HoonSmart.com>>บล.บัวหลวงมอง SET เดือนส.ค.มีลุ้น 1,700 จุด! เม็ดเงินต่างชาติทะลักต่อ หลังเข้ามาแล้ว 7.6 หมื่นล้าน แนะหุ้น Defensive รับมือเสี่ยง เพิ่มกำไร คัด 4 ธีมเด็ดเก็บเข้าพอร์ต “ทรีนีตี้”ชี้หุ้นส.ค.แกว่งตามทิศทางดอกเบี้ยเฟด-สงคราม-งบบจ. บล.กสิกรไทยมองต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส”ไตรมาส 4 หนุน MTC-KTC-JMT ด้านหุ้นวันแรกของเดือน ลดลง 1.74 จุด DELTA ขึ้นไม่ไหว”การบินไทย”ฮึดสู้ ไม่หวั่นถูกถล่ม 4 ส.ค. “หยวนต้า”ให้ซื้อ เป้าปีหน้า 8 บาท

บล.บัวหลวงมองตลาดหุ้นไทยเดือนส.ค. ดัชนี SET มีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบ 1,600–1,700 จุด จากการฟื้นตัวของกำไรที่เริ่มกระจายตัวในวงกว้าง (Broadening Earnings Recovery) สะท้อนจากตลาดปรับขึ้นประมาณการกำไรต่อหุ้น ( SET EPS) ในเดือนก.ค. 4.2% และ 6.3% จากต้นปี โดยแรงปรับเพิ่มขยายจากกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และบรรจุภัณฑ์ ไปยังโรงแรม ขนส่ง ธนาคาร ค้าปลีก และการเงิน ขณะที่ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 4.9 หมื่นล้านบาทในเดือนก.ค. และ 7.6 หมื่นล้านบาทจากต้นปี หากวัฏจักรการผลิตโลกยังฟื้นตัวต่อ มีโอกาสเห็นเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง และหนุนการปรับเพิ่มประมาณการกำไรของหุ้น Global Play
แนะนำกลยุทธ์ Defensive Yield Core ควบคู่กับ Satellite Alpha ผ่าน 4 ธีมหลัก ได้แก่
1.Thailand Power Infrastructure Cycle (Core): การลงทุน Data Center กำลังเปลี่ยนจาก “เม็ดเงินลงทุน” สู่ “อุปสงค์ใช้ไฟฟ้าจริง” หนุนการลงทุนระบบสายส่ง พลังงานหมุนเวียน และโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า โดยความต้องการใช้ไฟฟ้า Data Center ใน EEC สูงถึง 26,045 MW ขณะที่ระบบรองรับได้เพียง 18.7% ของความต้องการทั้งหมด ส่งผลให้ภาครัฐเตรียมลงทุน 3.1 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายระบบสายส่ง พร้อมทั้งมีแผนนำวงเงินกู้คงเหลือราว 2 แสนล้านบาท สนับสนุน Solar Rooftop และ Smart Grid ขณะที่ BOI อนุมัติการลงทุนครึ่งปีนี้ มูลค่า 1.47 ล้านล้านบาท (+37% YoY) โดยกว่า 1.11 ล้านล้านบาท อยู่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล หนุนกลุ่ม GULF, GUNKUL
2.Higher for Longer Defensive-Dividend Rotation (Core): ภาวะดอกเบี้ยสูงและความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงความคืบหน้าโครงการ TISA ที่คาดชัดเจนในเดือนก.ย. จะหนุนเม็ดเงินเข้าสู่หุ้นปันผลสูง โดยเฉพาะกลุ่มสื่อสารที่ยังเห็นกำไรเติบโตจาก ARPU ที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนโครงข่ายลดลง คาดกำไรไตรมาสที่ 2/2569 ของ ADVANC +24% YoY และ TRUE +48% YoY พร้อมอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ทยอยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
สำหรับ Satellite Alpha แนะนำทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว ได้แก่
3. Policy-driven Tourism Recovery (Satellite): กลุ่มท่องเที่ยวคาดผ่านจุดต่ำสุดของกำไรในไตรมาสที่ 2 ก่อนเข้าสู่ High Season โดยได้แรงหนุนจากมาตรการรัฐวงเงิน 1,750 ล้านบาท ผ่านโครงการ ไทยเที่ยวไทย พลัส, Fly Thai และ Thailand Air Connect ช่วยกระตุ้นทั้งการท่องเที่ยวในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติ หนุนกลุ่มโรงแรม โดยเฉพาะ ERW
Selective Consumption Recovery (Satellite): แม้การบริโภคโดยรวมยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง แต่เริ่มเห็นการเติบโตในบางกลุ่ม โดยค้าปลีกสินค้า IT ยังโดดเด่น (COM7 ยอดขาย +8-10% YoY, ADVICE +13-15% YoY) ขณะที่ MOSHI คาด SSS +4%, CPALL +1% และตลาดเครื่องดื่มยังเติบโตต่อเนื่อง หนุนหุ้นกลุ่มเครื่องดื่ม โดยเฉพาะ CBG
ทรีนีตี้ชี้หุ้นส.ค.ขึ้นอยู่กับเฟด-กำไรบจ.ทั่วโลก-สงคราม
ทางด้านนายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ เปิดเผยถึงทิศทางการลงทุนเดือนส.ค. 2569 ว่า ยังคงถูกขับเคลื่อนด้วยความคาดหวังต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ควบคู่กับการทยอยประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลก ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้น ขณะที่นักลงทุนต้องติดตามการส่งสัญญาณจากเจ้าหน้าที่เฟด ที่จะออกมาตลอดเดือนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะจากนาย Kevin Warsh ประธานเฟดในการประชุมผู้นำธนาคารกลางประจำปีที่เมือง Jackson Hole ช่วงวันที่ 27-29 ส.ค. ซึ่งอาจมีการส่งสัญญาณการใช้นโยบายการเงินในช่วงที่เหลือของปี
“ทิศทางตลาดโลกในเดือนส.ค.จะขึ้นอยู่กับการตีความข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการจ้างงาน อัตราเงินเฟ้อ รวมถึงถ้อยแถลงของกรรมการ เฟด ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการคาดการณ์จังหวะการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง” นายณัฐชาตกล่าว
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ เริ่มจากการประกาศดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (ISM Manufacturing) ของสหรัฐฯ ประจำเดือนก.ค. ซึ่งจะสะท้อนทิศทางภาคการผลิตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขณะที่วันที่ 4 ส.ค. ตลาดจับตาการรายงานผลประกอบการของ SpaceX ซึ่งอาจส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและอวกาศ
นายณัฐชาตกล่าวถึงปัจจัยในประเทศว่า นักลงทุนรอติดตามการประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของไทยเดือนก.ค. ในวันที่ 6 ส.ค.นี้ เพื่อประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางนโยบายการเงินของไทยในระยะถัดไป ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ถือเป็นไฮไลต์ของสัปดาห์ ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชน (ADP) วันที่ 5 สิงหาคม และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) วันที่ 7 สิงหาคม ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่ Fed ใช้ประกอบการตัดสินใจด้านนโยบายการเงิน หากตัวเลขออกมาแข็งแกร่งหรืออ่อนแอกว่าคาดมาก อาจส่งผลต่อไปยังคาดการณ์ดอกเบี้ย Fed รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรในตลาดได้
“กลยุทธ์การลงทุนในเดือนส.ค.ยังคงให้น้ำหนักกับการติดตามข้อมูลเศรษฐกิจ และท่าทีของเฟดอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดหุ้นโลก อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ค่าเงินดอลลาร์ และกระแสเงินทุนในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงตลาดหุ้นไทยตลอดเดือนนี้”นายณัฐชาตกล่าว
ส่วนการซื้อขายวันแรกของเดือนส.ค. ดัชนี SETพยายามบวก แต่สุดท้ายปิดที่ 1,621.9 จุด ลดลง 1.74 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 74,735 ล้านบาท และเงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 3 สัปดาห์ที่ 33.288 ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 33.35 บาทต่อดอลลาร์ฯ
DELTA ไปไม่ไหว หุ้นเกาหลีดิ่ง 5.12%
ตลาดหุ้นไปต่อไม่ไหว จากแรงขายหุ้นบิ๊กแคป โดยเฉพาะ DELTA ปิดที่ 272 บาท ลดลง 6 บาทหรือ -2.16% ทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นเกาหลียังคงร่วงลงแรงถึง -5.12% ขณะที่หุ้นอิเล็กทรอกนิกส์ส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้น เช่น KCE เพิ่มขึ้น 5.95% ปิดที่ 44.50 บาท สื่อสารปรับตัวลง TRUE -3.47% ปิดที่ 13.90 บาท ADVANC ลดลง 1.58% ปิดที่ 374 บาท รวมถึงหุ้นน้ำมันและปิโตรเคมี ถูกฉุดจากราคาน้ำมันดิบร่วงลง 5% เบรนท์ซื้อขายที่ 83.51 ดอลลาร์/บาร์เรล บนความหวังสงครามผ่อนคลายลง นักลงทุนต่างชาติขาย -1,619.44 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนในประเทศ 3 กลุ่มรวมพลัง ซื้อ
หยวนต้า ยันซื้อ THAI เป้าปีหน้า 8 บาท
สำหรับหุ้นการบินไทย (THAI) เซอร์ไพร์ส ราคาเปิดต่ำ 5.50 บาท ก่อนกระโดดขึ้นไปสูงสุดที่ 6 บาท และปิดที่ 5.65 บาท เพิ่มขึ้น 0.05 บาท หรือ +0.89% ไม่กลัวผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เป็นเจ้าหนี้ แปลงหนี้เป็นทุนราคาต่ำ เพียง 2.50 บาทเศษ ปลดล็อคหุ้นจำนวน 1.98 หมื่นล้านหุ้น พร้อมขายวันที่ 4 ส.ค.นี้
บล.หยวนต้า(ประเทสไทย) ยังคงแนะนำ”ซื้อ” THAI ให้ราคาเป้าหมายปีหน้า 8 บาท หลังปรับลดประมาณการกำไรปี 2569-2570 ลง 10-28% เป็น 1.7 หมื่นล้านบาท ลดลง 42% จากปีก่อน (YoY) และ 2.3 หมื่นล้านบาท เติบโต 33% ประเมินแรงกดดันจากสงครามผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา
“คาดราคาหุ้นผันผวนในช่วงสั้นจากหุ้น Lock Up อีก 75% หรือ 1.98 หมื่นล้านหุ้นที่จะกลับมาซื้อขายได้ในวันที่ 4ส.ค. 2569 เชิงกลยุทธ์แนะนำทยอยเข้าสะสม ตามราคาที่เหมาะสมและผลตอบแทนเงินปันผลน่าสนใจ”บล.หยวนต้าระบุ
