บลจ.อเบอร์ดีน มองศก.โลกครึ่งปีหลังยังแกร่ง แนะกระจายลงทุนหุ้นโลก-ญี่ปุ่น-ตลาดเกิดใหม่-ไทย

HoonSmart.com>>บลจ.อเบอร์ดีน มองเศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลังยังแข็งแกร่ง คาดเติบโต 3.2% ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังสูง เงินเฟ้อจากฝั่งอุปทาน แนะจัดพอร์ตกระจายลงทุนหุ้นทั่วโลก ญี่ปุ่น ตลาดเกิดใหม่ และหุ้นไทย เน้นหุ้นคุณภาพ หุ้น Defensive หุ้นที่มีศักยภาพเติบโตจากเมกะเทรนด์ AI ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด ชู 4 กองทุนเด่น

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อเบอร์ดีน เปิดเผยมุมมองการลงทุนเดือนก.ค.2569 โดยยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อสินทรัพย์การลงทุนส่วนใหญ่ แรงสนับสนุนจากเศรษฐกิจโลกที่ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและผลประกอบการของภาคธุรกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ในระดับสูงกดดันความเชื่อมั่นต่อการลงทุน ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทานยังมีอยู่ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายวัฏจักรเศรษฐกิจ (Late-cycle Dynamics) และยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในหลายปัจจัยซึ่งอาจเป็นความเสี่ยง (Tail Risks) ที่ส่งผลต่อตลาดอย่างมีนัยสำคัญ

บลจ.อเบอร์ดีน คาดว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เติบโต 3.2% ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกบ้าง แต่ได้ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการลงทุน (Capex) ที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังเติบโตต่อเนื่อง มาตรการผ่อนคลายทางการคลังในหลายประเทศ และการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่ยังมีความแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม แรงกระแทกจากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นยังคงส่งผ่านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลก ทำให้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงกว่าปกติราว 1%

โดยเชื่อว่าผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นเพียงแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในระยะสั้น แม้ราคาน้ำมันและราคาอาหารอาจยังมีความผันผวนจากปัจจัยด้านอุปทานและสภาพอากาศ เช่น ปรากฏการณ์เอลนีโญ แต่ปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณชัดเจนว่าแรงกดดันดังกล่าวจะส่งผ่านไปสู่เงินเฟ้อในวงกว้าง ขณะที่เงินเฟ้อเริ่มมีแนวโน้มชะลอลง สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคากำลังค่อย ๆ ผ่อนคลายลง

สำหรับมุมมองต่อนโยบายการเงินคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตลอดปี 2569 นี้ และอาจกลับมาเริ่มปรับลดดอกเบี้ยในปี 2570 ขณะที่การลดขนาดงบดุลของ Fed จะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และไม่น่าจะเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลต่อตลาดในระยะสั้น เนื่องจาก Kevin Warsh ได้วางกรอบการดำเนินงานและกระบวนการพิจารณานโยบายที่ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้การปรับลดงบดุลในอนาคตเป็นไปอย่างมีลำดับขั้นตอน และลดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความผันผวนต่อตลาดการเงิน

ส่วนธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ย และคาดการณ์ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจยุติการปรับขึ้นดอกเบี้ย หลังจากการปรับขึ้นครั้งล่าสุดในเดือนมิ.ย.ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ยังมีโอกาสทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม จากแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศและความพยายามพยุงค่าเงินเยนที่อ่อนค่า

สำหรับเศรษฐกิจจีน แม้ยังเผชิญแรงกดดันจากภาคอสังหาริมทรัพย์และการบริโภคภายในประเทศ แต่ยังได้รับแรงหนุนจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI เทคโนโลยีสีเขียว และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ขณะที่ตลาดเกิดใหม่ยังมีแนวโน้มเติบโต โดยเฉพาะประเทศในเอเชียที่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานด้าน AI ขณะที่ประเทศในลาตินอเมริกา เช่น บราซิล เม็กซิโก และโคลอมเบีย ยังมีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ประเทศเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน เช่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ อาจมีข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เนื่องจากยังคงเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางเงินเฟ้อ และลดความยืดหยุ่นในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

สำหรับมุมมองการลงทุน บลจ.อเบอร์ดีน ยังมีมุมมองเชิงบวกในระดับปานกลางต่อตลาดหุ้นเกิดใหม่และตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว จากแนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่งและเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรม AI รวมทั้งมีมุมมองเชิงบวกในระดับปานกลางต่อ “ตราสารหนี้” ทั้งในตลาดเกิดใหม่และตลาดพัฒนาแล้ว ช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ปรับลดมุมมองเชิงบวกลงเล็กน้อย ในฐานะเครื่องมือช่วยป้องกันความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุนในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอน เนื่องจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านเริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้ความจำเป็นในการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อลดความเสี่ยงลดลง

ในส่วนของหุ้นไทย ยังคงมีมุมมองเชิงบวกในระดับปานกลาง โดยมองเศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและการอนุมัติงบประมาณ แม้ยังมีแรงกดดันจากราคาพลังงานและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้หุ้นไทยเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด โดยการลงทุนจะเน้นคัดเลือกหุ้นรายตัว (Stock Selection) เน้นหุ้นกลุ่ม Defensive Growth หุ้นปันผล และหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศที่ปรับดีขึ้น และหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากกลับมาลงทุนในประเทศ (reinvestment opportunities) โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่

สำหรับกองทุนแนะนำ 4 กองทุน ได้แก่ ABGDD-M ประกอบด้วย 2 ชนิดหน่วยลงทุน ชนิดสะสมมูลค่า ABGDD-A และชนิดขายคืนอัตโนมัติ ABGDD-R กองทุนเน้นลงทุนในหุ้น Defensive และกระจายลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกเน้นหุ้นปันผลเด่น โดยผสมผสานหุ้น Value และ Growth พร้อมกลยุทธ์สร้างรายได้จากเงินปันผล

ส่วน ABJO เน้นลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นคุณภาพสูง ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการปฏิรูปธรรมาภิบาล การลงทุนด้านดิจิทัล รวมถึงการเติบโตของอุตสาหกรรม AI และเซมิคอนดักเตอร์

ด้าน ABGEM ลงทุนในหุ้นตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพเติบโตจากเมกะเทรนด์ระยะยาว ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานไฟฟ้า และการกระจายฐานการผลิตของภาคอุตสาหกรรมโลก แม้ระยะสั้นตลาดเกิดใหมอาจเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งตะวันออกกลางและดอกเบี้ยที่สูง แต่ระยะยาวยังมองเชิงบวก เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิตโลกแข็งแกร่ง การลงทุนภาครัฐและเอกชนยังเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างที่สำคัญ

ขณะที่ ABG เป็นกองทุนหุ้นไทยแบบ All Cap เปิดโอกาสลงทุนในหุ้นทุกขนาด โดยเน้นบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง มีศักยภาพเติบโต และสามารถปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับภาวะตลาดได้อย่างยืดหยุ่น

อย่างไรก็ตามบลจ.อเบอร์ดีน มองว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลก การกระจายการลงทุนในหลายภูมิภาค พร้อมให้น้ำหนักกับหุ้นคุณภาพ หุ้น Defensive และหุ้นที่มีศักยภาพเติบโตจากเมกะเทรนด์อย่าง AI จะช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว พร้อมลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
 
 
 
 
 
 
 
 

———————————————————————————————————————————————————–