HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯทั้งสามดัชนีหลักปิดพุ่ง ดาวโจนส์บวก 613 จุด แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มชิปปรับตัวขึ้น หุ้น Microsoft นำการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หลังจากเปิดเผยคาดการณ์ผลประกอบการที่ยอดเยี่ยม ช่วยคลายกังวลนักลงทุนเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายมหาศาลในการลงทุนด้าน AI ด้าน “ราคาน้ำมันดิบ” อ่อนตัวลง ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดบวก
ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ปิดพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยหุ้นกลุ่มชิปต่างปรับตัวขึ้น และหุ้น Microsoft นำการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หลังจากที่เปิดเผยคาดการณ์ผลประกอบการที่ยอดเยี่ยม ซึ่งช่วยคลายความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 52,208.06 จุด เพิ่มขึ้น 613.92 จุด หรือ +1.19%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,437.63 จุด เพิ่มขึ้น 121.48 จุด, +1.66%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,122.18 จุด เพิ่มขึ้น 679.24 จุด, + 2.78%
หุ้น Microsoft ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายนี้ทะยานขึ้นกว่า 15% ทำสถิติปรับตัวขึ้นรายวันที่สูงที่สุดในรอบ 18 ปี ส่งผลให้มูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) ของบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 4.5 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นของมูลค่าบริษัทภายในวันเดียวที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในตลาดหุ้นวอลล์สตรีท
Microsoft คาดการณ์ยอดขายรายไตรมาสและการเติบโตของธุรกิจคลาวด์ไว้สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ อีกทั้งยังรายงานตัวเลขรายจ่ายฝ่ายทุน (CAPEX) ที่ต่ำกว่าการประเมิน และระบุว่าจะยังคงสร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่องตลอดปีงบประมาณ 2027 ซึ่งเพิ่งเริ่มต้นขึ้น
ในปีนี้ นักลงทุนต่างมีความกังวลต่อการทุ่มงบประมาณมหาศาลด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ โดยรายงานกระแสเงินสดติดลบจาก Alphabet และ Tesla เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้จุดชนวนให้เกิดแรงเทขายหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ขณะที่หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปก็เผชิญแรงกดดันเช่นกัน ท่ามกลางข้อกังขาของนักลงทุนเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับสูง
ด้าน Meta Platforms ร่วงลงหลังจากยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดียรายนี้รายงานตัวเลขกระแสเงินสดอิสระ (free cash flow) ในไตรมาสที่สองลดลงถึง 91% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงภาระทางการเงินจากการลงทุนครั้งใหญ่เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี AI
ดัชนีหุ้นกลุ่มชิป PHLX พุ่งขึ้น 8.2% โดยหุ้น Micron Technology ทะยานขึ้น 18%, หุ้น Sandisk พุ่งขึ้น 26% และหุ้น Advanced Micro Devices ปรับตัวขึ้น 13%
หุ้น Amazon (ปรับตัวขึ้น 3.9% และหุ้น Apple ปรับตัวลดลง 1.4% โดยทั้งสองบริษัทมีกำหนดรายงานผลประกอบการหลังจากตลาดปิดทำการ
นักลงทุนยังคงวิเคราะห์การตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันพุธ ที่คงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม ตลาดพันธบัตรยังปั่นป่วน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐฐาลสหรัฐอายุ 30 ปี พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษใกล้ระดับ 5.24% ในวันพฤหัสบดี แม้ราคาน้ำมันจะทรงตัวในเช้าวันพฤหัสบดี แต่การโจมตีเป้าหมายในอิหร่านกว่า 12 แห่งเมื่อคืนที่ผ่านมาของสหรัฐฯ อาจจะลุกลามบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น ซึ่งอาจจุดชนวนภาวะเงินเฟ้ออีกครั้ง
ข้อมูลดัชนีราคา PCE ที่รายงานในวันพฤหัสบดีแสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อในเดือนมิถุนายนชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จากกระทรวงพาณิชย์ บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจ ในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้
กระทรวงพาณิชย์รายงานดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงานเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PCE ทั่วไป ลดลง 0.1% สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์
ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ เพิ่มขึ้น 3.3% เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PCE พื้นฐานเพิ่มขึ้น 0.1% ต่ำกว่า0.2% ที่นักวิเคราะห์คาด
กระทรวงพาณิชย์รายงานประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 2 ครั้งที่ 1 ว่า ขยายตัว 1.5% ซึ่งต่ำกว่า 1.8%ที่นักวิเคราะห์คาดและ ต่ำกว่า 2.1% ในไตรมาส 1
ข้อมูลจาก CME FedWatch ระบุว่า ขณะนี้เทรดเดอร์ประเมินโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนไว้ที่ระดับ 59% เท่านั้น ซึ่ง
ลดลงจากระดับ 82% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
กระทรวงแรงงาน รายงานจำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสัปดาห์ที่แล้วเพิ่มขึ้น 9,000 ราย สู่ระดับ 197,000 ราย ต่ำกว่า 207,000 รายที่นักวิเคราะห์คาด
ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวก โดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของหุ้นในกลุ่มที่อิงกับวัฏจักรเศรษฐกิจ (cyclical sectors) เช่น กลุ่มการเงินและกลุ่มอุตสาหกรรม ขณะที่นักลงทุนยังคงประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 649.95 จุด เพิ่มขึ้น 4.94 จุด, +0.77% หลังจากระหว่างวันได้ปรับตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,897.27 จุด ลดลง 11.14 จุด, -0.10%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,485.64 จุด เพิ่มขึ้น 77.37 จุด, +0.92%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,612.03 จุด เพิ่มขึ้น 151.55 จุด, +0.60%
หุ้นกลุ่มธนาคารช่วยหนุนดัชนีให้ปรับตัวสูงขึ้น โดยพุ่งขึ้น 2.6% ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากการที่ราคาหุ้นของ BBVA ธนาคารสัญชาติสเปน ปรับตัวขึ้นราว 5% หลังจากที่รายงานกำไรสุทธิประจำไตรมาสที่ 2 เพิ่มขึ้นกว่า 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ดัชนีหุ้นสเปนซึ่งมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มธนาคารสูงปรับตัวขึ้น 1.8% โดยถือเป็นกลุ่มที่โดดเด่นที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดในภูมิภาคเดียวกัน
ด้านหุ้นกลุ่มก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างปรับตัวขึ้น 2.2% โดยหุ้นของ Bouygues พุ่งขึ้น 7.1% หลังจากที่กลุ่มบริษัทข้ามชาติสัญชาติฝรั่งเศสแห่งนี้รายงานกำไรหลักในช่วงครึ่งปีแรกที่สูงกว่าการคาดการณ์ของตลาดอย่างมาก
จาโคโล ออร์เตกา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนประจำภูมิภาคยุโรปของ Santander Asset Management กล่าวว่า หุ้นกลุ่มธนาคาร กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มพลังงาน และบางส่วนของกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (consumer discretionary) ซึ่งก่อนหน้านี้ราคาปรับตัวลงมาอย่างหนัก ต่างรายงานผลประกอบการที่ทำให้บรรดานักลงทุนมองว่าสถานการณ์น่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และถึงเวลาที่ต้องพิจารณาปรับสัดส่วนการลงทุนใหม่ และหากผลประกอบการยังคงเติบโตในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมต่อไป นักลงทุนก็น่าจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในยุโรปอย่างต่อเนื่อง
หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 1.8% โดยได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้น 10% ของหุ้น Schneider Electric หลังจากที่บริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการตลอดทั้งปี และการทะยานขึ้นเกือบ 11% ของหุ้น Mondi หลังจากบริษัทผู้ผลิตกระดาษและบรรจุภัณฑ์แห่งนี้เปิดเผยผลประกอบการครึ่งปีแรก
การปรับตัวขึ้นของตลาดถูกจำกัดโดย Airbus ที่ร่วงลง 2.8% หลังการเปิดเผยผลประกอบการไตรมาสที่สอง และหุ้น Rentokil ที่ดิ่งลงเกือบ 21% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลดลงรายวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2008 หลังจากที่บริษัทผู้ให้บริการกำจัดสัตว์รบกวนแห่งนี้ระบุถึงความอ่อนแอของธุรกิจในภูมิภาคอเมริกาเหนือ
ข้อมูลจาก LSEG I/B/E/S ระบุว่า ขณะนี้มีการคาดการณ์ว่าการเติบโตของกำไรในไตรมาสที่สองของบริษัทชั้นนำในยุโรปจะอยู่ที่ระดับ 20.8% โดยได้รับแรงหนุนหลักจากกลุ่มบริษัทพลังงาน
หุ้นกลุ่มพลังงานเพิ่มขึ้น 1.3% หลังราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าเบรนท์ พุ่งทะลุระดับ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังจากที่สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายในอิหร่านเพิ่มเติม ซึ่งยิ่งเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานถึง 5 เดือนให้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม ท่ามกลางความเห็นแตกแยกกันของคณะกรรมการ แม้เควิน วอร์ช ประธานเฟด จะให้คำมั่นว่าจะลดอัตราเงินเฟ้อลง ทำให้ตลาดสับสนต่อทิศทางการดำเนินนโยบาย
ในบรรดาหุ้นอื่นๆ Adidas ร่วงลง 11.5% แม้ปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายประจำปีขึ้นก็ตาม
L’Oreal เพิ่มขึ้น 2.7% หลังจากกลุ่มบริษัทเครื่องสำอางในปารีสรายงานยอดขายไตรมาสที่สองดีกว่าที่คาดไว้ ขณะที่ Stellantis ลดลง 4.3% หลังจากกำไรจากการดำเนินงานไตรมาสที่สองต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
นักลงทุนรอการรายงานผลประกอบการจาก Apple และ Amazon.com หลังตลาดสหรัฐปิดทำการ
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนกันยายน ลดลง 87 เซนต์ หรือ 1.03% ปิดที่ 83.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนกันยายน ลดลง 1.71 ดอลลาร์ หรือ 1.88% ปิดที่ 89.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

