HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 4 ส.ค. 2569 พุ่งขึ้น โดยดัชนี และ Dow Jones Industrial Average และ S&P500 ต่างปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใหม่ แรงหนุนสำคัญมาจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่น Caterpillar และ Palantir ซึ่งช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์ และการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันมากกว่า 5% จากความหวังว่าจะมีข้อตกลงยุติความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน และช่องแคบฮอร์มุซอาจกลับมาเปิดใช้งานได้อีกครั้ง
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 54,085.88 จุด เพิ่มขึ้น 907.47 จุด, +1.71%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,736.52 จุด เพิ่มขึ้น 136.02 จุด, +1.79%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,584.99 จุด เพิ่มขึ้น 671.10 จุด, +2.59%
หุ้น Palantir Technologies พุ่งขึ้น 29.5% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นรายวันในเชิงเปอร์เซ็นต์ที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2024 หลังจากที่บริษัทได้ปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ประจำปี
หุ้น Caterpillar ซึ่งถือเป็นดัชนีชี้วัดภาวะเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก พุ่งขึ้น 5.6% หลังจากบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของรายได้ประจำปี โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการเครื่องจักรสำหรับผลิตไฟฟ้าและอุปกรณ์ก่อสร้างที่เพิ่มสูงขึ้นตามการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่รองรับเทคโนโลยี AI
ความเคลื่อนไหวของหุ้น Caterpillar ส่งผลบวกมากที่สุดต่อดัชนี Dow Jones Industrial Average โดยช่วยหนุนดัชนีให้ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 280 จุด
ในช่วงฤดูกาลรายงานผลประกอบการนี้ นักลงทุนต่างจับตาการดำเนินงานของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างใกล้ชิด เพื่อหาสัญญาณยืนยันว่าการทุ่มเม็ดเงินลงทุนมหาศาลในอุตสาหกรรมนี้จะก่อให้เกิดความคุ้มค่าตามที่คาดหวังไว้หรือไม่
ข้อมูลจาก FactSet ระบุว่า ฤดูกาลรายงานผลประกอบการครั้งนี้ถือว่ายอดเยี่ยมมาก โดยบริษัทในดัชนี S&P 500 ที่รายงานผลประกอบการไปแล้วกว่า 84% มีผลการดำเนินงานสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้
นอกเหนือจากกลุ่มเทคโนโลยีที่พุ่งขึ้น 4% แล้ว ตลาดในส่วนอื่นๆ ก็ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งเช่นกัน โดยกลุ่มการเงินปรับตัวขึ้น 0.9% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากหุ้นหลักอย่าง Goldman Sachs ที่ปรับตัวขึ้นกว่า 2% ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มวัสดุต่างก็ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 2%
อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยหนุนราคาหุ้น คือการลดลงประมาณ 5% ของราคาน้ำมันดิบ
หลังจากเจ้าหน้าที่ของกาตาร์ระบุว่าความพยายามในการหาทางออกทางการทูตสำหรับความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป ในขณะที่นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวว่าข้อตกลงกับอิหร่านเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งอาจเกิดขึ้นได้ภายในสองวันข้างหน้า
ราคาน้ำมันที่ลดลงยังส่งผลให้คาดการณ์เรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในการประชุมเดือนก.ย.ลดลงเหลือ 56.9% จากระดับ 67.2% ในวันก่อนหน้า จาก CME FedWatch ซึ่งมีส่วนทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงตามไปด้วย
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่รายงานเมื่อวานนี้ สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานเปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) ว่า การเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน ลดลงสู่ระดับ 7.359 ล้านตำแหน่งในเดือนมิถุนายน ต่ำกว่า 7.440 ล้านตำแหน่ง ที่นักวิเคราะห์คาด ส่วนอัตราการจ้างงานเพิ่มขึ้นมาที่ 3.4% อัตราการปลดออกจากงานทรงตัวที่ 1.1% และอัตราการออกจากงานอยู่ที่ 2%
ตลาดหุ้นยุโรปปิดตลาดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน ประกอบกับราคาน้ำมันลดลง
ดัชนี STOXX 600 ทำสถิติสูงสุดใหม่เหนือกว่าระดับเดิมที่เคยทำไว้เมื่อช่วงต้นเดือนก.ค.
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 656.86 จุด เพิ่มขึ้น 4.77 จุด, +0.73%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,879.38 จุด เพิ่มขึ้น 21.68 จุด, +0.20%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,666.63 จุด เพิ่มขึ้น 52.81 จุด, +0.61%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 26,202.35 จุด เพิ่มขึ้น 201.04 จุด, +0.77%
ท่ามกลางการรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในยุโรปที่กำลังคึกคัก นักลงทุนต่างพากันวิเคราะห์ข้อมูลจากบริษัทต่างๆ เพื่อมองหาสัญญาณบ่งชี้ถึงแนวโน้มทางธุรกิจในภูมิภาคนี้
ราคาหุ้น Bayer กลุ่มบริษัทเภสัชกรรมยักษ์ใหญ่ของเยอรมนีเพิ่มขึ้น 2.4% หลังจากที่รายงานกำไรจากการดำเนินงานประจำไตรมาสที่เพิ่มขึ้น 1.9% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้
ราคาหุ้น HSBC ซึ่งเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ลดลงเล็กน้อย 0.8% หลังจากที่เพิ่งทำสถิติ all-time high ไปเมื่อช่วงต้นวันอังคาร แม้รายงานผลกำไรครึ่งปีแรกที่ออกมาดีเกินคาดและมีการปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้ดอกเบี้ยสุทธิก็ตาม
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เพิ่มขึ้น 2.8% โดยหุ้น BE Semiconductor พุ่งขึ้น 8.1% หลังจากที่ Berenberg ปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้นดังกล่าวเป็น “ซื้อ” โดยระบุว่าภาวะตลาดที่อ่อนตัวลงในช่วงที่ผ่านมาได้สร้างจังหวะที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนในการเข้าซื้อ
หุ้นกลุ่มชิปตัวอื่นๆ ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดย Soitec นำกลุ่มด้วยการปรับตัวขึ้น 9.9% ขณะที่ Aixtron, ASML และ Infineon ต่างปรับตัวขึ้นในช่วงระหว่าง 2.6% ถึง 3.7%
ในช่วงที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มชิปทั่วโลกมีความผันผวนเนื่องจากนักลงทุนกำลังประเมินว่าความต้องการที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะสามารถรองรับระดับราคาหุ้นที่สูงลิ่วได้หรือไม่
หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ พุ่งขึ้น 3.6% ปรับขึ้นได้ดีที่สุด โดยได้รับแรงหนุนจากราคาโลหะที่ปรับตัวสูงขึ้น
หุ้น Lufthansa สายการบินสัญชาติเยอรมันร่วงลง 8.2% หลังจากออกมาเตือนว่ากำไรจากการดำเนินงานในปีนี้อาจลดลง หลังจากที่ตัวเลขดังกล่าวลดลงกว่าครึ่งหนึ่งในไตรมาสที่สอง อันเป็นผลมาจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นซึ่งเกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน
หุ้นกลุ่มพลังงานลดลง 1.7% เป็นวันที่สองติดต่อกัน เนื่องจากราคาน้ำมันร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ หลังจากที่กาตาร์ระบุว่าฝ่ายตัวกลางกำลังมีความคืบหน้าในการเจรจาเพื่อยุติสงคราม
ภาวะตลาดมีความผันผวนสลับไปมาระหว่างความเชื่อมั่นในแง่บวกและแง่ลบนับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังคงประสบปัญหาในการหาข้อสรุปที่ยอมรับได้ร่วมกัน
หุ้น Zalando บริษัทค้าปลีกสินค้าแฟชั่นร่วงลงหนักที่สุดในดัชนี STOXX 600 โดยปรับตัวลดลง 13.4% หลังจากที่คาดการณ์ว่ารายได้และการเติบโตในปี 2026 จะอยู่ในช่วงครึ่งล่างของกรอบที่เคยประเมินไว้ พร้อมทั้งปรับลดคาดการณ์กำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้ว (adjusted operating profit) ให้แคบลง ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มค้าปลีก ลดลง 0.7%
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนกันยายน ลดลง 4.57 ดอลลาร์ หรือ 5.69% ปิดที่ 75.77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนตุลาคม ลดลง 4.41 ดอลลาร์ หรือ 5.26% ปิดที่ 79.36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
———————————————————————————————————————————————————–

