novo Nordisk ลดลง 4.3% แม้บริษัทจะปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายและกำไรตลอดทั้งปีก็ตาม โดยนักลงทุนกลับหันไปให้ความสำคัญกับยอดขายของ Wegovy (ยาชนิดเม็ดตัวใหม่) ที่ต่ำกว่าเป้าหมายไปเพียงเล็กน้อย รวมถึงความล่าช้าในการทดลองยา CagriSema ซึ่งเป็นยารักษาโรคอ้วนรุ่นถัดไปของบริษัท

บริษัทผลิตยาของเดนมาร์กกำลังพยายามกลับมาครองตลาดตลาดเวชภัณฑ์รักษาโรคอ้วนที่เติบโตอย่างรวดเร็วอีกครั้ง จากบริษัท Eli Lilly Novo แม้บริษัทเคยเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่ามากที่สุดในยุโรปในปี 2024 แต่มูลค่าตลาดได้หายไปมาก เนื่องจากความคาดหวังในการเติบโตของตลาดเวชภัณฑ์รักษาโรคอ้วนลดลง และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

หุ้น Sandoz บริษัทผลิตยาสามัญของสวิตเซอร์แลนด์เพิ่มขึ้น 6% หลังจากที่รายงานยอดขายสุทธิในไตรมาสที่สองเพิ่มขึ้น 9% โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของยาชีวภาพเลียนแบบ (biosimilars) เนื่องจากสิทธิบัตรของยาที่ได้รับความนิยมหมดอายุลง

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนกันยายน ลดลง 55 เซนต์ หรือ 0.73% ปิดที่ 75.22 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนตุลาคม เพิ่มขึ้น 9 เซนต์ หรือ 0.11% ปิดที่ 79.45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 
 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–